* ✨👇✨ กดรับ Link นิยายรสแซ่บได้ที่ปกทุกปกที่นี่เลยจ้าา ✨👇✨ *

niyayZAP Related E-Books Related E-Books Related E-Books Related E-Books Series E-Books niyayZAP Related E-Books Series E-Books Series E-Books Related E-Books Series E-Books Series E-Books Related E-Books Series E-Books Related E-Books Series E-Books Series E-Books Series E-Books Related E-Books Series E-Books Related E-Books Series E-Books Series E-Books Series E-Books Series E-Books Series E-Books Series E-Books niyayZAP Series เจ้าสาวหญ้าอ่อน Series เจ้าสาวหญ้าอ่อน Series เจ้าสาวหญ้าอ่อน Series เจ้าสาวหญ้าอ่อน Series เจ้าสาวหญ้าอ่อน niyayZAP Series E-Books Series E-Books Series E-Books Series E-Books niyayZAP niyayZAP niyayZAP niyayZAP niyayZAP Related E-Books niyayZAP niyayZAP Related E-Books Series E-Books Series E-Books  Series E-Books

วันพุธที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569

๑ กรงเล็บสีแดง (Red Nails) โดย Robert E. Howard

กรงเล็บสีแดง (Red Nails) Robert E. Howard แปลโดย: หมื่นล้านคำรัก

.⋆。📜˚

กรงเล็บสีแดง

(Red Nails)

Robert E. Howard

แปลโดย: หมื่นล้านคำรัก
‼️ ©️ สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ‼️

1. หัวกะโหลกบนชะง่อนผา

หญิงสาวบนหลังม้าดึงบังเหียนให้พาหนะที่เหนื่อยล้าให้หยุดลงตรงนั้น มันยืนแยกขาออกกว้าง หัวตกราวกับว่าแม้น้ำหนักของบังเหียนหนังสีแดงประดับพู่ทองก็ดูเหมือนจะหนักเกินกว่ามันจะแบกรับไหว นางถอนเท้าที่สวมรองเท้าบูตออกจากโกลนเงินและเหวี่ยงตัวลงจากอานม้าที่ตกแต่งด้วยลวดลายสีทอง ผูกบังเหียนเข้ากับง่ามของต้นไม้เล็กๆ แล้วหันกลับมา ยกมือเท้าสะเอวเพื่อสำรวจสภาพแวดล้อมรอบตัว

สภาพแวดล้อมรอบตัวนั้นดูไม่น่ายินดีเอาเสียเลย ต้นไม้ขนาดมหึมาล้อมรอบสระน้ำเล็กๆ ที่ม้าของนางเพิ่งจะได้ดื่มกินไป พุ่มไม้ที่ขึ้นเป็นหย่อมๆ บดบังทัศนวิสัยภายใต้ความมืดสลัวของซุ้มประตูที่เกิดจากกิ่งไม้ประสานกัน หญิงสาวสั่นสะท้านด้วยการขยับไหล่ที่สง่างามเล็กน้อย ก่อนจะสบถออกมา

นางเป็นหญิงสาวรูปร่างสูง หน้าอกอิ่ม และมีรูปร่างที่แข็งแรง ทรงพลัง ทว่าไหล่ที่กระชับและสัดส่วนทั้งหมดของนางก็ไม่ได้ทำให้ความอ่อนหวานแบบผู้หญิงลดน้อยลงไปเลย นางมีความเป็นผู้หญิงอย่างเต็มตัว แม้จะมีท่าทางและการแต่งกายที่ดูขัดกับสภาพแวดล้อมที่เป็นอยู่ก็ตาม และแทนที่จะสวมกระโปรง นางกลับสวมกางเกงผ้าไหมขากว้างที่ยาวไม่ถึงเข่า โดยใช้ผ้าคาดเอวผืนกว้างทำเป็นเข็มขัด รองเท้าบูตหนังนิ่มขอบกว้างสูงเกือบถึงเข่า และสวมเสื้อเชิ้ตผ้าไหมคอกว้าง ปกกว้าง แขนกว้าง ทับอีกชั้น บนสะโพกที่ได้รูปข้างหนึ่งนางพกดาบสองคมทรงตรง และอีกข้างมีกริชด้ามยาว ผมสีทองที่ยุ่งเหยิงและถูกตัดตรงเสมอไหล่ ถูกรวบไว้ด้วยแถบผ้าซาตินสีแดงฉาน

ท่ามกลางพื้นหลังของป่าดิบชื้นที่มืดมึน ท่าทางของนางช่างดูโดดเด่นและแปลกแยกอย่างไม่ตั้งใจ นางควรจะยืนอยู่ท่ามกลางหมู่เมฆเหนือท้องทะเล เสากระโดงเรือที่แต่งแต้มด้วยสีสัน และเหล่านกนางนวลที่บินว่อนเสียมากกว่า ดวงตาที่เบิกกว้างของนางมีสีสันของท้องทะเล และนั่นก็เป็นสิ่งที่ควรจะเป็น เพราะนางคือ ‘วาเลเรีย’ แห่งกองโจรพี่น้องสีแดง (Red Brotherhood) ผู้ซึ่งวีรกรรมของนางถูกขับขานเป็นบทเพลงและกลอนในทุกที่ที่เหล่านักเดินเรือมารวมตัวกัน

