.⋆。🧸˚
เทพีแห่งวัลคาริออน
The VIRGIN of VALKARION
โดย พอล แอนเดอร์สัน
แปลโดย: หมื่นล้านคำรัก
‼️ ©️ สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ‼️
บทที่ ๔ - แผนการซุ่มโจมตีในเงามืด
ทั้งคู่กึ่งเดินกึ่งวิ่งไปตามเส้นทาง เสียงชุดเกราะโซ่ถักกระทบกันเกรียวกราว ไม่นานนักพวกเขาก็หลุดพ้นจากย่านทิ้งร้างและเข้าสู่เขตลานชุมชนใจกลางเมือง
ย่านนั้นคลาคล่ำไปด้วยผู้คน ดูเหมือนชาววัลคาริออนทั้งเมืองจะหลั่งไหลออกมาในคืนนี้ พวกเขาเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้า ไร้จุดหมาย ภายใต้แรงบีบคั้นของความกลัวที่ไม่อาจสาธยายได้ เมืองทั้งเมืองอื้ออึงด้วยเสียงพึมพำแผ่วต่ำอย่างมีลับลมคมนัย ท่ามกลางเสียงสลับเท้าของคนนับพันใต้แสงโคมและคบไฟที่วูบวาบ เหนือความโกลาหลที่ถูกกดทับไว้ เสียงสวดและเสียงระฆังกังวานแว่วมาจากวิหารลอยมาตามแรงพายุที่โหมกระหน่ำ
อัลฟริคและฮิลดาบอร์กแทรกตัวผ่านฝูงชนที่เบียดเสียดราวกับกระแสน้ำที่เชี่ยวกราก ความไม่สงบและระลอกคลื่นแห่งความหวาดหวั่นนั้นสัมผัสได้ราวกับมีตัวตนจนผิวของคนเถื่อนลุกเกรียว ดวงตานับพันคู่กลอกกลิ้งและจ้องมองออกมาจากใบหน้าที่ซีดเซียว เมืองทั้งเมืองยามนี้เต็มไปด้วยดวงตาที่คอยจับจ้อง
เขาได้ยินเสียงป่าวประกาศเมื่อมาถึงขอบลานกว้าง คนเถื่อนร่างสูงชะโงกหน้ามองข้ามศีรษะฝูงชนไป เบื้องหน้ามีแท่นปราศรัยซึ่งล้อมรอบด้วยเหล่าองครักษ์วิหารที่ยืนเรียงกันเป็นวงล้อมหนาแน่น บนยอดแท่นนั้น นักบวชในชุดคลุมยาวกำลังพ่นสุนทรพจน์ปลุกระดม
"—ราชวงศ์สิ้นสูญแล้ว และโทสะแห่งจันทราคู่กำลังกดทับวัลคาริออนอย่างหนักหน่วง! วิบัติแก่โลกหล้า เพราะปีศาจนอกศาสนาผู้เป็นทัณฑ์ทรมานจากดานโนสได้หลุดรอดออกมาแล้ว!
ทว่าข้าขอนำความหวังมาให้—ใช่แล้ว จากพระแม่อมาริสผู้เมตตา ข้าขอนำกำลังใจมามอบให้ในยามมืดมิดที่สุดนี้ ยังมีเวลา... ยังมีเวลาพอที่จะเด็ดหัวไอ้คนเถื่อนนั่นก่อนที่มันจะแกร่งกล้าไปกว่านี้ และยังมีเวลาพอที่จะจับตัวและเนรเทศฮิลดาบอร์ก อีแม่มดเลือดผสมนั่นเสีย! ยังมีเวลาที่จะสยบยอมต่อการปกครองอันชาญฉลาดของวิหาร เพื่อที่มหาสังฆราชจะได้ช่วยอ้อนวอนต่อพระบิดาดานโนส จงสำนึกบาปและรับการอภัย... จงทำลายพวกกาลกิณีที่นำพินาศมาสู่พวกเจ้า แล้วการบรรจบกันของดวงจันทร์จะนำมาซึ่งการกำเนิดใหม่แห่งความหวัง!"
อัลฟริคเริ่มรับรู้ถึงเสียงพึมพำรอบตัว—เหล่าสามัญชนแห่งวัลคาริออน ทั้งแรงงาน ช่างฝีมือ พ่อค้า และชาวนา ต่างกำลังขบคิดและส่งเสียงรามใส่คนข้างกายอย่างเผ็ดร้อน
"—ช่างเป็นทางเลือกที่เลวร้าย จะยอมเห็นเมืองพินาศ หรือจะยอมก้มหัวให้ไอ้พวกหัวโล้นนั่นดี"
"ข้ากลัวเหลือเกิน ยามนี้จันทร์กระจ่างคมกล้าอย่างอำมหิต พวกเขากำลังจ้องมองลงมาที่พวกเรา ข้ากลัว..."
"ฮิลดาบอร์กต่างหากที่เป็นคนลดภาษี เป็นฮิลดาบอร์ก ไม่ใช่ออรีออนที่สติเลอะเลือนหรือเธโรคอสหัวขโมยที่เป็นคนสร้างกองทัพจนเข้มแข็งและขับไล่พวกซาวอนเนียนออกไป วิหารเคยทำอะไรให้พวกเราบ้าง นอกเสียจากรีดไถภาษีและเอาเรื่องนรกสวรรค์มาขู่เด็กๆ?"
