.⋆。🧸˚
แสงดาวแห่งดินแดนตะวันตก
แปลโดย: หมื่นล้านคำรัก
‼️ ©️ สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ‼️
คำชี้แจงจากผู้แปล: ความจริงในรอยจารึกของกาลเวลา
นวนิยายเรื่อง "The Light of Western Stars" (หรือชื่อไทย: แสงดาวแห่งตะวันตก) ของ Zane Grey เป็นผลงานที่เขียนขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ซึ่งถือเป็นยุคทองของวรรณกรรมตะวันตก (Western Genre) เนื้อหาในเล่มไม่ได้เป็นเพียงนิยายผจญภัยที่ถ่ายทอดความงดงามของทุ่งหญ้าและขุนเขาอย่างลึกซึ้งเท่านั้น แต่ยังเป็น "บันทึกประวัติศาสตร์" ที่สะท้อนถึงค่านิยม มุมมอง และอคติของผู้คนในยุคบุกเบิกดินแดนอเมริกันตะวันตกเฉียงใต้อย่างตรงไปตรงมา
ในเนื้อเรื่อง ผู้อ่านอาจพบการใช้คำเรียกขาน (Slurs) เช่นคำว่า “Greasers” ที่ใช้เรียกชาวเม็กซิกัน หรือการพรรณนาถึงกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ และวิถีชีวิตแบบชายเป็นใหญ่ (Masculinity) ที่อาจดูรุนแรง ขัดต่อความรู้สึก หรือไม่สอดคล้องกับมาตรฐานทางสังคมและความตระหนักเรื่องสิทธิมนุษยชนในปัจจุบัน (Political Correctness)
ผู้แปลมีความตั้งใจอย่างยิ่งที่จะ "คงเนื้อหาและถ้อยคำดั้งเดิมไว้" โดยไม่ตัดทอนหรือบิดเบือน เพื่อรักษาอรรถรสความดิบเถื่อนและบรรยากาศที่สมจริงตามที่ผู้เขียนต้องการสื่อสารในเวลานั้น มิได้มีเจตนาในการเหยียดหยาม หรือลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ของบุคคลในเชื้อชาติหรือสถานะใดๆ แต่เพื่อแสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งและความซับซ้อนของมนุษย์ในยุคสมัยที่กฎหมายยังไปไม่ถึง
หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ผู้อ่านจะได้รับความสำราญจากความสละสลวยของบทพรรณนา และก้าวข้ามผ่านกาลเวลาไปศึกษาหัวใจของตัวละครผ่านเลนส์ของประวัติศาสตร์ เพื่อทำความเข้าใจถึงที่มาของความโกรธแค้น ความกล้าหาญ และมิตรภาพที่ก่อตัวขึ้นท่ามกลางฝุ่นควันและแสงดาวแห่งดินแดนตะวันตกอย่างแท้จริง
1. สุภาพบุรุษแห่งทุ่งปศุสัตว์
เกือบจะเที่ยงคืนแล้ว เมื่อแมดเดอลีน แฮมมอนด์ ก้าวลงจากรถไฟที่สถานีเอลคาฮอน รัฐนิวเม็กซิโก ความรู้สึกแรกที่เธอสัมผัสได้คือความเวิ้งว้างอันมืดมิดและกว้างใหญ่ ลมเย็นพัดผ่านความเงียบงันที่ดูแปลกตาภายใต้แสงดาวสีขาวพราวระยับบนท้องฟ้า
"คุณผู้หญิง ไม่มีใครมารับคุณเลยหรือครับ" พนักงานตรวจรถไฟถามด้วยน้ำเสียงกังวล
"ฉันโทรเลขบอกพี่ชายแล้วค่ะ" เธอตอบ "รถไฟล่าช้ามากขนาดนี้ เขาอาจจะเบื่อที่จะรอ แต่ประเดี๋ยวเขาก็คงมาค่ะ... แต่ถ้าเขาไม่มาจริงๆ ที่นี่พอจะมีโรงแรมบ้างไหมคะ"
"พอจะมีที่พักอยู่บ้างครับ ลองให้เจ้าหน้าที่สถานีช่วยพาไปดู แต่ขอประทานโทษเถอะครับ ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่เลดี้อย่างคุณควรจะมาลำบากเพียงลำพังตอนกลางคืน เมืองนี้ค่อนข้างเถื่อน มีทั้งพวกเม็กซิกัน คนเหมือง และพวกโคบาล คนพวกนี้ชอบดื่มเหล้าอาละวาดกันด้วย แถมตอนนี้มีการปฏิวัติที่ฝั่งตรงข้ามชายแดน ยิ่งทำให้แถวนี้วุ่นวายไปหมด ผมว่ามันก็น่าจะปลอดภัยพอหากคุณ..."
"ขอบคุณค่ะ ฉันไม่กลัวเลยสักนิด"
ขณะที่รถไฟเริ่มเคลื่อนตัวออกไป มิสแฮมมอนด์ก็เดินตรงไปยังสถานีที่มีแสงไฟสลัว เมื่อเธอกำลังจะเดินเข้าไปข้างใน เธอก็พบกับชายชาวเม็กซิกันคนหนึ่ง เขาสวมหมวกปีกกว้างซอมเบรโรปิดบังใบหน้า และมีผ้าห่มคลุมไหล่เอาไว้
"มีใครมารับคุณแฮมมอนด์ที่นี่บ้างไหมคะ" เธอถาม
"โน ซาเบ, เซนญอร่า (ไม่รู้ครับคุณนาย)" เขาตอบลอดออกมาจากผ้าห่มที่ปิดหน้า ก่อนจะเดินกะโผลกกะเผลกหายลับไปในเงามืด
เธอเดินเข้าไปในห้องพักผู้โดยสารที่ว่างเปล่า ตะเกียงน้ำมันส่องแสงสีเหลืองหม่นออกมา หน้าต่างช่องขายตั๋วเปิดทิ้งไว้ แต่เมื่อมองเข้าไปกลับไม่พบทั้งเจ้าหน้าที่หรือพนักงานประจำสถานี มีเพียงเสียงเครื่องส่งโทรเลขที่ดังคลิกๆ แผ่วเบาเท่านั้น
แมดเดอลีน แฮมมอนด์ ยืนเคาะเท้าที่ได้รูปของเธอลงบนพื้น พลันนึกขำเมื่อเปรียบเทียบการต้อนรับที่เอลคาฮอนกับตอนที่เธอก้าวลงจากรถไฟที่แกรนด์เซ็นทรัล ครั้งเดียวที่เธอจำได้ว่าต้องอยู่ลำพังเช่นนี้คือตอนที่เธอคลาดกับสาวใช้และตกรถไฟที่นอกเมืองแวร์ซาย ซึ่งนั่นถือเป็นเหตุการณ์ที่แปลกใหม่และเป็นการฉีกกฎเกณฑ์ชีวิตที่ถูกประคบประหงมมาตลอดของเธอ เธอเดินข้ามห้องไปที่หน้าต่าง เลิกผ้าคลุมหน้าขึ้นแล้วมองออกไปข้างนอก