นางพยายามมองลอดหลังคาสีเขียวทึบของกิ่งไม้ที่โค้งมน เพื่อมองดูท้องฟ้าที่คาดว่าอยู่เหนือขึ้นไป แต่ไม่นานนางก็ละความพยายามพร้อมกับสบถพึมพำ

นางทิ้งม้าที่ผูกไว้แล้วเดินมุ่งหน้าไปทางตะวันออก พลางหันกลับมามองสระน้ำเป็นระยะๆ เพื่อจำเส้นทางที่ผ่านมา ความเงียบงันของป่าทำให้นางรู้สึกหดหู่ ไม่มีนกตัวใดร้องเพลงบนกิ่งไม้สูง และไม่มีเสียงสั่นไหวในพุ่มไม้ที่บ่งบอกถึงการมีอยู่ของสัตว์ตัวเล็กๆ เลย นางเดินทางผ่านดินแดนที่ปกคลุมด้วยความเงียบสงบมาหลายลี้แล้ว โดยมีเพียงเสียงการเคลื่อนไหวของนางเองเท่านั้นที่ทำลายความเงียบลง

นางเพิ่งจะดับกระหายที่สระน้ำ แต่ความหิวก็เริ่มรบกวนจิตใจ นางจึงเริ่มมองหาผลไม้เพื่อประทังชีวิต หลังจากที่เสบียงที่นำมาในถุงอานม้าหมดลงไปแล้ว

ไม่นานนัก ที่เบื้องหน้า นางก็เห็นโขดหินสีเข้มที่ดูคล้ายหินเหล็กไฟ ลาดเอียงขึ้นไปจนดูเหมือนชะง่อนผาขรุขระที่โผล่ขึ้นมาท่ามกลางหมู่ไม้ ยอดของมันถูกบังตาด้วยกลุ่มใบไม้ที่โอบล้อม บางทียอดของมันอาจจะสูงพ้นยอดไม้ขึ้นไป และจากจุดนั้นนางอาจจะมองเห็นสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าได้—หากว่าจะมีสิ่งใดอยู่นอกเหนือไปจากป่าอันกว้างใหญ่ไพศาลที่นางขี่ม้าผ่านมานานหลายวันนี้

สันเขาแคบๆ กลายเป็นทางลาดตามธรรมชาติที่นำไปสู่หน้าผาชัน หลังจากที่นางปีนขึ้นไปได้ประมาณห้าสิบฟุต นางก็มาถึงเขตของใบไม้ที่ห่อหุ้มก้อนหินนั้นไว้ ลำต้นของต้นไม้ไม่ได้ขึ้นชิดกับชะง่อนผา แต่นั่นกิ่งก้านตอนล่างของพวกมันแผ่ขยายออกไปปกคลุมจนเหมือนเป็นม่านใบไม้ นางคลำทางต่อไปในความมืดสลัวของพุ่มใบ ไม่สามารถมองเห็นได้ทั้งสิ่งที่อยู่เหนือหัวหรือใต้เท้า แต่ในที่สุดนางก็ได้เห็นท้องฟ้าสีคราม และครู่ต่อมานางก็ออกมาสู่แสงแดดที่สว่างจ้าและร้อนระอุ และได้เห็นยอดไม้ของผืนป่าทอดตัวยาวออกไปใต้ฝ่าเท้าของนาง

นางยืนอยู่บนลานหินกว้างซึ่งมีความสูงพอๆ กับระดับยอดไม้ และจากจุดนั้นมีส่วนที่ยื่นแหลมขึ้นไปเหมือนยอดหอคอย ซึ่งเป็นจุดสูงสุดของชะง่อนผาที่นางปีนขึ้นมา ทว่ามีบางอย่างสะดุดสายตานางเข้าเสียก่อน เท้าของนางไปเตะเข้ากับอะไรบางอย่างท่ามกลางกองใบไม้แห้งที่ถูกลมพัดมาทับถมบนลานหิน นางเตะพวกมันออกไปแล้วก้มลงมอง... มันคือโครงกระดูกมนุษย์

นางใช้สายตาอันเจนจัดสำรวจโครงร่างที่ขาวโพลนนั้น แต่ไม่พบร่องรอยของกระดูกที่หักหรือสัญญาณของการถูกทำร้าย ชายผู้นี้คงตายด้วยสาเหตุธรรมชาติ แต่ทำไมเขาถึงต้องปีนผาสูงชันนี้ขึ้นมาเพื่อตาย นางก็ไม่อาจจินตนาการได้

วาเลเรียตะเกียกตะกายขึ้นไปจนถึงจุดสูงสุดของยอดแหลมแล้วมองออกไปที่เส้นขอบฟ้า หลังคาป่า—ซึ่งเมื่อมองจากจุดที่นางยืนอยู่ดูเหมือนพื้นเขียวขจี—นั้นดูหนาทึบไม่ต่างจากตอนมองจากข้างล่าง นางแทบมองไม่เห็นสระน้ำที่นางทิ้งม้าไว้ด้วยซ้ำ นางเหลียวไปทางทิศเหนือซึ่งเป็นทิศที่นางจากมา เห็นเพียงมหาสมุทรสีเขียวที่ม้วนตัวทอดยาวออกไปไม่สิ้นสุด มีเพียงเส้นสีฟ้าจางๆ ในระยะไกลที่บ่งบอกถึงแนวเทือกเขาที่นางข้ามมาเมื่อหลายวันก่อนเพื่อจมดิ่งลงสู่พงไพรที่รกร้างแห่งนี้