"เงียบนะ! ดวงจันทร์กำลังจับตาดูอยู่!"
"ฮิลดาบอร์กช่างงดงาม นางราวกับเทพีในยามที่ควบม้าผ่านท้องถนนและส่งยิ้มให้พวกเรา แม้แต่พระแม่อมาริสเองก็หาได้งดงามไปกว่านางไม่"
"แต่วิหารนั้นศักดิ์สิทธิ์"
"พวกนักบวชเผาน้องชายข้าเพราะหาว่าเป็นพ่อมด เขาแค่มีคัมภีร์เก่าแก่เล่มหนึ่งเท่านั้น เขาพยายามสร้างเครื่องจักรตามที่หนังสือบอก—แล้วพวกมันก็เผาเขาจนมอดไหม้"
"พวกมันเองก็มีคัมภีร์เก่าๆ ตั้งมากมาย พวกมันนั่งทับภูมิปัญญาของคนโบราณไว้หมด ในขณะที่พวกเราไม่มีใครอ่านหนังสือออกสักคน"
"คืนนี้เหล่าเทพแห่งชะตากรรมกำลังออกตระเวน ข้ากลัวเหลือเกิน"
"ลูกชายข้าอยู่ในกองมหาดเล็ก พวกมันกำลังตามล่าเขา—เขาคงถูกแขวนคอถ้ายังไม่ตายไปเสียก่อน—เว้นเสียแต่ว่า—"
"ใช่ ลูกชายข้าก็อยู่ในกองยามเมือง พวกมันสั่งให้เขาออกไปตามล่าชายแปลกหน้าและองค์จักรพรรดินี—องค์จักรพรรดินีเชียวนะ!—แล้วเขาก็ออกไป" เสียงหัวเราะขื่นดังขึ้น "แต่ข้าคิดว่าเขาก็คงแค่ไปนั่งเงียบๆ อยู่ในมุมไหนสักแห่งเพื่อรอดูสถานการณ์นั่นแหละ"
"ข้ามีขวานศึกเก่าอยู่เล่มหนึ่ง ปู่ข้าเคยใช้ในสงครามรูเรียน ข้าคิดว่าข้ายังพอจะกวัดแกว่งมันได้ถ้าต้องปกป้องพระนาง"
"ข้ากลัว..."
อัลฟริคเหยียดยิ้มเย็นชาภายใต้เงาของกระบังหมวกเหล็ก ก่อนจะนำทางรุดหน้าต่อไป
ทว่าเขาจะผ่านไปง่ายๆ ไม่ได้ เขาผลักชาวนาล่ำสันคนหนึ่งให้พ้นทาง ซึ่งชายคนนั้นหันมาแยกเขี้ยวใส่ทันที "หัดมีมารยาทบ้าง ไอ้ทหารยาม! แค่เจ้าทรยศองค์จักรพรรดินีมันยังไม่พออีกรึ?"
"ใช่ ไอ้พวกทหารยามเมืองเอาแต่นั่งดื่มเหล้าและทำให้ถนนหนทางไม่ปลอดภัยสำหรับลูกสาวพวกเรา" ชายอีกคนกล่าวอย่างดุดัน "พวกมันไม่ยอมลุกจากที่นั่งอันเสวยสุขหรอก จนกระทั่งมีโอกาสได้ออกไปเห่าหอนตามล่าฮิลดาบอร์กนี่แหละ"
อัลฟริคพยายามแทรกตัวผ่านวงล้อมของผู้คนที่กำลังเดือดดาล "ถอยไป!" เขาตะโกน "ถอยไป ไม่อย่างนั้นข้าจะใช้หอก!"
"หัดมีมารยาทหน่อย ไอ้ทหารยาม" ชาวนายิ้มกริ่มพลางเดินเข้ามาใกล้ อัลฟริคได้กลิ่นเหล้าองุ่นโชยมาจากลมหายใจของมัน "พวกเรามาหาอะไรสนุกๆ ทำกับไอ้พวกขี้ข้านักบวชนี่ดีไหมเพื่อนๆ? พวกมันจะร้องยังไงนะถ้าโดนพวกเราสกรัมให้จมดิน?"
หมัดของอัลฟริคพุ่งออกไปรวดเร็วดั่งลูกตุ้มเหล็ก เสียงกระแทกดังปึก ชาวนาผู้นั้นปลิวไปกระแทกคนที่อยู่ข้างหลัง คนเถื่อนใช้ด้ามหอกฟาดแหวกทางจนฝูงชนยอมถอยร่น
"ฝ่าไป!" เขาพึมพำบอกฮิลดาบอร์ก "เร็วเข้า เราต้องหนีไปจากตรงนี้"
"พวกเขาคือมิตรของเรานะ" นางกระซิบอย่างร้อนรน "เราเปิดเผยตัวไม่ได้หรือ—"
"แล้วจะลากทหารยามมาจัดการกับฝูงชนที่ไร้อาวุธพวกนี้น่ะรึ? เราจะอยู่ไม่รอดแม้แต่วินาทีเดียว มาเร็ว!"