ตอนแรกเธอมองเห็นเพียงแสงไฟริบหรี่ไม่กี่ดวงที่พร่ามัว แต่เมื่อสายตาเริ่มชินกับความมืด เธอก็เห็นม้าที่รูปร่างกำยำสวยงามตัวหนึ่งยืนอยู่ใกล้หน้าต่าง ถัดไปเป็นลานกว้าง หากมันคือถนน มันก็คงเป็นถนนที่กว้างที่สุดเท่าที่แมดเดอลีนเคยเห็นมา แสงไฟสลัวส่องมาจากอาคารชั้นเดียวหลังคาแบน เธอมองเห็นเงาตะคุ่มของม้าหลายตัวยืนสงบนิ่งคอตก ลมเย็นพัดผ่านรูโหว่ของกระจกหน้าต่างเข้ามา พร้อมกับหอบเอาเสียงที่ฟังดูหยาบกระด้าง—เสียงหัวเราะปนเสียงตะโกนและเสียงย่ำบูทที่ดังสอดประสานไปกับเสียงดนตรีจากเครื่องเล่นแผ่นเสียง
"ความสำราญแบบชาวตะวันตกสินะ" มิสแฮมมอนด์รำพึงขณะละสายตาจากหน้าต่าง "เอาล่ะ จะทำยังไงดี ฉันจะรอที่นี่ละกัน บางทีเจ้าหน้าที่สถานีอาจจะกลับมาเร็วๆ นี้ หรือไม่แอลเฟรดก็คงจะมารับ"
ขณะที่นั่งรอ เธอทบทวนถึงเหตุผลที่ทำให้เธอมาอยู่ในสถานการณ์ที่น่าเหลือเชื่อนี้ การที่แมดเดอลีน แฮมมอนด์ ต้องมาอยู่ลำพังในสถานีรถไฟตะวันตกที่ซอมซ่อในยามวิกาลเช่นนี้ ช่างเป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายจริงๆ
ช่วงปีแรกที่เธอเปิดตัวเข้าสู่สังคมกลับต้องหม่นหมองเพราะประสบการณ์ที่เลวร้ายที่สุดในชีวิต นั่นคือการที่พี่ชายของเธอทำเรื่องเสื่อมเสียและหนีออกจากบ้าน นับจากนั้นมาเธอก็เริ่มกลายเป็นคนช่างคิดและเริ่มรู้สึกไม่พอใจกับชีวิตหรูหราในสังคมชั้นสูง ความเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดขึ้นอย่างช้าๆ จนมันกลายเป็นความรู้สึกที่ถาวรก่อนที่เธอจะทันรู้ตัวเสียอีก พักหนึ่งกิจกรรมกลางแจ้งอย่างกอล์ฟ เทนนิส หรือล่องเรือใบ ช่วยดึงเธอไม่ให้จมอยู่กับการครุ่นคิดถึงตัวเองมากเกินไป แต่แล้วก็ถึงจุดที่แม้แต่สิ่งเหล่านี้ก็หมดเสน่ห์ เธอจึงเชื่อว่าใจของเธอคงป่วยเข้าจริงๆ และการท่องเที่ยวไปที่ต่างๆ ก็ช่วยอะไรไม่ได้เลย
หลายเดือนที่ผ่านมาเธอรู้สึกกระวนกระวายและสงสัยอย่างเจ็บปวดว่า เหตุใดฐานะ ความมั่งคั่ง และชื่อเสียงของเธอจึงไม่เพียงพออีกต่อไป เธอมั่นใจว่าเธอได้ผ่านพ้นความฝันแบบเด็กสาวมาเป็นผู้หญิงที่รู้จักโลกมากขึ้นแล้ว และเธอก็ยังคงดำเนินชีวิตไปตามเดิม เป็นส่วนหนึ่งของหน้าตาทางสังคมที่หรูหรา แต่ไม่ได้หลับตาข้างเดียวต่อความจริงอีกต่อไป—ความจริงที่ว่าชีวิตอันฟุ่มเฟือยของเธอนั้นไม่มีสาระสำคัญอะไรเลย
ในบางครั้ง ลึกๆ ในใจของเธอก็เกิดความรู้สึกอยากปฏิวัติชีวิตตัวเองขึ้นมา เธอจำได้ว่ามีคืนหนึ่งที่โรงโอเปร่า เมื่อม่านเปิดขึ้นเผยให้เห็นฉากละครที่ทำออกมาได้ดีเยี่ยม ฉากนั้นเป็นพื้นที่กว้างใหญ่ที่ดูเงียบเหงา ภายใต้ท้องฟ้ายามค่ำคืนที่ประดับด้วยดวงดาวนับไม่ถ้วน ภาพของผืนดินรกร้างที่กว้างขวางและหลังคาสีน้ำเงินเข้มของผืนฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวนั้น ทำให้จิตวิญญาณของเธอเปี่ยมล้นไปด้วยความสงบอย่างประหลาดและแสนหวาน
เมื่อฉากเปลี่ยนไป ความรู้สึกสงบจางๆ นั้นก็หายตามไปด้วย เธอเบือนหน้าหนีจากเวทีด้วยความหงุดหงิด เธอมองไปยังที่นั่งชั้นพิเศษที่เรียงรายเป็นระเบียบซึ่งเป็นตัวแทนโลกของเธอ มันเป็นโลกที่โดดเด่นและวิเศษ เปี่ยมด้วยความมั่งคั่ง แฟชั่น วัฒนธรรม ความงาม และสายเลือดผู้ดีของคนในชาติ และเธอก็เป็นส่วนหนึ่งในนั้น เธอยิ้ม เธอรับฟัง และพูดคุยกับชายหนุ่มที่แวะเวียนเข้ามาในที่นั่งของตระกูลแฮมมอนด์ แต่เธอกลับรู้สึกว่าไม่มีวินาทีไหนเลยที่เธอเป็นธรรมชาติและซื่อสัตย์กับตัวเอง เธอสงสัยว่าทำไมคนเหล่านี้ถึงไม่เป็นสิ่งที่แตกต่างไปจากที่เป็นอยู่บ้าง แต่เธอก็บอกไม่ได้ว่าอยากให้พวกเขาเป็นอย่างไร เพราะถ้าพวกเขาต่างไปจากนี้ พวกเขาก็คงไม่เหมาะกับที่นี่ หรืออาจจะไม่ได้มาอยู่ที่นี่เลยด้วยซ้ำ แต่เธอก็บอกไม่ได้ว่าต้องการให้พวกเขาเป็นอย่างไร ทว่าเธอก็แอบคิดด้วยความโหยหาว่าพวกเขาขาด "บางสิ่ง" สำหรับเธอ
ทันใดนั้นเธอก็ตระหนักได้ว่า หากเธอไม่ลุกขึ้นมาปฏิวัติชีวิตตัวเองเสียตอนนี้ สุดท้ายเธอก็ต้องแต่งงานกับชายคนใดคนหนึ่งในกลุ่มนี้ ความเหนื่อยหน่ายอันมหาศาลจู่โจมเธอ ความรู้สึกเย็นเยียบและคลื่นไส้แล่นจับหัวใจว่าชีวิตนี้ช่างจืดชืดเหลือเกิน เธอเบื่อสังคมชั้นสูง เบื่อพวกผู้ชายท่าทางสุภาพและนิ่งเฉยที่จ้องแต่จะเอาใจเธอ เธอเบื่อการถูกยกยอปอปั้น การถูกชื่นชม รักใคร่ ติดตาม และตื๊อไม่เลิก เบื่อผู้คน เบื่อบ้านหลังใหญ่ เบื่อเสียงอึกทึก ความอวดรวย และความหรูหรา... เธอเบื่อตัวเองเหลือเกิน!