ทิศตะวันตกและทิศตะวันออกก็มีทัศนียภาพไม่ต่างกัน เพียงแต่ไม่มีแนวเขาที่ขอบฟ้า แต่เมื่อนางหันไปทางทิศใต้ นางก็ตัวแข็งทื่อและกลั้นหายใจ ห่างออกไปหนึ่งไมล์ในทิศนั้น ป่าเริ่มบางตาลงและสิ้นสุดลงอย่างกะทันหัน กลายเป็นที่ราบที่เต็มไปด้วยต้นกระบองเพชร และท่ามกลางที่ราบนั้น มีกำแพงและหอคอยของเมืองตั้งตระหง่านอยู่ วาเลเรียสบถออกมาด้วยความประหลาดใจ

นี่เป็นเรื่องที่เหลือเชื่อ นางจะไม่ตกใจเลยหากเห็นที่พักอาศัยของมนุษย์แบบอื่น เช่น กระท่อมทรงรวงผาของพวกคนดำ หรือที่พักตามหน้าผาของเผ่าพันธุ์ผิวสีน้ำตาลอันลึกลับตามตำนานที่ว่ากันว่าอาศัยอยู่ในดินแดนที่ยังไม่มีใครสำรวจ แต่มันเป็นประสบการณ์ที่น่าตกใจมากที่ได้มาพบเมืองที่มีกำแพงล้อมรอบในที่แห่งนี้ ซึ่งห่างไกลจากด่านหน้าของอารยธรรมใดๆ เป็นเวลาเดินทางหลายสัปดาห์

เมื่อมือเริ่มล้าจากการเกาะยอดหอคอยหิน นางจึงหย่อนตัวลงมาบนลานหินและขมวดคิ้วอย่างตัดสินใจไม่ถูก นางมาไกลมาก—จากค่ายทหารรับจ้างริมเมืองชายแดนที่ชื่อซัคเมตท่ามกลางทุ่งหญ้า ที่ซึ่งเหล่านักผจญภัยผู้สิ้นหวังจากหลายเชื้อชาติเฝ้าพรมแดนสไตเจียนจากการรุกรานที่โถมเข้ามาเหมือนคลื่นสีแดงจากดาร์ฟาร์ การหนีของนางเป็นการหนีที่ไร้จุดหมายเข้ามาในดินแดนที่นางไม่รู้จักเลยแม้แต่น้อย และตอนนี้นางก็กำลังลังเลระหว่างแรงผลักดันที่จะควบม้าตรงไปที่เมืองนั้น กับสัญชาตญาณความระมัดระวังที่เตือนให้นางอ้อมไปให้ไกลและเดินทางอย่างโดดเดี่ยวต่อไป

ความคิดของนางถูกขัดจังหวะด้วยเสียงสวบสาบของใบไม้เบื้องล่าง นางหมุนตัวกลับอย่างรวดเร็วราวกับแมวป่า มือคว้าด้ามดาบ แล้วนางก็หยุดกึก จ้องมองชายที่อยู่ตรงหน้าด้วยดวงตาเบิกกว้าง

เขาเป็นชายที่มีรูปร่างเกือบจะเรียกได้ว่ายักษ์ กล้ามเนื้อขยับเขยื้อนอย่างลื่นไหลภายใต้ผิวหนังที่ถูกแดดเผาจนเป็นสีน้ำตาล การแต่งกายของเขาคล้ายกับนาง เว้นแต่เขาจะสวมเข็มขัดหนังเส้นกว้างแทนที่จะเป็นผ้าคาดเอว ดาบใหญ่และมีดพกสั้นแขวนอยู่ที่เข็มขัดนั้น

"โคแนน ชาวซิมเมอเรียน!" หญิงสาวโพล่งออกมา "เจ้ามาทำอะไรบนเส้นทางของข้า?"

เขาแสยะยิ้ม และดวงตาสีฟ้าที่ดุดันของเขาก็ลุกโชนด้วยประกายที่ผู้หญิงคนไหนก็เข้าใจได้ ขณะที่เขากวาดสายตามองไปตามเรือนร่างที่สง่างามของนาง หยุดพักสายตาที่เนินอกอันงดงามภายใต้เสื้อเชิ้ตบางๆ และผิวขาวเนียนที่เผยให้เห็นระหว่างกางเกงกับขอบรองเท้าบูต

"เจ้าไม่รู้จริงๆ หรือ?" เขาหัวเราะ "ข้าไม่ได้แสดงความหลงใหลในตัวเจ้าให้เห็นอย่างชัดเจนตั้งแต่วันแรกที่เจอหรอกหรือ?"

"กระทิงยังแสดงออกได้ไม่ชัดเท่าเจ้าเลย" นางตอบอย่างเหยียดหยาม "แต่ข้าไม่คิดว่าจะมาเจอเจ้าไกลจากถังเบียร์และหม้อเนื้อในซัคเมตขนาดนี้ เจ้าตามข้ามาจากค่ายของซารัลโลจริงๆ หรือว่าถูกเฆี่ยนตะเพิดออกมาเพราะทำตัวเป็นโจรล่ะ?"