ก้อนหินปลิวกระแทกหมวกเหล็กของหญิงสาวเต็มแรง นางเซถลาเกือบจะซบลงในอ้อมแขนของอัลฟริค ฝูงชนส่งเสียงรามเหมือนสัตว์ป่าและเบียดเสียดเข้ามาใกล้ขึ้นทุกที
"ถอยไป!" อัลฟริคตะโกน "เปิดทาง ไม่อย่างนั้นคำสาปแห่งจันทราคู่จะตกลงบนหัวพวกเจ้า!"
"เจ้าพูดจาเหมือนไอ้นักบวชเปี๊ยบเลย" แรงงานคนหนึ่งกล่าวเสียงพร่า พลางเงื้อท่อนไม้หนาขึ้น "จัดการมันเลยพวกเรา! ฆ่าไอ้พวกทรยศนี่!"
อัลฟริควางร่างหญิงสาวที่ยังมึนงงลงบนพื้น ยืนคร่อมร่างนางไว้แล้วชักดาบยักษ์ออกมา "ไอ้คนต่างถิ่น!" ใครบางคนตะโกนขึ้นมาจากท่ามกลางทะเลใบหน้าที่โกรธแค้นใต้แสงคบไฟ "ไอ้ทหารรับจ้างที่ตามล่าจักรพรรดินีของพวกเรา!"
ฝูงชนถาโถมเข้าใส่เขา เขาเหวี่ยงดาบออกไปรอบๆ ฟาดฟันหมายจะให้บาดเจ็บแต่ไม่ถึงตาย—แม้เขาจะคิดอย่างสิ้นหวังว่าเขาคงต้องฆ่าทิ้งเสียถ้าจำเป็นจริงๆ
ก้อนหินปลิวว่อน ก้อนหนึ่งกระแทกเข้าที่แก้มเขา ความเจ็บปวดเสียดแทงผ่านศีรษะ "ไฮ รูโฮ!" เขาแผดคำรามและฟาดดาบเข้าที่ศีรษะใครคนหนึ่ง ฝูงชนเริ่มถอยร่นออกไปเล็กน้อย ดวงตาและฟันสีขาววาววับสะท้อนแสงคบไฟสีเลือดดูน่าสยดสยอง
เสียงแตรแผดก้องอย่างโอหังเหนือเสียงอื้ออึง ใครบางคนแผดร้อง อัลฟริคเห็นคมหอกชูสลอน คมเหล็กส่องประกายสีแดง—ทหารยามหนึ่งหมวดกำลังบุกเข้ามา
มาช่วยรึ! เขาครางประชดประชันในใจ พลางพยุงฮิลดาบอร์กขึ้นและพยายามจะถอยร่นผ่านฝูงชน
สายไปเสียแล้ว ทหารเหล่านั้นกำลังฟาดฟันเปิดทางนองเลือดผ่านฝูงชนที่แตกฮือด้วยความตื่นตระหนก และทหารหมวดนั้นก็มาถึงตัวเขาจนได้
"มาทันเวลาพอดี" หัวหน้าหมวดหอบหายใจ "ไอ้พวกสถลนี่ร้ายกาจนก เท่าที่ข้ารู้พวกมันฆ่าทหารยามไปเป็นโหลแล้ว นักบวชอีกสองสามรูป และไม่รู้ว่าทาสวิหารอีกเท่าไหร่—ขอให้ดานโนสลงทัณฑ์พวกสบประมาทเทพเจ้าพวกนี้เถอะ!"
"ขอบใจ" อัลฟริคประคองหญิงสาวให้ยืนขึ้น "ตอนนี้ข้าต้องไป—ภารกิจพิเศษ เร่งด่วนมาก—"
หัวหน้าหมวดจ้องมองเขาเขม็ง "เจ้ามีสำเนียงเหมือนพวกคนเถื่อน" เขาพูดช้าๆ "และเจ้าไม่ใช่ชาววัลคาริออน เจ้าเป็นใคร—"
ฮิลดาบอร์กครางออกมา พลางพยายามเรียกสติ "อัลฟริค—"
"เด็กหนุ่ม—ไม่ใช่—" นายทหารก้าวเข้ามา ฮิลดาบอร์กหันใบหน้าอันงดงามเข้าหาแสงไฟ และเขาก็ถึงกับอุทานออกมาอย่างตระหนก "พระนาง—"
อัลฟริคคว้าหอกขึ้นมาแล้วซัดออกไปสุดแรง หอกพุ่งเข้าถากทะลุลำคอของหัวหน้ากองยามจนสิ้นใจคาที่ จากนั้นคนเถื่อนก็ชูดาบเล่มยักษ์ที่ยังนองเลือดขึ้น ยืนหยัดตระหง่านเคียงข้างฮิลดาบอร์ก รอคอยวาระสุดท้ายที่เขารู้ดีว่าไม่อาจเลี่ยง
"นั่นจักรพรรดินี—พระนางกับไอ้คนเถื่อนนอกรีต—พวกเราพบตัวพวกมันแล้ว!"