ในระยะทางอันเงียบเหงาและดวงดาวที่ไร้ความรู้สึกบนฉากละครที่ระบายสีอย่างชัดเจนนั้น เธอได้เห็นแวบหนึ่งของบางสิ่งที่ปลุกเร้าจิตวิญญาณของเธอ แม้ความรู้สึกนั้นจะไม่คงอยู่ถาวรและเธอก็เรียกมันกลับมาไม่ได้ แต่เธอก็จินตนาการไปว่าความดิบเถื่อนของฉากนั้นได้ดึงดูดเธอ เธอเข้าใจได้ทันทีว่าศิลปินผู้เขียนภาพนั้นต้องได้แรงบันดาลใจ ความสุข พลัง และความสงบมาจากธรรมชาติที่หยาบกร้าน และในที่สุดเธอก็รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร—เธอต้องการอยู่ลำพัง เพื่อครุ่นคิดนานๆ เพื่อมองออกไปในพื้นที่ที่เงียบสงบและมืดมิด เพื่อเฝ้าดูดวงดาว เพื่อเผชิญหน้ากับจิตวิญญาณ และเพื่อค้นหาตัวตนที่แท้จริง
นั่นคือตอนที่เธอเริ่มคิดถึงการไปหาพี่ชายที่เดินทางมาทางตะวันตกเพื่อแสวงโชคในธุรกิจปศุสัตว์ ประจวบเหมาะกับที่เธอมีเพื่อนกำลังจะเดินทางไปแคลิฟอร์เนียพอดี เธอจึงตัดสินใจอย่างรวดเร็วที่จะร่วมทางไปกับพวกเขา เมื่อเธอประกาศอย่างหนักแน่นว่าจะไปทางตะวันตก แม่ของเธอก็อุทานออกมาด้วยความตกใจ ส่วนพ่อซึ่งประหลาดใจจนนึกถึงลูกชายผู้เป็นแกะดำของตระกูลด้วยความสะเทือนใจ ก็จ้องมองเธอด้วยนัยน์ตาที่เป็นประกาย "อะไรกัน แมดเดอลีน! ลูกอยากไปหาเจ้าลูกชายตัวแสบนั่นเหรอ!" จากนั้นพ่อก็กลับมาโกรธเคืองลูกชายจอมเกเรอีกครั้งและสั่งห้ามไม่ให้เธอไป ส่วนแม่ของเธอก็ลืมรักษาท่าทีที่เย่อหยิ่งและสง่างามไปเสียสนิท อย่างไรก็ตาม แมดเดอลีนได้แสดงความมุ่งมั่นที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน เธอยืนหยัดและเตือนใจพวกเขาว่าเธออายุ 24 ปีแล้ว และเป็นนายของตัวเอง ในที่สุดเธอก็เป็นฝ่ายชนะโดยที่ไม่ได้บอกถึงเหตุผลที่แท้จริงในใจออกไป
การตัดสินใจไปหาพี่ชายนั้นเกิดขึ้นและดำเนินการเร็วเกินกว่าที่เธอจะเขียนจดหมายไปบอกล่วงหน้า เธอจึงส่งโทรเลขหาเขาจากนิวยอร์ก และส่งอีกครั้งในวันต่อมาจากชิคาโกที่ซึ่งเพื่อนร่วมทางของเธอต้องหยุดพักเพราะอาการป่วย ตอนนั้นไม่มีอะไรหยุดยั้งเธอได้อีกแล้ว แมดเดอลีนตั้งใจจะมาถึงเอลคาฮอนในวันที่ 3 ตุลาคม ซึ่งตรงกับวันเกิดของพี่ชายพอดี และเธอก็ทำสำเร็จ แม้จะมาถึงในชั่วโมงสุดท้ายของวันพอดีเพราะรถไฟล่าช้าไปหลายชั่วโมง เธอไม่มีทางรู้เลยว่าข้อความไปถึงมือแอลเฟรดหรือไม่ และสิ่งที่เธอกังวลในตอนนี้คือการที่เธอมาถึงแล้วแต่เขากลับไม่อยู่ที่นี่เพื่อรอรับเธอ
ไม่นานนัก ความคิดถึงเรื่องในอดีตก็ถูกแทนที่ด้วยความเป็นจริงในปัจจุบัน
"หวังว่าคงไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับแอลเฟรดนะ" เธอรำพึง "จดหมายฉบับล่าสุดเขาบอกว่าสบายดีและกิจการไปได้สวย ถึงมันจะผ่านมานานแล้วก็เถอะ แต่เขาก็ไม่ค่อยชอบเขียนจดหมายอยู่แล้ว เขาไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวเขาก็มา แล้วฉันจะดีใจแค่ไหนนะ! อยากรู้จังว่าเขาเปลี่ยนไปหรือเปล่า"
ขณะที่แมดเดอลีนนั่งรอท่ามกลางความสลัวสีเหลือง เธอได้ยินเสียงคลิกเบาๆ ของเครื่องโทรเลขเป็นระยะ เสียงพึมพำของสายไฟ เสียงย่ำกีบม้าที่สวมเกือกเหล็ก และเสียงหัวเราะที่ลอยมาแต่ไกลเหนือเสียงดนตรีเต้นรำ สิ่งธรรมดาๆ เหล่านี้กลับเป็นเรื่องใหม่สำหรับเธอ เธอเริ่มรู้สึกว่าชีพจรเต้นเร็วขึ้นเล็กน้อย แมดเดอลีนมีความรู้เกี่ยวกับฝั่งตะวันตกเพียงน้อยนิด เช่นเดียวกับคนในชนชั้นของเธอที่เคยไปเที่ยวยุโรปแต่กลับละเลยอเมริกา จดหมายไม่กี่ฉบับจากพี่ชายยิ่งทำให้ความคิดที่คลุมเครืออยู่แล้วเกี่ยวกับทุ่งราบ ภูเขา รวมถึงโคบาลและปศุสัตว์สับสนเข้าไปใหญ่ เธอตกใจกับระยะทางอันยาวไกลที่เธอเดินทางมา และหากจะมีสิ่งสวยงามน่ามองตลอดการเดินทาง เธอก็คงจะผ่านมันไปในยามค่ำคืนเสียหมด และตอนนี้เธอก็นั่งอยู่ในสถานีที่ซอมซ่อ พร้อมกับเสียงลมพัดสายโทรเลขที่ครวญเพลงอย่างโดดเดี่ยว
เสียงแผ่วเบาเหมือนโซ่เส้นเล็กกระทบกันดึงความสนใจของแมดเดอลีน ตอนแรกเธอคิดว่าเป็นเสียงสายโทรเลข แต่แล้วเธอก็ได้ยินเสียงฝีเท้า ประตูเหวี่ยงเปิดออกกว้าง ชายร่างสูงคนหนึ่งเดินเข้ามาพร้อมกับเสียงกระทบกันกรุ๊งกริ๊งนั้น เธอจึงเพิ่งรู้ว่าเสียงนั้นมาจากเดือยแหลมที่รองเท้าบูทของเขา ชายคนนี้เป็นคาวบอย และการปรากฏตัวของเขาก็ทำให้นึกถึงดัสติน ฟาร์นัม ในฉากแรกของเรื่อง "เดอะ เวอร์จิเนียน" อย่างชัดเจน