เขาหัวเราะให้กับความสามหาวของนาง และเบ่งกล้ามแขนอันทรงพลัง

"เจ้ารู้อยู่แล้วว่าซารัลโลไม่มีลูกน้องคนไหนเก่งพอจะเฆี่ยนข้าออกจากค่ายได้หรอก" เขาแสยะยิ้ม "แน่นอนว่าข้าตามเจ้ามา และถือว่าเป็นโชคดีของเจ้านะยัยตัวแสบ! ตอนที่เจ้าแทงนายทหารสไตเจียนคนนั้น เจ้าก็เสียการคุ้มครองจากซารัลโลไปแล้ว และกลายเป็นอาชญากรที่พวกสไตเจียนต้องการตัว"

"ข้ารู้" นางตอบอย่างบึ้งตึง "แต่จะให้ข้าทำอย่างไรได้? เจ้าก็รู้ว่าเขามายั่วโทสะข้าก่อน"

"ก็จริง" เขาเห็นด้วย "ถ้าข้าอยู่ตรงนั้น ข้าคงเป็นคนแทงมันเองไปแล้ว แต่ถ้าผู้หญิงเลือกที่จะอยู่ในค่ายทหารท่ามกลางผู้ชาย นางก็ต้องคาดคิดว่าจะเจอเรื่องแบบนั้นบ้าง"

วาเลเรียกระทืบเท้าที่สวมบูตและสบถ

"ทำไมพวกผู้ชายถึงไม่ปล่อยให้ข้าใช้ชีวิตแบบผู้ชายบ้างนะ?"

"นั่นมันชัดเจนอยู่แล้ว!" สายตาที่หิวกระหายของเขาแทะเล็มนางอีกครั้ง "แต่เจ้าฉลาดที่หนีมา พวกสไตเจียนคงถลกหนังเจ้าแน่ พี่ชายของนายทหารคนนั้นตามเจ้ามา เร็วกว่าที่เจ้าคิดเสียอีก ข้ามั่นใจ เขาตามหลังเจ้ามาไม่ไกลนักตอนที่ข้าดักเจอเขา ม้าของเขาดีกว่าของเจ้า ถ้าเป็นอย่างนั้น เขาคงตามเจ้าทันและปาดคอเจ้าไปแล้วในอีกไม่กี่ไมล์"

"แล้วยังไงต่อ?" นางถาม

"แล้วยังไงอะไรล่ะ?" เขาทำท่าสงสัย

"แล้วนายทหารสไตเจียนคนนั้นล่ะ?"

"อ้าว แล้วเจ้าคิดว่ายังไงล่ะ?" เขาตอบกลับอย่างรำคาญ "ข้าก็ฆ่ามันทิ้งน่ะสิ แล้วก็ปล่อยซากมันไว้ให้พวกแร้งกิน แต่นั่นก็ทำให้ข้าช้าไปหน่อย และเกือบจะคลาดกับร่องรอยของเจ้าตอนที่เจ้าข้ามเนินเขาหินนั่น ไม่อย่างนั้นข้าคงตามเจ้าทันนานแล้ว"

"แล้วตอนนี้เจ้าคิดจะลากข้ากลับไปที่ค่ายของซารัลโลงั้นร่ะ?" นางเยาะเย้ย

"อย่าพูดจาเป็นคนบ้าไปหน่อยเลย" เขาขู่ฟ่อในลำคอ "มาเถอะแม่สาวน้อย อย่าทำตัวเป็นคนขี้โมโหนักเลย ข้าไม่ได้เหมือนไอ้เจ้าสไตเจียนที่เจ้าแทงนั่นนะ และเจ้าก็รู้ดี"

"ก็แค่คนพเนจรไม่มีเงินติดตัว" นางเย้ยหยัน

เขาหัวเราะใส่นาง

"แล้วเจ้าล่ะ เรียกตัวเองว่าอะไร? เจ้าไม่มีเงินพอจะซื้อผ้ามาปะเป้ากางเกงใหม่ด้วยซ้ำ ท่าทางดูถูกของเจ้าหลอกข้าไม่ได้หรอก เจ้ารู้ดีว่าข้าเคยบัญชาการเรือลำใหญ่กว่าและมีลูกน้องมากกว่าที่เจ้าเคยมีมาทั้งชีวิตเสียอีก ส่วนเรื่องไม่มีเงิน—คนพเนจรคนไหนบ้างที่ไม่ถังแตกเป็นส่วนใหญ่? ข้าเคยผลาญทองในเมืองท่าต่างๆ ทั่วโลกมามากพอจะเต็มลำเรือแกลเลียนเลยล่ะ เจ้ารู้เรื่องนั้นดี"

"แล้วตอนนี้เรือที่สวยงามและพวกหนุ่มๆ ใจกล้าที่เจ้าเคยบัญชาการหายไปไหนหมดล่ะ?" นางเหยียดหยาม