ฝูงชนพากันถอยกรูออกไปรวมกันอยู่ที่ขอบลานกว้าง พวกเขาหวาดกลัวและสับสนเกินกว่าจะยื่นมือเข้าช่วย ทหารวิหารและนักบวชวิ่งกวดเข้ามาพลางตะโกนเรียกกำลังเสริม ชายติดอาวุธคนอื่นๆ ดูเหมือนจะผุดขึ้นมาจากเงาพื้นดินทุกทิศทาง
"จับเป็น!" นักบวชแผดเสียงแหลม "ถ้าทำได้ให้จับเป็น! ใครทำได้ข้าให้รางวัลหนึ่งพันกิลดาร์!"
พวกองครักษ์วิหารได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี พวกเขารวมกลุ่มตั้งค่ายกลโล่ล้อมกรอบอัลฟริคไว้แน่นหนาและเริ่มบีบวงล้อมเข้ามา หากเป็นการต่อสู้ตัวต่อตัว อัลฟริคคงหัวเราะเยาะพวกมันไปแล้ว—ทว่าในยามนี้ที่ถูกรุมล้อม—
ฮิลดาบอร์กยืนโงนเงนอยู่ข้างกายเขา "นี่คือจุดจบแล้วใช่ไหม?" นางกระซิบ "ข้ารักท่านนะ อัลฟริค—"
เขาคำรามกึกก้องด้วยความโกรธเกรี้ยวและพุ่งตัวไปข้างหน้า ดาบยักษ์ในมือกลายเป็นภาพพร่ามัว กระแทกเข้ากับโล่และหมวกเหล็กจนเกิดเสียงโลหะกัมปนาท องครักษ์คนหนึ่งล้มลงร้องโหยหวนเมื่อแขนขวาถูกฟันขาดสะบั้น อัลฟริคแทงเข้าที่ลำคออีกคน เตะเข้าที่จุดตายของคนที่สามพลางแผดคำราม
พวกมันกรูล้อมเขาไว้ ใช้โล่บีบอัดจนเขาแทบไร้ช่องว่างขยับเขยื้อน ด้ามหอกกระแทกเข้าที่หมวกเหล็กของเขารัวแรงจนเสียงก้องสะท้อนปานถูกตีด้วยระฆังทองเหลือง เขาโซเซ แผดตะโกน และพยายามเหวี่ยงดาบอีกครั้ง—ทว่าดาบกลับหลุดจากมือ—ก่อนที่ร่างของเขาจะร่วงหล่นลงสู่ความมืดมิดที่อื้ออึง
เขารู้สึกตัวเลือนลางว่าถูกกระชากชุดเกราะออก ถูกล่ามโซ่หนาหนักทั้งมือและเท้า และถูกฉุดให้ลุกขึ้นอย่างป่าเถื่อน เขาก้าวเดินไปตามสัญชาตญาณ และค่อยๆ ได้สติกลับมาท่ามกลางหมอกแห่งความเจ็บปวดที่เต้นตุบๆ ในกะโหลก เขาเห็นฮิลดาบอร์กเดินเคียงข้างมา ปลายหอกทิ่มแทงอยู่ที่หลังของพวกเขา เสียงโซ่ตรวนกระทบกันกังวานที่ข้อเท้าและข้อมือ ยามนี้พวกเขาอยู่กลางวงล้อมหนาแน่นสามชั้นของเหล่าองครักษ์ มุ่งหน้าขึ้นสู่เนินเขาอันเป็นที่ตั้งของวิหาร
คฤหาสน์ของเหล่าผู้ลากมากดีตั้งอยู่รายรอบ ดูขาวโพลนภายใต้แสงจันทร์และหอมอบอวลด้วยกลิ่นมวลบุปผชาติในสวน อัลฟริคเห็นน้ำพุพุ่งพรายประดับบารมี และในนาทีนั้นเขากลับนึกสมเพชไปถึงแผ่นดินที่แห้งผากนอกกำแพงเมือง ดินแดนที่อาจฟื้นคืนความสมบูรณ์ได้หากมิน้ำพุเหล่านี้ถูกกักขังไว้เพียงเพื่อความสำราญของคนรวย
แต่นั่นคงไม่มีวันเกิดขึ้น เขาคงต้องถูกแขวนคอประจานเหนือเมือง ให้นกฟัลค์จิกกินดวงตาจนโหว่—ฮิลดาบอร์กต้องม้วยมลาย และพันธนาการแห่งวิหารจะรัดรึงวัลคาริออนไว้จนกว่าหินก้อนสุดท้ายจะแหลกสลายกลายเป็นธุลีไปตามลม
เรี่ยวแรงเริ่มกลับคืนมา พร้อมกับปณิธานอันเยือกเย็นว่าจะไม่ยอมดับสูญไปโดยไม่ได้สู้เป็นครั้งสุดท้าย สมองของเขาเริ่มทำงาน ความเจ้าเล่ห์ในอดีตอันโชกโชนพลุ่งพล่านขึ้นมา... ทว่าทุกอย่างดูไร้หวัง พวกเขาถูกดักทางไว้หมดแล้ว การดิ้นรนของเขาเป็นเพียงการตะเกียกตะกายที่สูญเปล่าของสัตว์ป่าในกรง