"ช่วยพาฉันไปที่โรงแรมหน่อยได้ไหมคะ" แมดเดอลีนลุกขึ้นถาม
คาวบอยคนนั้นถอดหมวกซอมเบรโรออก และการกวาดหมวกพร้อมกับก้มตัวลงคำนับนั้น แม้จะดูเกินงามไปหน่อยแต่ก็มีความสง่าแบบดิบๆ อยู่ในตัว เขาเดินดุ่มๆ เข้ามาหาเธอสองก้าวใหญ่
"แม่สาวน้อย แต่งงานหรือยังจ๊ะ"
ในอดีต อารมณ์ขันของมิสแฮมมอนด์มักจะช่วยให้เธอมองข้ามกิริยาที่ผิดระเบียบสังคมไปได้ เธอจึงนิ่งเฉยไว้ และคิดว่ามันก็ดีเหมือนกันที่ผ้าคลุมหน้าช่วยบังหน้าเธอไว้ในตอนนี้ เธอเตรียมใจมาบ้างแล้วว่าจะต้องเจอกับคาวบอยที่ดูแปลกตา และได้รับการเตือนมาว่าอย่าไปหัวเราะเยาะพวกเขาเข้า
สุภาพบุรุษแห่งทุ่งหญ้าคนนี้เอื้อมมือลงมาจับมือซ้ายของเธออย่างถือวิสาสะ ก่อนที่เธอจะทันหายจากอาการตกใจ เขาก็ถอดถุงมือของเธอออกเสียแล้ว
"เพชรสวยนะ แต่ไม่มีแหวนแต่งงาน" เขาพูดเสียงลากยาว "แม่สาวน้อย ฉันดีใจที่เธอยังไม่ได้แต่งงาน"
เขาปล่อยมือเธอแล้วคืนถุงมือให้
"คืออย่างงี้ โรงแรมแห่งเดียวในเมืองนี้เขามีกฎไม่รับผู้หญิงที่แต่งงานแล้วเข้าพักน่ะ"
"อย่างนั้นหรือคะ" แมดเดอลีนพยายามรวบรวมสติรับมือกับสถานการณ์
"จริงๆ นะ" เขาว่าต่อ "มันไม่ดีกับธุรกิจโรงแรมหรอกถ้ามีผู้หญิงแต่งงานแล้วมาอยู่ มันทำให้พวกหนุ่มๆ หนีหมด ที่นี่ไม่ใช่เมืองรีโน่นะจ๊ะ"
แล้วเขาก็หัวเราะออกมาเหมือนเด็กชาย และจากท่าทางการสวมหมวกแบบลวกๆ นั้น แมดเดอลีนก็รู้ทันทีว่าเขาเมาไปครึ่งหนึ่งแล้ว เธอถอยหนีตามสัญชาตญาณ พลางจ้องมองเขาให้ชัดเจนขึ้นโดยขยับไปอยู่ในที่ที่มีแสงไฟสลัว ใบหน้าของเขาเป็นสีทองแดงเข้ม ดูองอาจ ดิบ และคมคาย เขาหัวเราะอีกครั้งราวกับนึกขำตัวเอง และเสียงหัวเราะนั้นแทบไม่ทำให้ใบหน้าที่ดูแข็งกระด้างเปลี่ยนไปเลย เช่นเดียวกับผู้หญิงที่ทั้งสวยและมีเสน่ห์จนเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก สัญชาตญาณของมิสแฮมมอนด์ถูกพัฒนาจนเฉียบแหลม เธอมีความรู้สึกที่ไวต่อธรรมชาติของผู้ชายและผลกระทบที่เธอมีต่อพวกเขา คาวบอยดิบๆ คนนี้แม้จะอยู่ในอาการมึนเมาและล่วงเกินเธอไปบ้าง แต่ไม่ว่าเขาจะคิดอะไรอยู่ เขาก็ไม่ได้ตั้งใจจะดูถูกเธอ
"ฉันจะขอบพระคุณมากถ้าคุณจะช่วยพาฉันไปที่โรงแรม" เธอพูด
"แม่สาวน้อย รออยู่ที่นี่นะ" เขาตอบช้าๆ เหมือนความคิดยังไม่แล่น "เดี๋ยวฉันจะไปตามเด็กยกกระเป๋ามาให้"
เธอขอบคุณเขา และเมื่อเขาเดินออกไปพร้อมกับปิดประตู เธอก็นั่งลงด้วยความโล่งใจ เธอเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าควรจะเอ่ยชื่อพี่ชายออกไปบ้าง จากนั้นเธอก็เริ่มสงสัยว่าการใช้ชีวิตอยู่กับคาวบอยที่หยาบกระด้างพวกนี้จะทำให้แอลเฟรดเปลี่ยนไปแค่ไหน ตอนอยู่มหาวิทยาลัยเขาก็เฮี้ยวพอตัวอยู่แล้ว และเธอสงสัยว่าจะมีคาวบอยคนไหนสอนอะไรเขาได้อีก ในครอบครัวมีเพียงเธอคนเดียวที่ยังเชื่อว่าแอลเฟรดมีส่วนดีซ่อนอยู่ และความศรัทธาก็แทบจะไม่เหลือหลอหลังจากขาดการติดต่อกันไปถึงสองปี
ขณะรออยู่ที่นั่น เธอได้ยินเสียงลมพัดผ่านสายไฟอีกครั้ง ม้าที่อยู่ข้างนอกเริ่มย่ำเท้าหนักๆ และร้องแผ่วเบาออกมาครั้งหนึ่ง จากนั้นแมดเดอลีนก็ได้ยินเสียงฝีเท้าวิ่งถี่ๆ ตอนแรกเบาแล้วค่อยๆ ดังขึ้น จนรู้ว่าเป็นเสียงม้าควบตะบึง เธอเดินไปที่หน้าต่างด้วยความหวังว่าพี่ชายจะมาถึงแล้ว แต่เมื่อเสียงอึกทึกดังขึ้นจนกลายเป็นเสียงกึกก้อง เงามืดก็โฉบผ่านไป—ม้าร่างเพรียว แผงคอและหางปลิวไสว เหล่าคนขี่สวมหมวกซอมเบรโร ทุกอย่างดูแปลกตาและป่าเถื่อนในสายตาเธอ เมื่อนึกถึงสิ่งที่พนักงานรถไฟบอก เธอก็ต้องพยายามข่มความกังวลไว้ กลุ่มฝุ่นตลบจนบดบังแสงไฟตามหน้าต่าง จากนั้นในความมืดก็มีร่างสองร่างปรากฏขึ้น ร่างหนึ่งสูง อีกร่างหนึ่งเตี้ยกว่า คาวบอยคนนั้นกำลังกลับมาพร้อมกับเด็กยกกระเป๋า
เสียงฝีเท้าหนักๆ ดังอยู่ข้างนอก ตามด้วยเสียงเท้าที่ถูกลากมาอย่างฝืนๆ แล้วจู่ๆ ประตูก็ถูกกระแทกเปิดออกจนสะเทือนไปทั้งห้อง คาวบอยคนเดิมเดินเข้ามาพร้อมกับลากร่างที่ดูยับเยินของนักบวช หรือคุณพ่อบาทหลวงออกมา ผ้าคลุมไหล่ของท่านหลุดลุ่ยจากการถูกจับลากอย่างรุนแรง เห็นได้ชัดว่าบาทหลวงท่านนั้นกำลังหวาดกลัวสุดขีด