"ส่วนใหญ่ก็จมอยู่ก้นทะเลน่ะสิ" เขาตอบอย่างร่าเริง "พวกซินการันจมเรือลำล่าสุดของข้าที่ชายฝั่งเชไมต์—นั่นคือเหตุผลที่ข้ามาเข้าร่วมกับกองทัพอิสระของซารัลโล แต่ข้าเห็นว่าข้าคิดผิดที่เดินทัพมาถึงชายแดนดาร์ฟาร์ ค่าจ้างก็น้อย ไวน์ก็เปรี้ยว และข้าไม่ชอบผู้หญิงเผ่านั้น แล้วนั่นก็เป็นผู้หญิงประเภทเดียวที่มาที่ค่ายซัคเมต—พวกที่ใส่ห่วงที่จมูกและตะไบฟันแหลม—เหอะ! แล้วเจ้าล่ะมาเข้าร่วมกับซารัลโลทำไม? ซัคเมตมันอยู่ห่างไกลจากน้ำเค็มตั้งเยอะ"

"เรด ออร์โธ อยากให้ข้าไปเป็นเมียน้อยของมัน" นางตอบอย่างขุ่นเคือง "ข้าเลยกระโดดลงจากเรือในคืนหนึ่งและว่ายน้ำขึ้นฝั่งตอนที่เราทอดสมออยู่ที่ชายฝั่งคูไซต์ แถวๆ ซาเบลา ที่นั่นพ่อค้าชาวเชไมต์บอกข้าว่าซารัลโลพากองทัพอิสระลงใต้มาเฝ้าชายแดนดาร์ฟาร์ ไม่มีงานอื่นที่ดีกว่านั้นแล้ว ข้าเลยเข้าร่วมกับคาราวานที่มุ่งหน้าไปทางตะวันออก จนในที่สุดก็มาถึงซัคเมต"

"เจ้ามันบ้าแท้ๆ ที่หนีลงมาทางใต้แบบนี้" โคแนนวิจารณ์ "แต่จะว่าไปก็นับว่าฉลาดเหมือนกัน เพราะทหารลาดตระเวนของซารัลโลคงไม่มีใครคิดจะตามหาเจ้าในทิศทางนี้แน่ จะมีก็แต่พี่ชายของไอ้คนนั้นแหละที่ดันบังเอิญไปแกะรอยเจอเจ้าได้พอดี"

"แล้วตอนนี้เจ้าคิดจะทำอะไร?" นางถามย้ำ

"หันไปทางทิศตะวันตก" เขาตอบ "ข้าเคยลงมาใต้ถึงขนาดนี้ แต่ไม่เคยมาไกลถึงทิศตะวันออกเท่านี้มาก่อน ถ้าเราเดินทางไปทางตะวันตกหลายๆ วัน จะเจอกับทุ่งสะวันนาที่กว้างใหญ่ ที่นั่นมีพวกเผ่าคนดำเลี้ยงปศุสัตว์อยู่ ข้ามีเพื่อนฝูงอยู่ที่นั่น เราจะมุ่งหน้าไปที่ชายฝั่งแล้วหาเรือสักลำ ข้าเบื่อป่าเต็มทนแล้ว"

"ถ้าอย่างนั้นก็เชิญเจ้าไปตามทางของเจ้าเถอะ" นางแนะนำ "ข้ามีแผนอื่น"

"อย่าโง่ไปหน่อยเลย!" เขาเริ่มแสดงอาการหงุดหงิดเป็นครั้งแรก "เจ้าไม่มีทางร่อนเร่ในป่านี้ต่อไปได้คนเดียวหรอก"

"ข้าทำได้ถ้าข้าเลือกจะทำ"

"แล้วเจ้าคิดจะทำอะไรกันแน่?"

"ไม่ใช่ธุระอะไรของเจ้า" นางสวนกลับ

"ใช่สิ มันเป็นธุระของข้า" เขาตอบอย่างใจเย็น "เจ้าคิดว่าข้าอุตส่าห์ตามเจ้ามาไกลขนาดนี้ เพื่อที่จะหันหลังกลับแล้วขี่ม้าจากไปมือเปล่างั้นหรือ? มีสติหน่อยแม่สาวน้อย ข้าไม่ได้จะทำร้ายเจ้าสักหน่อย"

เขาขยับเข้าหานาง แต่นางสปริงตัวถอยหลังและชักดาบออกมาทันที

"ถอยไปนะ ไอ้หมาป่าเถื่อน! ข้าจะเสียบเจ้าให้เหมือนหมูปิ้งเลย!"

เขาหยุดกึกอย่างไม่เต็มใจนัก แล้วถามขึ้นว่า "เจ้าอยากให้ข้าแย่งของเล่นชิ้นนั้นมา แล้วใช้มันตีตูดเจ้าดูไหมล่ะ?"

"ดีแต่ปาก! มีแต่คำพูดทั้งนั้น!" นางเยาะเย้ย ดวงตาที่บ้าบิ่นของนางเป็นประกายระยิบระยับเหมือนแสงแดดที่สะท้อนผิวน้ำสีฟ้า