"มันจบลงตรงนี้เอง" น้ำเสียงของฮิลดาบอร์กดูเหนื่อยอ่อน แต่นางก็ยังฝืนยิ้มเล็กน้อย "แต่เราก็ได้พยายามอย่างที่สุดแล้ว อัลฟริค" และนางกล่าวอย่างอบอุ่น "เราเคยได้รักกัน... นั่นก็เพียงพอแล้ว"
"มันไม่พอหรอก" เขาตอบ "แต่มันก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรเลย"
"เงียบ!" นักบวชสั่งการ
ยามนี้พวกเขาอยู่บนยอดเขาสูง กำแพงวิหารอันโอ่อ่าตระหง่านอยู่เบื้องหน้า อัลฟริคเห็นเงาร่างทาส องครักษ์ และนักบวชเดินกันขวักไขว่ เสียงตีฆ้องดังรัวเป็นจังหวะหนักแน่นเหมือนจะเติมเต็มโลกด้วยสำเนียงทองเหลืองที่กึกก้อง เสียงสวดในพิธีวิวาห์แห่งจันทราลอยละล่องไปในอากาศ
คนเถื่อนชำเลืองมองไปยังพระราชวัง มีสะพานทอดยาวข้ามหุบเหวระหว่างยอดเขาคู่ และมีองครักษ์เฝ้าอยู่บนนั้น องครักษ์คนอื่นๆ ทั้งจากยามเมืองและวิหารกำลังล้อมวังไว้ เขาเห็นแสงกองไฟล้อมเป็นวงรอบวัง พวกมันกำลังติดตั้งเครื่องยิงหินยักษ์ซึ่งเขารู้ดีว่ามันจะถล่มกำแพงวังให้พินาศในไม่ช้า
จากบนยอดเขา เขาสามารถมองเห็นทะเลทรายที่ขาวโพลนด้วยแสงจันทร์ และก้นทะเลโบราณที่ทอดยาวสุดลูกตา ครั้งหนึ่งมันเคยเป็นสีน้ำเงินและมีชีวิตชีวา ระยิบระยับด้วยแสงแดด คลื่นซัดสาดเข้าหาหาดทรายขาวจนเกิดฟองและเสียงกึกก้องกัมปนาท ท่าเรือของวัลคาริออนเคยคลาคล่ำด้วยเรือจากทั่วโลก เสากระโดงเรือสูงตระหง่านดั่งป่าไพร กลิ่นอายของเกลือ ยางมะตอย และเครื่องเทศแดนใต้โชยละล่อง และถัดออกไป แผ่นดินเคยเขียวขจี มีเมฆสีขาวลอยล่องผ่านท้องฟ้าสีครามในฤดูร้อนอันอ่อนโยน
ทว่าทุกอย่างอันตรธานหายไปหมดแล้ว—โลกเหือดแห้งกลายเป็นทะเลทราย ป่าไม้แคระแกร็น และทุ่งหญ้าแห้งแล้ง ทรายพัดปลิวอยู่ในร่องน้ำโบราณ อากาศเบาบางและหนาวเหน็บ แฝงไปด้วยกลิ่นฉุนขมของสนิม เมืองกลายเป็นซากปรักหักพัง จักรวรรดิเหลือเพียงเงา และมนุษย์ก็ถอยหลังกลับไปสู่เศษเสี้ยวอันน่าเวทนาที่กำลังจมดิ่งสู่ความป่าเถื่อนและความตาย
อัลฟริคมองขึ้นไปบนท้องฟ้ายามราตรีที่งดงามแต่เย็นเยียบ เขาเคยได้ยินปราชญ์โบราณบอกว่า หมู่ดาวที่สว่างไสวนับพันเหล่านั้นคือโลกและดวงอาทิตย์ดวงอื่น ซึ่งอาจมีความสุขมากกว่าโลกใบนี้—นั่นพอจะเป็นเครื่องปลอบใจประการสุดท้าย
ยามนี้ดวงจันทร์ใกล้จะบรรจบกันแล้ว ดานโนสผู้สว่างไสวกำลังเคลื่อนเข้าหาพระแม่อมาริสผู้ซีดเซียวอย่างมีชัย เขาจะเข้าครอบครองนางแล้วเคลื่อนผ่านไป และจากงานวิวาห์นั้น โชคชะตาของโลกจะถือกำเนิดขึ้น โชคชะตาที่หนาวเหน็บ พรหมลิขิตที่มืดมัว—ราตรีกาล ความอดอยาก และความตาย เมื่อจันทราพุ่งทะยานเหนือโลกที่จมดิ่งสู่การลืมเลือนนิรันดร์
มนุษย์เราต้องตายไม่ช้าก็เร็ว และสิ่งเดียวที่ทำได้คือเผชิญหน้ากับวาระสุดท้ายอย่างทระนง อัลฟริคยืดอกขึ้นและเดินเข้าไปในวิหาร
มีทางเดินยาวเหยียด ซึ่งที่ปลายทางเขาเห็นห้องโถงกว้างขวางระยิบระยับด้วยทอง เงิน และอัญมณีล้ำค่า ประดับประดาด้วยผ้าปักโบราณราคาแพงลิบ แม้ในยามนี้ ดวงตาของอัลฟริคยังวาวโรจน์ด้วยสัญชาตญาณโจร หากเขาได้ปล้นห้องนี้สักครั้ง!