แมดเดอลีน แฮมมอนด์ มองดูชายร่างเล็กที่ใบหน้าซีดเผือดและสั่นสะท้านด้วยความสับสน คำประท้วงเกือบจะหลุดจากปากเธอ แต่ก็ไม่ได้เอ่ยออกไป เพราะคาวบอยที่เมามายคนนั้นตอนนี้ดูเหมือนปีศาจที่ยิ้มกริ่มอย่างเย็นชา เขายื่นแขนยาวๆ ออกมาคว้าตัวเธอแล้วเหวี่ยงเธอกลับไปที่ม้านั่ง
"อยู่นิ่งๆ ตรงนั้นแหละ!" เขาสั่ง
น้ำเสียงของเขาแม้จะไม่ดุดัน หยาบคาย หรือโหดร้าย แต่มันกลับมีอำนาจประหลาดที่ทำให้เธอรู้สึกว่าขยับตัวไม่ได้ ไม่มีผู้ชายคนไหนเคยใช้เสียงแบบนี้กับเธอมาก่อน มันคือสัญชาตญาณความเป็นหญิงที่ยอมเชื่อฟัง ไม่ใช่ตัวตนอันหยิ่งทะนงของแมดเดอลีน แฮมมอนด์
บาทหลวงยกมือขึ้นราวกับอ้อนวอนขอชีวิต และเริ่มพูดภาษาสเปนอย่างรวดเร็ว แมดเดอลีนฟังไม่รู้เรื่อง คาวบอยชักปืนกระบอกโตออกมาแล้วกวัดแกว่งไปมาต่อหน้าบาทหลวง จากนั้นเขาก็ลดปืนลงเหมือนจะเล็งไปที่เท้าของท่าน พลันเกิดแสงสีแดงวาบและเสียงระเบิดดังสนั่นจนแมดเดอลีนหูอื้อ ห้องเต็มไปด้วยควันและกลิ่นดินปืน แมดเดอลีนไม่ได้เป็นลมหรือแม้แต่จะหลับตา แต่เธอรู้สึกเหมือนถูกคีมเหล็กเย็นๆ หนีบเอาไว้ เมื่อเธอกับควันออกมาได้อย่างชัดเจน เธอก็รู้สึกโล่งใจอย่างหาที่สุดไม่ได้ที่คาวบอยไม่ได้ยิงบาทหลวง แต่เขายังคงแกว่งปืนไปมา และตอนนี้ดูเหมือนเขากำลังลากเหยื่อของเขาตรงมาหาเธอ
เจ้าคนเมานี่คิดจะทำอะไรกันแน่? นี่ต้องเป็นแผนแกล้งกันของพวกคาวบอยแน่ๆ เธอจำได้ลางๆ ถึงจดหมายฉบับแรกๆ ของแอลเฟรดที่บรรยายถึงการเล่นพิเรนทร์ของพวกคาวบอย แล้วเธอก็จำฉากในหนังที่เคยดูได้—พวกคาวบอยเล่นตลกแรงๆ กับครูสาวที่อยู่ตัวคนเดียว พอแมดเดอลีนคิดได้ดังนั้นเธอก็ปักใจเชื่อทันทีว่าพี่ชายของเธอกำลังแนะนำให้เธอรู้จักกับความบันเทิงแบบตะวันตกเข้าให้แล้ว เธอแทบไม่อยากเชื่อ แต่มันต้องใช่แน่ๆ นิสัยชอบแกล้งน้องสาวของแอลเฟรดคงลามปามมาถึงขั้นทำเรื่องเลวร้ายแบบนี้ บางทีเขาอาจจะยืนอยู่ข้างนอกหน้าต่างหรือประตู แล้วแอบหัวเราะเยาะท่าทางเลิ่กลั่กของเธออยู่ก็ได้
ความโกรธทำให้ความตื่นตระหนกหายไป เธอยืดตัวตรงด้วยความพยายามคุมสติและก้าวเดินไปที่ประตู แต่คาวบอยกลับขวางทางเธอไว้—แล้วคว้าแขนเธอไว้แน่น ทันใดนั้นแมดเดอลีนก็รู้แจ้งว่าพี่ชายของเธอไม่มีทางรู้เห็นกับการล่วงเกินครั้งนี้แน่ๆ มันไม่ใช่เรื่องล้อเล่น แต่มันคือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจริง เป็นภัยที่คุกคามโดยที่เธอไม่รู้ว่ามันคืออะไร เธอพยายามสะบัดตัวให้หลุด รู้สึกร้อนผ่าวไปทั้งตัวที่ถูกคนเมาป่าเถื่อนมาถูกเนื้อต้องตัว ความสง่างาม กิริยาผู้ดี และการอบรมสั่งสอน—ทุกอย่างหายวับไปเหลือเพียงสัญชาตญาณที่จะต่อสู้ เธอเป็นคนชอบเล่นกีฬา เธอจึงดิ้นรนสุดชีวิต แต่เขากลับกดเธอไว้ด้วยมือกำยำราวกับคีมเหล็ก เธอไม่เคยรู้เลยว่าผู้ชายจะแข็งแรงได้ขนาดนี้ และใบหน้าของชายที่ยิ้มอย่างเย็นชาบวกกับท่าทางที่ดูแปลกประหลาดจนน่าขนลุก มากกว่าพละกำลังของเขาเสียอีกที่ทำให้แมดเดอลีนหมดแรงจนทรุดลงไปสั่นสะท้านอยู่ที่ม้านั่ง
"คุณ... จะทำอะไร?" เธอหอบหายใจ
"ที่รัก ใจเย็นๆ หน่อยสิ" เขาตอบอย่างร่าเริง
แมดเดอลีนนึกว่าตัวเองกำลังฝันไป เธอคิดอะไรไม่ออกเลย ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วและน่ากลัวเกินกว่าจะรับไหว แต่เธอก็ยังเห็นผู้ชายคนนี้ และสัมผัสได้ถึงตัวตนที่ทรงพลังของเขา ไหนจะบาทหลวงที่ตัวสั่นเทา ควันปืนสีฟ้า และกลิ่นดินปืน—สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องสมมติ
แล้วตรงหน้าเธอก็เกิดแสงวาบสีแดงอีกครั้ง พร้อมกับเสียงระเบิดที่ดังสนั่นใกล้หู แมดเดอลีนหมดแรงจนทรุดลงไปที่ม้านั่ง สติที่ล่องลอยทำให้เธอจำสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่นาทีต่อมาได้ไม่ชัดเจนนัก แต่เมื่อจิตใจเริ่มนิ่งขึ้นเล็กน้อย เธอก็ได้ยินเสียงของบาทหลวงพึมพำถ้อยคำประหลาดรัวเร็วราวกับอยู่ในความฝัน เมื่อสิ้นเสียงนั้น เสียงของคาวบอยก็ปลุกเธอให้ตื่น
"แม่สาวน้อย พูดคำว่า ซี (Si)—ซี พูดสิ... เร็วเข้า! พูดว่า ซี!"