เขารู้ดีว่านั่นคือเรื่องจริง ไม่มีชายที่ยังมีชีวิตคนไหนสามารถแย่งดาบจากมือของ วาเลเรีย แห่งกองโจรพี่น้องสีแดง ได้ด้วยมือเปล่า เขาขมวดคิ้วด้วยความรู้สึกที่สับสน ทั้งโกรธ ทั้งขบขัน และทั้งชื่นชมในจิตวิญญาณของนาง เขาอยากจะคว้าตัวที่สง่างามนั้นมากอดรัดไว้ในอ้อมแขนเหล็กของเขาใจจะขาด แต่เขาก็ไม่อยากจะทำให้นางเจ็บปวด เขาตกอยู่ในสภาวะที่ตัดสินใจลำบาก ระหว่างความปรารถนาที่จะเอาชนะความพยศของนาง กับความเกรงใจในฝีมือดาบที่เขาเองก็รู้ดีว่าร้ายกาจเพียงใด เขารู้ดีว่าหากเขาขยับเข้าไปใกล้กว่านี้ ดาบของนางคงได้ไปฝังอยู่ในหัวใจเขาแน่ๆ เขาเคยเห็นวาเลเรียฆ่าคนมามากพอในสมรภูมิชายแดนและการทะเลาะวิวาทในร้านเหล้าจนไม่มีข้อสงสัยในฝีมือของนาง เขารู้ว่านางรวดเร็วและดุร้ายเหมือนแม่เสือโคร่ง เขาอาจจะชักดาบใหญ่ออกมาสะบัดดาบในมือนางให้หลุดไปได้ แต่ความคิดที่จะชักดาบใส่ผู้หญิง—แม้จะไม่ได้ตั้งใจจะทำร้าย—เป็นสิ่งที่เขารู้สึกรังเกียจอย่างยิ่ง

"พับผ่าสิ ยัยตัวแสบ!" เขาอุทานอย่างเหลืออด "ข้าจะจับเจ้าถอด..."

เขาพุ่งเข้าหานางด้วยอารมณ์ที่พลุ่งพล่านจนขาดความระมัดระวัง และนางก็เตรียมพร้อมที่จะแทงดาบปลิดชีพ ทว่าในตอนนั้นเอง ก็มีเหตุการณ์ที่ทำให้สถานการณ์ที่ทั้งน่าขำและอันตรายนี้ต้องหยุดชะงักลง

"นั่นเสียงอะไรน่ะ?"

วาเลเรียเป็นคนร้องอุทานออกมา แต่ทั้งคู่ต่างก็สะดุ้งสุดตัว โคแนนหมุนตัวกลับอย่างรวดเร็วราวกับแมวป่า ดาบใหญ่ในมือของเขาส่องประกายวับขึ้นมาทันที ลึกเข้าไปในป่า มีเสียงร้องที่น่าสยดสยองดังระงมขึ้น—มันคือเสียงร้องของม้าที่กำลังตกใจสุดขีดและเจ็บปวดเจียนตาย แทรกมากับเสียงร้องนั้นคือเสียงกระดูกที่ถูกหักดังกร๊อบ

"สิงโตกำลังฆ่าม้า!" วาเลเรียตะโกน

"สิงโตบ้าอะไรล่ะ!" โคแนนพ่นลมหายใจ ดวงตาลุกโชน "เจ้าได้ยินเสียงสิงโตคำรามไหม? ข้าก็ไม่ได้ยิน! ฟังเสียงกระดูกหักนั่นสิ—ต่อให้เป็นสิงโตก็ทำเสียงดังขนาดนั้นตอนฆ่าม้าไม่ได้หรอก"

เขาเร่งฝีเท้าลงไปตามทางลาดธรรมชาติโดยมีนางตามไปติดๆ ความบาดหมางส่วนตัวถูกลืมเลือนไปสิ้นด้วยสัญชาตญาณของนักผจญภัยที่ต้องร่วมมือกันต่อสู้กับภัยอันตรายส่วนรวม เสียงร้องเงียบหายไปเมื่อพวกเขาแหวกม่านใบไม้สีเขียวที่ปกลุมโขดหินลงไปเบื้องล่าง

"ข้าเห็นม้าของเจ้าผูกไว้ที่สระน้ำนั่น" เขาพึมพำขณะเดินอย่างเงียบกริบจนนางไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเขาถึงย่องมาหานางที่ยอดผาได้โดยที่นางไม่รู้ตัว "ข้าผูกม้าของข้าไว้ข้างๆ มันแล้วตามรอยเท้าบูตของเจ้ามา หมอบลง ดูนั่น!"

พวกเขาพ้นออกมาจากแนวใบไม้และจ้องลงไปยังเบื้องล่างของป่า เบื้องบนมีหลังคาป่าสีเขียวปกคลุมเป็นม่านสลัว เบื้องล่างมีแสงแดดลอดลงมาเพียงพอที่จะทำให้เกิดแสงสีหยกในยามโพล้เพล้ ลำต้นของต้นไม้ยักษ์ที่อยู่ห่างออกไปไม่ถึงร้อยหลาดูเลือนลางเหมือนวิญญาณ

"พวกม้าน่าจะอยู่หลังพุ่มไม้นั่น" โคแนนกระซิบ เสียงของเขาเบาหวิวราวกับลมพัดผ่านกิ่งไม้ "ฟัง!"