พวกเขาเลี้ยวเข้าสู่อีกโถงทางเดิน แล้วเดินลงบันไดหินที่สลักลึกลงไปในภูเขา สู่คุกใต้ดินของวิหาร อัลฟริคเคยเข้าคุกมามากพอที่จะไม่รู้สึกว่าอุโมงค์หินที่ชื้นและขรุขระเป็นเรื่องแปลก แต่ฮิลดาบอร์กกลับสั่นสะท้านและเบียดกายเข้าหาเขา
เสียงกรีดร้องสะท้อนก้องมาตามทางเดิน มันดังขึ้นแล้วค่อยๆ แผ่วลงจนกลายเป็นเสียงคร่ำครวญ นักบวชเหยียดยิ้ม "พวกนอกศาสนากำลังถูกสั่งสอนให้รู้ถึงความผิดพลาดของตน" เขาพูดด้วยน้ำเสียงเสแสร้ง "มันผู้นั้นลบหลู่ดวงจันทร์และสาบานว่าจะภักดีต่อองค์จักรพรรดินี"
"ถ้าอย่างนั้น เหล่าเทพเจ้าก็จงสถิตอยู่เคียงข้างเขา" ฮิลดาบอร์กกล่าวอย่างท้าทาย
พวกองครักษ์ผลักพวกเขาเข้าไปในห้องขัง ซึ่งเป็นเพียงถ้ำแคบๆ ที่ขุดลึกเข้าไปในใจกลางภูเขา และล็อคโซ่ตรวนเข้ากับห่วงเหล็กที่ผนัง พวกเขาถูกล่ามไว้จนแทบขยับเขยื้อนไม่ได้ ยืนเผชิญหน้ากันห่างเพียงไม่กี่นิ้ว—แต่สำหรับอัลฟริค มันเหมือนห่างกันคนละโลก—เขาคิดอย่างเหนื่อยหน่าย—เขาคงไม่มีวันได้จูบนางอีกแล้ว
องครักษ์ปิดประตูเสียงดังสนั่น ทิ้งพวกเขาไว้ในความมืดมิดมืดสนิท เสียงของฮิลดาบอร์กสั่นเครือ แต่นางก็ยังพูดอย่างกล้าหาญ: "เราจะทำอย่างไรดี?"
"ตอนนี้ทำอะไรไม่ได้แล้ว" คนเถื่อนลองกระชากโซ่ดู เมื่อพบความแข็งแกร่งของมันเขาก็ยอมผ่อนแรง "รอดูโอกาส... ไม่อย่างนั้นก็แค่ตาย"
"ข้าไม่อยากตาย อัลฟริค ข้าอยากมีชีวิตอยู่ ข้าอยากเห็นท้องฟ้า สัมผัสสายลม และอุ้มท้องบุตรชายของท่าน"
"ข้าก็ไม่ได้พิสมัยความตายนักหรอก ยอดรัก ถ้าเราหนีไปแอสลัคแต่แรก—"
"แต่เราไม่ได้ไป และสำหรับตัวข้า ข้าก็ยังยินดีที่ได้ทำเช่นนี้ แม้ว่าท่านจะต้องมาตายไปด้วยก็ตาม—" เสียงของนางขาดช่วง และเขาได้ยินเสียงนางสะอื้นเบาๆ ในความมืด
เขาพยายามหาคำปลอบ แต่กลับดูเคอะเขินเกินกว่าจะเอ่ย เขาจึงนิ่งเงียบไป
ครู่ต่อมา ประตูก็เปิดออกอีกครั้ง ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาพร้อมกับทาสวิหารสองคนที่ถือคบไฟ อัลฟริคมองเห็นชุดคลุมอันวิจิตรและรู้ทันทีว่านี่คือ เธโรคอส มหาสังฆราช
เขาเป็นชายร่างสูง ไหล่ห่อ ดูเหมือนจะเจ้าเนื้อเล็กน้อยแต่ซ่อนกล้ามเนื้อไว้ข้างใต้ ใบหน้ากว้างและดูเคร่งขรึม ผิวซีดภายใต้หน้าผากสูงที่โกนผมเกลี้ยงเกลา ริมฝีปากบางเฉียบและแข็งกร้าว ดวงตาเล็กสีดำเป็นประกายเย็นเยียบ เมื่อเขาพูด น้ำเสียงของเขาช่างน่าอัศจรรย์ เป็นเสียงทุ้มกังวานดั่งเสียงออร์แกนที่เขาควบคุมได้อย่างเชี่ยวชาญราวกับนักดนตรีเอก
"ในที่สุดเราก็ได้พบกันอีกครั้ง ใต้ฝ่าละอองพระบาท" เขาเอ่ยพลางโน้มตัวลง ไม่มีความหยามหยันในน้ำเสียง เขาดูตรงไปตรงมาและเป็นงานเป็นการ
ฮิลดาบอร์กไม่ตอบ นางยืนพิงผนังในชุดทูนิกทหารที่ขาดวิ่น ผมสีดำที่ชุ่มเหยื่อแนบติดหน้าผากและทิ้งตัวลงบนไหล่ราวกับคลื่นที่ส่องประกาย ในแสงคบไฟที่วูบวาบ ใบหน้าของนางขาวซีดและอิดโรย เปรอะเปื้อนด้วยคราบเลือด ดิน และรอยน้ำตา แต่นางก็ยังสบตากับมหาสังฆราชอย่างไม่ลดละ และริมฝีปากของนางยังคงนิ่งสงบ
เธโรคอสมองดูร่างสูงใหญ่ของอัลฟริคตั้งแต่หัวจรดเท้า "และนี่คือผู้พิชิตตามคำทำนายสินะ" เขาพึมพำ "ช่างเป็นชายที่แข็งแกร่ง—แต่เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าจะทำสำเร็จได้? ใครคือพันธมิตรของเจ้าในเมืองนี้? แผนการของเจ้าคืออะไร?"