ด้วยแรงจูงใจที่ไม่อาจต้านทานได้ในนาทีที่เจตจำนงของเธอถูกความกลัวครอบงำ เธอจึงยอมพูดคำนั้นออกมา
"เอาล่ะ แม่สาวน้อย—เพื่อให้จบเรื่องนี้อย่างถูกต้อง—เธอชื่ออะไร?"
เธอยังคงทำตามอย่างเครื่องจักร และบอกชื่อของเธอไป
เขาจ้องมองเธออยู่ครู่หนึ่ง ราวกับว่าชื่อนั้นไปสะกิดความจำในสมองที่พร่ามัวของเขา เขาพิงพนักอย่างไม่มั่นคง แมดเดอลีนได้ยินเสียงถอนหายใจฟึดฟัดของเขา ซึ่งเป็นเรื่องปกติของคนเมา
"ชื่ออะไรนะ?" เขาถามย้ำ
"แมดเดอลีน แฮมมอนด์ ฉันเป็นน้องสาวของแอลเฟรด แฮมมอนด์ค่ะ"
เขายกมือขึ้นปัดสิ่งที่มองไม่เห็นตรงหน้าเขา จากนั้นเขาก็โน้มตัวลงมาหาเธอ และมือที่เริ่มสั่นเทานั้นก็เอื้อมมาที่ผ้าคลุมหน้าของเธอ แต่ก่อนที่เขาจะทันได้สัมผัส เธอก็เลิกมันขึ้นด้วยตัวเอง เผยให้เห็นใบหน้าชัดเจน
"เธอไม่ใช่... มาเจสตี้ แฮมมอนด์ ใช่ไหม?"
ช่างน่าประหลาด—ประหลาดกว่าทุกอย่างที่เคยเกิดขึ้นกับเธอ—ที่ได้ยินชื่อนั้นจากปากของคาวบอยคนนี้! มันเป็นชื่อเล่นที่คนใกล้ชิดและเป็นที่รักเท่านั้นที่จะมีสิทธิ์เรียกเธอ และตอนนี้มันได้ช่วยปลุกสติที่เลอะเลือนของเธอให้กลับคืนมา เธอพยายามอย่างยิ่งที่จะควบคุมตัวเองอีกครั้ง
"เธอคือ มาเจสตี้ แฮมมอนด์" เขาพูดซ้ำ และคราวนี้เป็นการพูดยืนยันด้วยความประหลาดใจมากกว่าจะเป็นคำถาม
แมดเดอลีนลุกขึ้นเผชิญหน้ากับเขา
"ใช่ ฉันเอง"
เขาเก็บปืนกระแทกกลับลงไปในซองปืนที่ข้างเอวทันที
“งั้นผมว่า เราเลิกล้มเรื่องนี้กันดีกว่า”
“เลิกล้มเรื่องอะไรคะ? แล้วทำไมคุณถึงบังคับให้ฉันพูดคำว่า ‘ซี’ กับบาทหลวงคนนี้ด้วย!”
“ผมกะว่าจะใช้เป็นวิธีบอกท่านน่ะว่า... คุณตกลงที่จะแต่งงาน”
“โอ้!... คุณมัน... คุณ!...” เธอถึงกับพูดไม่ออก
คำพูดนั้นดูเหมือนจะช่วยกระตุ้นให้คาวบอยหนุ่มกลับมาได้สติ เขาคว้าตัวบาทหลวงแล้วกึ่งลากกึ่งจูงไปที่ประตู พร้อมกับสบถและข่มขู่ ซึ่งคงเป็นการกำชับไม่ให้เอาเรื่องนี้ไปบอกใคร จากนั้นเขาก็ผลักท่านออกไปพ้นประตู แล้วยืนหอบหายใจแรง พลางพยายามต่อสู้กับตัวเองอยู่ตรงนั้น
“นี่... เดี๋ยว... รอประเดี๋ยว คุณ... คุณแฮมมอนด์” เขาพูดด้วยน้ำเสียงแหบพร่า “คุณอาจจะไปเจอคนอื่นที่แย่กว่าผมก็ได้—ถึงผมจะรู้ว่าคุณคงไม่คิดอย่างนั้นก็เถอะ ตอนนี้ผมเมามาก แต่ผม... ผมก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร แค่รอ... รอประเดี๋ยวเถอะ”
เธอยืนตัวสั่นเทาด้วยความโกรธแค้น และเฝ้ามองชายป่าเถื่อนคนนี้พยายามต่อสู้กับความเมาของตัวเอง เขาดูเหมือนคนที่ถูกทำให้อยู่ในสภาวะที่สติเริ่มกลับมาอย่างกะทันหัน และเขากำลังต่อสู้กับตัวเองเพื่อประคองสตินั้นไว้ แมดเดอลีนเห็นผมสีเข้มที่เปียกชื้นเลิกขึ้นจากหน้าผากของเขาในขณะที่เขาหันหน้าไปรับลมเย็น เธอแหงนมองเห็นดวงดาวสีขาวพราวระยับบนท้องฟ้าสีน้ำเงินเข้มเหนือตัวเขา และพวกมันดูไม่สมจริงสำหรับเธอพอๆ กับเรื่องราวอื่นๆ ในคืนที่แสนประหลาดนี้ ดวงดาวเหล่านั้นดูเย็นเยียบ สว่างไสว และอยู่ห่างไกลเหลือเกิน เมื่อมองพวกมัน เธอรู้สึกได้ว่าความโกรธในใจเริ่มเบาบางลงและมอดไหม้ไปจนเหลือเพียงความสงบ
คาวบอยหนุ่มหันกลับมาและเริ่มพูด
“คือ... ผมเมามากจริงๆ” เขาพยายามเค้นคำพูด “มันมีงานรื่นเริง... แล้วก็มีงานแต่งงาน ผมมักจะทำเรื่องบ้าๆ เวลาเมา ผมไปพนันโง่ๆ ไว้ว่าจะแต่งงานกับผู้หญิงคนแรกที่เดินทางมาถึงเมืองนี้... ถ้าคุณไม่สวมผ้าคลุมหน้านั่น—พวกเพื่อนๆ มันก็แกล้งยั่วผม—แล้วเอ็ด ลินตัน ก็เพิ่งแต่งงาน—แถมทุกคนที่นี่ก็ชอบเล่นพนันกันทั้งนั้น... ผมคงเมามากจริงๆ นั่นแหละ”
หลังจากที่เขาจ้องมองเธอเพียงครั้งเดียวตอนที่เธอเปิดผ้าคลุมหน้าออก เขาก็ไม่เงยหน้าขึ้นมองสบตาเธออีกเลย ความกล้าบ้าบิ่นหายไปหมดสิ้น แทนที่ด้วยอารมณ์ที่พลุ่งพล่านเกินไปหรืออาการพร่ำเพ้อซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของผู้ชายบางคนเวลาเมา เขาขืนตัวยืนนิ่งไม่ได้ เหงื่อเริ่มผุดเป็นเม็ดๆ บนหน้าผาก เขาคอยเอาผ้าพันคอเช็ดหน้าและหอบหายใจเหมือนคนที่เพิ่งออกกำลังมาอย่างหนัก