วาเลเรียได้ยินเสียงนั้นแล้ว ความเย็นวาบแล่นผ่านเข้าสู่กระแสเลือด นางเผลอวางมือขาวเนียนลงบนท่อนแขนสีน้ำตาลที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อของเพื่อนร่วมทางโดยไม่รู้ตัว จากหลังพุ่มไม้นั้น มีเสียงเคี้ยวโม่กระดูกดังสนั่นและเสียงฉีกเนื้อดังฉ่า พร้อมกับเสียงบดและเสียงซดน้ำลายของมื้ออาหารที่น่าสยดสยอง

"สิงโตไม่มีทางทำเสียงแบบนั้นแน่" โคแนนกระซิบ "บางอย่างกำลังกินม้าของเราอยู่ แต่มันไม่ใช่สิงโต—โครม!" (คำอุทานถึงเทพเจ้าของเขา)

เสียงนั้นหยุดลงกะทันหัน โคแนนสบถเบาๆ ลมที่พัดมาอย่างกะทันหันกำลังหอบเอาลิ่นของพวกเขาตรงไปหาจุดที่นักล่าลึกลับซ่อนตัวอยู่

"มันมาแล้ว!" โคแนนพึมพำพลางกึ่งยกดาบขึ้น

พุ่มไม้สั่นไหวอย่างรุนแรง วาเลเรียกำแขนของโคแนนแน่น แม้นางจะไม่เชี่ยวชาญเรื่องป่า แต่นางก็รู้ดีว่าไม่มีสัตว์ชนิดใดที่นางเคยเห็นจะสั่นพุ่มไม้สูงท่วมหัวได้ขนาดนั้น

"มันต้องตัวใหญ่เท่าช้างแน่ๆ" โคแนนพึมพำสะท้อนความคิดของนาง "มันคือตัวอะไรกัน..." เสียงของเขาขาดหายไปในความเงียบที่ตกตะลึง

หัวที่เหมือนหลุดออกมาจากฝันร้ายและความวิกลจริตพุ่งพรวดออกมาจากพุ่มไม้ กรามที่แสยะยิ้มเผยให้เห็นเขี้ยวสีเหลืองที่โชกเลือด เหนือปากที่อ้าค้างคือจมูกที่ดูเหมือนพวกสัตว์เลื้อยคลาน ดวงตาขนาดมหึมาเหมือนดวงตาของงูหลามที่ขยายขนาดขึ้นเป็นพันเท่าจ้องเขม็งมายังมนุษย์ที่แข็งทื่อราวกับหินซึ่งเกาะอยู่บนชะง่อนผาเหนือมัน เลือดเปรอะเปื้อนริมฝีปากที่ขรุขระและหยดลงมาจากปากขนาดมหึมา

ส่วนหัวที่ใหญ่กว่าหัวจระเข้นั้นต่อด้วยลำคอที่ยาวและปกคลุมด้วยเกล็ด ซึ่งมีหนามแหลมหยักเป็นแถวตั้งตระหง่านอยู่ และตามมาด้วยร่างที่บดขยี้หนามและต้นไม้เล็กๆ จนแหลกลาญ ลำตัวของมันใหญ่ยักษ์ราวกับยักษ์ไททัน ช่วงอกกลมโตเหมือนถังไม้ตั้งอยู่บนขาที่สั้นอย่างน่าขัน หน้าท้องสีขาวซีดแทบจะลากไปกับพื้น ขณะที่กระดูกสันหลังที่มีหนามหยักนั้นสูงกว่าที่โคแนนจะเอื้อมถึงแม้เขาจะเขย่งเท้าก็ตาม หางยาวที่มีหนามแหลมเหมือนหางของแมงป่องยักษ์ลากตามหลังมา

"กลับขึ้นไปบนผา เร็ว!" โคแนนสั่งพลางดันตัวหญิงสาวไปข้างหลังเขา "ข้าไม่คิดว่ามันจะปีนได้ แต่มันสามารถยืนด้วยขาหลังแล้วเอื้อมถึงเราได้แน่—"

ด้วยเสียงหักและฉีกขาดของพุ่มไม้และต้นไม้เล็กๆ สัตว์ประหลาดตัวนั้นพุ่งทะยานผ่านพงหนามมา และพวกเขาก็วิ่งหนีขึ้นไปบนหินต่อหน้ามันเหมือนใบไม้ที่ถูกลมพัดปลิว ขณะที่วาเลเรียพุ่งเข้าสู่ม่านใบไม้ นางเหลือบมองกลับไปและเห็นยักษ์ใหญ่ตัวนั้นยืนหยัดขึ้นด้วยขาหลังที่กำยำของมันอย่างน่าสยดสยองตามที่โคแนนคาดไว้ ภาพนั้นทำให้นางเกิดความตื่นตระหนกสุดขีด เมื่อมันยืนขึ้น สัตว์ร้ายดูจะตัวใหญ่กว่าเดิมมาก หัวที่ยาวเป็นจมูกแหลมของมันสูงตระหง่านอยู่ท่ามกลางหมู่ไม้ จากนั้นมือเหล็กของโคแนนก็คว้าข้อมือนางไว้และกระชากนางให้พุ่งเข้าไปในความมืดมัวของใบไม้ และออกมาสู่แสงแดดที่ร้อนระอุเบื้องบนอีกครั้ง ในจังหวะเดียวกับที่สัตว์ประหลาดตัวนั้นล้มตัวลงกระแทกเท้าหน้าเข้ากับชะง่อนผาด้วยแรงที่ทำให้ก้อนหินสั่นสะเทือน