"ข้าคือ อัลฟริคแห่งแอสลัค ข้ามาที่นี่โดยไม่มีทั้งมิตรและแผนการ และไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับคำทำนาย" คนเถื่อนตอบอย่างเย็นชา "และเจ้าก็คือไอ้ลูกสุนัขสารเลว ที่ข้าจะเอาหัวของมันมาเตะเล่นเข้าสักวัน"
"เอาเถอะน่า" เธโรคอสกล่าวเสียงนุ่ม "เจ้าคงไม่หวังให้ข้าเชื่อหรอกว่าเจ้ามาที่นี่เพียงเพราะความบังเอิญ? ฝ่ายของเจ้าแพ้พ่ายแล้ว เจ้าถูกกำหนดให้ตาย แต่เจ้าสามารถเลี่ยงการถูกชำระบาปด้วยการทรมานและตายอย่างสงบได้หากเจ้ายอมคายในสิ่งที่เจ้ารู้"
"ข้าไม่รู้อะไรทั้งนั้น ไอ้สุนัขรับใช้!"
"เจ้าอาจจะรู้อะไรมากขึ้นหลังจากที่ตุลาการทัณฑมาตย์ได้ลงมือกับเจ้าไปสักพัก" เธโรคอสกล่าวอย่างเย็นชา จากนั้นหันไปหาฮิลดาบอร์ก น้ำเสียงของเขาพลันเปลี่ยนเป็นนุ่มนวลและอบอุ่น เปี่ยมไปด้วยความเห็นอกเห็นใจ: "นายหญิงของข้า ข้าเสียใจยิ่งนักที่ต้องทำเช่นนี้ การที่จักรพรรดินีแห่งวัลคาริออนต้องมาถูกเหยียดหยามเช่นนี้แม้จะเป็นความจำเป็นอันยิ่งยวด ก็ถือเป็นความเศร้าโศกที่สุดในชีวิตข้า"
ฮิลดาบอร์กเหยียดยิ้ม "น้ำตาเจ้าคงจะไหลอาบแก้มอยู่พอดีเลยล่ะสิ" นางกล่าวอย่างเย็นชา
"แต่มันเป็นเช่นนั้นจริงๆ นายหญิง—หัวใจข้าแหลกสลายเป็นธุลี มีเพียงความจำเป็นบีบคั้น—แต่มันยังไม่สายเกินไปที่จะกลับใจพะยะค่ะ สิ่งที่ดวงจันทร์พรากไป ดวงจันทร์ย่อมประทานคืนให้ได้
นายหญิง" เธโรคอสกล่าวอย่างมีหลักการ "ท่านย่อมเห็นถึงความจำเป็นอันหลีกเลี่ยงไม่ได้ในการกระทำของข้า ตามกฎหมาย ท่านไม่สามารถปกครองได้ และไม่มีรัชทายาทสายเลือดจักรพรรดิหลงเหลืออยู่ หากขาดมือที่แข็งแกร่ง วัลคาริออนที่ไร้ผู้นำย่อมแตกเป็นเสี่ยงๆ จากการแก่งแย่งของพวกขุนนางและความโกลาหลของชาวบ้าน กลายเป็นเหยื่ออันง่ายดายของศัตรูป่าเถื่อนอย่างเช่นชายคนนี้—และคำพยากรณ์ก็จะเป็นจริง เมื่อราชสำนักล่มสลาย วิหารซึ่งเป็นเสาหลักสุดท้ายของวัลคาริออน ย่อมต้องแบกรับภาระแห่งรัฐไว้"
"พูดง่ายๆ ก็คือ" ฮิลดาบอร์กกล่าวอย่างเย็นชา "เจ้าจะสถาปนาตนเองเป็นเทวราชา (Theocrat) ล่ะสิ"
"ดวงจันทร์ทรงเห็นควรที่จะมอบภาระนี้แก่ผู้ไร้ค่าเช่นข้า" เธโรคอสกล่าว "แต่มันจะดีกว่ามากหากเราจะรวมกำลังกัน ท่านยังมีเพื่อนผู้ภักดีอีกมาก นายหญิง และข้าเองก็เป็นหนึ่งในนั้น หากท่านยอมวิวาห์กับข้า เราจะสามารถสมานรอยร้าวในเมืองและสร้างจักรวรรดิขึ้นใหม่ได้"
นางยิ้มกึ่งหยัน "ช่างเป็นการเกี้ยวพาราสีที่พิสดารเสียนี่กะไร"
"ข้าบอกท่านแล้วว่าความจำเป็นนี้ทำให้ข้าตรมรมย์เพียงใด" ทันใดนั้น น้ำเสียงของนักบวชกลับแข็งกร้าวดั่งเหล็กกล้า เย็นเยียบดั่งฤดูหนาวและความตาย: "ยามนี้ข้าจำต้องยื่นคำขาดให้ท่าน—จงสั่งให้ทหารของท่านยอมจำนน สั่งให้ผู้ติดตามของท่านในเมืองยุติการก่อขบถ และแต่งงานกับข้าในคืนนี้ หรือ—" เขาหยุดจังหวะ "—จะยอมถูกเผาทั้งเป็นในฐานะแม่มดนอกรีต แต่ก่อนหน้านั้น ท่านจะถูกตรึงไว้และให้ทาสทุกคนในวิหารย่ำยีท่านจนสมใจพวกมัน"
"นั่นอาจจะไม่เลวร้ายไปกว่าการส่งคนของข้าไปให้เจ้าสังหารหรอก" นางโต้กลับ ทว่าใบหน้าของนางพลันสีเลือดหายวับไปทันที
"ท่านจะตกใจว่ามันเลวร้ายกว่านั้นมาก—โดยเฉพาะเมื่อคนของท่านต้องตายอยู่ดี แต่ข้ายังมีอีกข้อเสนอ: หากท่านสั่งให้พวกเขายอมจำนน ผู้ที่สยบยอมจะได้รับอนุญาตให้ไปลี้ภัยได้"
นางยืนนิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง และอัลฟริครู้ดีว่าความสยดสยองเพียงใดที่กำลังกัดกินใจนาง จากนั้นนางพยักหน้ามาทางเขา: "แล้วผู้อารักขาของข้าคนนี้ล่ะ?"