“คือคุณเห็นไหม... ผมเมามาก—” เขาเริ่มพูดอีกครั้ง
“ไม่ต้องอธิบายหรอกค่ะ” เธอพูดแทรก “ฉันเหนื่อยและเสียขวัญมาก ตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว คุณพอจะรู้บ้างไหมคะว่าคำว่าสุภาพบุรุษน่ะเขาหมายถึงอะไรกัน”
ใบหน้าสีทองแดงของเขาแดงก่ำขึ้นมาทันที
“พี่ชายของฉันอยู่ที่นี่—อยู่ในเมืองคืนนี้ไหมคะ” แมดเดอลีนถามต่อ
“ไม่ เขาอยู่ที่ไร่”
“แต่ฉันโทรเลขบอกเขาแล้วนะ”
“จดหมายนั่นคงนอนอยู่ในตู้ปณ.ของเขานั่นแหละ พรุ่งนี้เขาถึงจะเข้าเมืองมา เพราะเขาต้องเอาวัวมาส่งให้สติลเวลล์”
“ถ้าอย่างนั้นฉันต้องไปที่โรงแรมก่อน คุณช่วย—”
ถ้าเขาได้ยินประโยคสุดท้ายของเธอ เขาก็ไม่ได้แสดงท่าทีรับรู้เลย เสียงจากภายนอกดึงความสนใจของเขาไปเสียก่อน แมดเดอลีนตั้งใจฟัง เสียงทุ้มต่ำของผู้ชายและเสียงหวานใสของผู้หญิงลอยเข้ามาทางประตูที่เปิดทิ้งไว้ พวกเขาคุยกันเป็นภาษาสเปนและเสียงนั้นเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ เห็นได้ชัดว่าคนเหล่านั้นกำลังเดินตรงมาที่สถานี เสียงฝีเท้าเหยียบกรวดดังยืนยันข้อนี้ และเสียงฝีเท้าที่ก้าวยาวขึ้นประกอบกับเสียงทุ้มลึกของผู้ชายที่กำลังโกรธจัด บอกให้รู้ว่ากำลังมีการทะเลาะกัน จากนั้นเสียงผู้หญิงที่พูดรัวและขาดช่วงดังแหลมสูงขึ้น สื่อถึงการอ้อนวอนที่ไร้ผล
ท่าทางของคาวบอยทำให้แมดเดอลีนเริ่มหวาดหวั่นว่าจะมีเรื่องร้ายเกิดขึ้น และเธอก็เดาไม่ผิด จากภายนอกมีเสียงการปะทะกัน—เสียงปืนที่ดังอู้อี้ เสียงครวญคราง เสียงร่างกายหล่นกระแทกพื้น เสียงร้องอุทานแผ่วเบาของผู้หญิง และเสียงฝีเท้าที่ก้าววิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว
แมดเดอลีน แฮมมอนด์ เอนตัวพิงที่นั่งอย่างอ่อนแรง เธอรู้สึกเย็นวาบและคลื่นไส้ วินาทีหนึ่งหูของเธอแว่วได้ยินเสียงย่ำเท้าของพวกนักเต้นรำที่อยู่ฝั่งตรงข้ามและท่วงทำนองดนตรีราคาถูกที่ลอยมา แล้วที่กรอบประตูที่เปิดกว้างนั้น ใบหน้าที่ดูโศกเศร้าของหญิงสาวคนหนึ่งก็ปรากฏขึ้น ดวงตาสีเข้มฉายแววหม่นหมองภายใต้กรอบผมสีดำขลับ หญิงสาวใช้มือเรียวสีน้ำตาลคว้าขอบประตูเอาไว้เหมือนพยายามพยุงตัว ผ้าพันคอสีดำผืนยาวช่วยเน้นชุดที่ดูฉูดฉาดของเธอให้เด่นชัดขึ้น
“เซนญอร์—ยีน!” เธออุทานออกมา ความดีใจที่ได้พบกันทำให้ความหวาดกลัวในใจของเธอลดวูบลง
“โบนิต้า!” คาวบอยหนุ่มพุ่งไปหาเธอ “สาวน้อย! เธอเจ็บตรงไหนหรือเปล่า”
“ไม่ค่ะ เซนญอร์”
เขาจับตัวเธอไว้ “ฉันได้ยินเสียงคนโดนยิง ใช่แดนนี่ไหม”
“ไม่ใช่ค่ะ เซนญอร์”
“แล้วแดนนี่เป็นคนยิงหรือเปล่า บอกฉันมาสิ”
“ไม่ใช่ค่ะ เซนญอร์”
“ค่อยโล่งอกหน่อย ฉันนึกว่าแดนนี่จะไปพัวพันกับเรื่องนี้ด้วย เขาถือเงินของสติลเวลล์มาให้พวกหนุ่มๆ อยู่ ฉันเลยกลัวว่า... ฟังนะโบนิต้า เดี๋ยวเธอจะเดือดร้อน ใครมากับเธอ? แล้วเธอไปทำอะไรมา”
“เซนญอร์ยีน—พวกโคบาลของดอนคาร์ลอสน่ะค่ะ—พวกเขาทะเลาะกันเพราะฉัน ฉันแค่เต้นรำนิดหน่อย ยิ้มให้นิดเดียว พวกเขาก็ทะเลาะกัน ฉันขอให้พวกเขาใจเย็นๆ... คอยระวังนายอำเภอฮอว์ด้วย... แล้วตอนนี้นายอำเภอฮอว์ก็จะจับฉันเข้าคุก ฉันกลัวเหลือเกิน เขาเคยพยายามจะตามจีบฉันครั้งหนึ่ง แต่ตอนนี้เขาเกลียดฉันเหมือนที่เขาเกลียดเซนญอร์ยีนนั่นแหละ”
“แพท ฮอว์ จะไม่ได้จับเธอเข้าคุกหรอก เอาม้าของฉันไปแล้วไปตามเส้นทางเปลอนซิลโล โบนิต้า สัญญาเถอะว่าจะไม่กลับมาที่เอลคาฮอนอีก”
“ค่ะ เซนญอร์”
เขาพาเธอออกไปข้างนอก แมดเดอลีนได้ยินเสียงม้าพ่นลมและเคี้ยวเหล็กปากม้า คาวบอยพูดเสียงต่ำ มีเพียงไม่กี่คำที่เธอพอจะฟังออก—“โกลน... รอ... ออกจากเมือง... ภูเขา... ทางเท้า... คราวนี้ขี่ไปเลย!”
ความเงียบปกคลุมอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถูกทำลายลงด้วยเสียงกีบม้าย่ำพื้นและเสียงกรวดกระเด็น จากนั้นแมดเดอลีนก็เห็นม้าตัวโตสีเข้มวิ่งออกไปสู่พื้นที่กว้าง เธอเห็นชายผ้าพันคอและเส้นผมปลิวไสว เห็นร่างเล็กๆ หมอบต่ำอยู่บนอานม้า เงาม้าตัดกับแสงไฟสลัวดูโดดเด่นท่ามกลางความมืด มีบางอย่างที่ดูป่าเถื่อนและสง่างามในการควบม้าหนีครั้งนี้
ไม่นานนัก คาวบอยก็กลับมาปรากฏตัวที่ประตูอีกครั้ง
“คุณแฮมมอนด์ ผมว่าเราควรจะรีบออกไปจากที่นี่ มีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น และกำลังจะมีรถไฟขบวนอื่นมาถึงด้วย”
เธอรีบเดินออกไปสู่ที่โล่งโดยไม่กล้าหันไปมองข้างหลังหรือด้านข้าง ผู้นำทางของเธอเดินก้าวยาวอย่างรวดเร็ว เธอแทบจะต้องวิ่งเพื่อให้ตามเขาได้ทัน อารมณ์ที่ขัดแย้งกันหลายอย่างทำเอาเธอสับสน เธอรู้สึกประหลาดที่ต้องมาเดินข้างๆ ยักษ์ใหญ่ที่นิ่งเงียบคนนี้ จะมีก็แต่เสียงเดือยแหลมกระทบกันกรุ๊งกริ๊งเท่านั้น เธอสัมผัสได้ถึงสายลมที่เย็นชื่นใจและดวงดาวสีขาว เธอแค่ตาฝาดไปเองหรือเปล่าที่เห็นดาวพวกนั้นกะพริบเปิดๆ ปิดๆ เธอมีความคิดประหลาดที่เหมือนวิญญาณหลุดลอยว่า นานมาแล้วในชาติภพอื่น เธอเคยเห็นดวงดาวพวกนี้มาก่อน ค่ำคืนนี้ดูเหมือนจะมืดมิด แต่กลับมีแสงสลัวที่เรืองรอง—แสงที่มาจากดวงดาว—และเธอคิดว่ามันจะตามหลอกหลอนเธอไปตลอดกาล
เมื่อรู้ตัวว่าเขาพาเธอเดินพ้นแนวบ้านเรือนมาแล้ว เธอจึงเอ่ยถามขึ้น
“คุณกำลังจะพาฉันไปไหนคะ”
“ไปหาฟลอเรนซ์ คิงสลีย์” เขาตอบ
“เธอเป็นใครคะ”
“ผมว่าเธอเป็นเพื่อนที่สนิทที่สุดของพี่ชายคุณที่นี่แหละ” แมดเดอลีนเดินตามเขาไปอีกครู่หนึ่งแล้วหยุดเดิน มันเป็นเพราะเธอต้องหยุดหอบหายใจพอๆ กับความกลัวที่เริ่มกลับมาอีกครั้ง ทันใดนั้นเธอก็ตระหนักได้ว่าการอบรมสั่งสอนที่เธอเคยได้รับมานั้นแทบไม่มีประโยชน์เลยในสถานการณ์เช่นนี้ คาวบอยหนุ่มเมื่อเห็นเธอหยุดจึงเดินกลับมาไม่กี่ก้าวที่ห่างกัน แล้วเขาก็ยืนรอ นิ่งเงียบอยู่ข้างๆ เธอเหมือนเงาทะมึน
“มันมืดและเงียบเหงาเหลือเกิน” เธอพูดด้วยเสียงสั่นเครือ “ฉันจะรู้ได้ยังไง... คุณมีอะไรรับประกันไหมว่าคุณ—ว่าฉันจะไม่ได้รับอันตรายถ้าเดินต่อไป”
“ไม่มีครับ คุณแฮมมอนด์ นอกจากความจริงที่ว่า... ผมได้เห็นใบหน้าของคุณแล้ว”
กดอ่านตอนต่อไป >> ที่นี่ << รอแพร่บนึ่งนะ
.⋆。🌶️🌿˚ และนอกจากนิยายโรมานซ์อ่านสนุกเรื่องนี้แล้ว คุณนักอ่านสามารถสนับสนุนผลงาน #นิยายรสแซ่บจัดจ้านจนนิพพานสีจมปูว์ ของ #แมงมุมใต้เตียง ที่แต่งจบแล้วพร้อมอ่านได้เลยได้ที่ comment หรือที่ BIO ตลอด 24 ชั่วโมง นะคะ ✨👇✨ สุดปัง สุดปัง กำลังรับนักอ่านจำนวนไม่จำกัด!
#นิยาย | #อ่านนิยาย | #eBook | #romancenovels | #fiction | #นิยายอ่านสนุกทุกเทศกาล #2025trend #ตำนานรักของเทพเจ้า
แวะชม แวะอ่าน แวะโหลดนิยายรสแซ่บจัดจ้านที่ใครก็อยากมีไว้อ่านก่อนนอนทุกคืนที่นี่*
คำอธิบาย: 👑 อย่าลืมมาเป็นนักอ่าน VIP ของเราเพื่อรับสิทธิพิเศษเข้าถึงนิยายรักเรื่องใหม่ รวมถึงนิยายแปลสุดคลาสสิก อ่านได้เลยใน BLOG สุดเก๋ สุดคลู ที่จะมอบให้แก่นักอ่าน VIP ที่น่ารักที่สุดเท่านั้น เมื่อคุณนักอ่านสะสมครบเงื่อนไขแล้วสามรถ inbox นิยายในคลังของคุณมาอวดกันได้และรับ link ไปเลย! มีนิยายให้เอา เอ้ย! ให้อ่าน 2 เรื่องพิเศษแล้วและจะทะยอยวางอย่างต่อเนื่องนะคะ 👑 *รับสิทธิพิเศษอ่านนิยายรสเข้มข้นใหม่ๆ อ่านจบเรื่องเลยได้ฟsี 12 เรื่องสั้น และ 1 เรื่องยาว*