"โจรป่าเถื่อนผู้นี้ต้องตายไม่ว่ากรณีใด เพื่อให้เมืองรับรู้ว่าพวกเขาปลอดภัยจากมันและคำทำนาย" เธโรคอสกล่าว "มันยังเลือกได้ว่าจะถูกแขวนคออย่างไวหรือถูกทรมานอย่างช้าๆ แต่หากท่านปฏิเสธข้า ฮิลดาบอร์ก มันจะไม่มีสิทธิ์เลือกอีกต่อไป มันจะตกนรกทั้งเป็นทีละนิ้ว และจะสาปแช่งท่านไปจนสิ้นลม"
ศีรษะอันงดงามของนางก้มต่ำ ราวกับเปลวไฟได้ดับมอด อัลฟริครู้สึกใจหายที่เห็นนางแตกสลายเช่นนี้ ต้องยอมจำนนต่อพันธนาการตลอดชีวิต—แม้จะเป็นโซ่ทองคำ แต่มันก็หนักหนาไม่แพ้โซ่เหล็ก "ลาก่อน ยอดรัก" เขากระซิบ "ลาก่อน ข้าจะรักท่านตลอดไป"
นางไม่ตอบ แต่หันไปกล่าวกับเธโรคอสด้วยน้ำเสียงที่ไร้ความรู้สึก: "ข้ายอมสยบแล้ว... ท่านมหาประมุข"
ก้าวต่อไป: ฮิลดาบอร์กยอมตกลงเพื่อช่วยชีวิตคนของนางและอัลฟริค! คุณอยากอ่านตอนต่อไปในฉบับ "ความลับใต้คุกวิหาร" หรือ "พิธีวิวาห์เลือดภายใต้มหาจันทราบรรจบ" ดี?
.⋆。🌶️🌿˚ และนอกจากนิยายโรมานซ์อ่านสนุกเรื่องนี้แล้ว คุณนักอ่านสามารถสนับสนุนผลงาน #นิยายรสแซ่บจัดจ้านจนนิพพานสีจมปูว์ ของ #แมงมุมใต้เตียง ที่แต่งจบแล้วพร้อมอ่านได้เลยได้ที่ comment หรือที่ BIO ตลอด 24 ชั่วโมง นะคะ ✨👇✨ สุดปัง สุดปัง กำลังรับนักอ่านจำนวนไม่จำกัด!
#นิยาย | #อ่านนิยาย | #eBook | #romancenovels | #fiction | #นิยายอ่านสนุกทุกเทศกาล #2025trend #ตำนานรักของเทพเจ้า
แวะชม แวะอ่าน แวะโหลดนิยายรสแซ่บจัดจ้านที่ใครก็อยากมีไว้อ่านก่อนนอนทุกคืนที่นี่*
คำอธิบาย: 👑 อย่าลืมมาเป็นนักอ่าน VIP ของเราเพื่อรับสิทธิพิเศษเข้าถึงนิยายรักเรื่องใหม่ รวมถึงนิยายแปลสุดคลาสสิก อ่านได้เลยใน BLOG สุดเก๋ สุดคลู ที่จะมอบให้แก่นักอ่าน VIP ที่น่ารักที่สุดเท่านั้น เมื่อคุณนักอ่านสะสมครบเงื่อนไขแล้วสามรถ inbox นิยายในคลังของคุณมาอวดกันได้และรับ link ไปเลย! มีนิยายให้เอา เอ้ย! ให้อ่าน 2 เรื่องพิเศษแล้วและจะทะยอยวางอย่างต่อเนื่องนะคะ 👑 *รับสิทธิพิเศษอ่านนิยายรสเข้มข้นใหม่ๆ อ่านจบเรื่องเลยได้ฟsี 12 เรื่องสั้น และ 1 เรื่องยาว*