เบื้องหลังของผู้หลบหนี หัวขนาดมหึมาพุ่งทะลุกิ่งไม้ขึ้นมา และพวกเขาจ้องลงไปเพียงชั่วครู่ที่น่าสยดสยองไปยังใบหน้าในฝันร้ายที่ถูกล้อมกรอบด้วยใบไม้สีเขียว ดวงตาที่ลุกเป็นไฟ กรามอ้าค้าง จากนั้นเขี้ยวยักษ์ก็ขบเข้าหากันอย่างไร้ผล แล้วหัวนั้นก็ถอยกลับไป หายลับไปจากสายตาของพวกเขาเหมือนกับมันจมลงไปในสระน้ำ

เมื่อมองลอดผ่านกิ่งไม้ที่หักซึ่งครูดกับหิน พวกเขาก็เห็นมันหมอบอยู่ด้วยขาหลังที่โคนผา จ้องเขม็งขึ้นมาที่พวกเขาโดยไม่กะพริบตา

วาเลเรียสั่นสะท้าน

"เจ้าคิดว่ามันจะหมอบอยู่ตรงนั้นนานแค่ไหน?"

โคแนนเตะหัวกะโหลกที่อยู่บนลานหินที่เต็มไปด้วยใบไม้

"เจ้าหมอนี่คงปีนขึ้นมาที่นี่เพื่อหนีมัน หรือไม่ก็ตัวที่เหมือนมัน เขาคงตายเพราะความหิวโหย ไม่มีกระดูกหักสักชิ้น เจ้าตัวนั้นต้องเป็นมังกรแน่ๆ เหมือนที่พวกคนดำเล่าไว้ในตำนานของพวกเขา ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง มันคงไม่ไปไหนจนกว่าเราจะตายทั้งคู่"

วาเลเรียมองเขาด้วยสายตาว่างเปล่า ความโกรธเคืองก่อนหน้านี้หายไปสิ้น นางพยายามข่มความตื่นตระหนกที่พุ่งพล่านขึ้นมา นางเคยพิสูจน์ความกล้าหาญที่บ้าบิ่นมาแล้วนับพันครั้งในการต่อสู้อันดุเดือดทั้งในทะเลและบนบก บนดาดฟ้าเรือรบที่อาบไปด้วยเลือดและกำลังไฟลุกโชน ในการบุกยึดเมืองที่มีกำแพงล้อมรอบ และบนหาดทรายที่ถูกเหยียบย่ำซึ่งเหล่าชายฉกรรจ์ผู้สิ้นหวังแห่งกองโจรพี่น้องสีแดงใช้มีดอาบเลือดของกันและกันเพื่อแย่งชิงความเป็นผู้นำ แต่ภาพเหตุการณ์ที่เผชิญหน้าอยู่ตอนนี้ทำให้เลือดในกายของนางเย็นเฉียบ การถูกดาบฟันในขณะที่การต่อสู้กำลังดุเดือดนั้นไม่มีอะไรเลย แต่การที่ต้องมานั่งนิ่งๆ อย่างไร้หนทางช่วยเทลือบนหินที่ว่างเปล่าจนกว่าจะตายด้วยความหิวโหย โดยถูกปิดล้อมโดยสัตว์ประหลาดที่หลงเหลือมาจากยุคบรรพกาล—ความคิดนี้ทำให้ความตื่นตระหนกเต้นเร้าอยู่ในสมองของนาง

"มันต้องไปกินน้ำกินท่าบ้างสิ" นางพูดอย่างหมดหวัง

"มันไม่ต้องไปไกลเพื่อทำทั้งสองอย่างหรอก" โคแนนชี้ให้เห็น "มันเพิ่งจะอิ่มหนำกับเนื้อม้าไป และเหมือนงูทั่วๆ ไปนั่นแหละ มันอยู่ได้นานโดยไม่ต้องกินหรือดื่มอะไรอีก แต่ดูเหมือนมันจะไม่นอนหลับหลังจากกินเสร็จเหมือนงูจริงๆ แฮะ อย่างไรก็ตาม มันปีนผานี้ไม่ได้หรอก"

โคแนนพูดอย่างไม่สะทกสะท้าน เขาเป็นคนเถื่อน และความอดทนอันน่าเกรงขามของป่าและลูกหลานของมันเป็นส่วนหนึ่งของเขาพอๆ กับความหิวกระหายและความโกรธแค้น เขาอดทนต่อสถานการณ์เช่นนี้ได้ด้วยความใจเย็นที่ผู้ที่มาจากโลกอารยธรรมไม่อาจทำได้

"เราหนีไปตามต้นไม้ไม่ได้หรือ? เดินทางผ่านกิ่งไม้เหมือนพวกลิงน่ะ?" นางถามอย่างสิ้นหวัง

เขาส่ายหัว "ข้าคิดเรื่องนั้นแล้ว กิ่งไม้ที่แตะชะง่อนผาข้างล่างนั่นมันอ่อนเกินไป มันคงหักเพราะน้ำหนักเรา อีกอย่าง ข้ามีความรู้สึกว่าไอ้ปีศาจนั่นสามารถถอนรากถอนโคนต้นไม้แถวนี้ได้ทุกต้นเลยล่ะ"

"แล้วเราจะมานั่งแหม่ะอยู่ตรงนี้จนกว่าจะหิวตายเหมือนเจ้าคนนั้นหรือไง?" นางตะโกนอย่างขัดใจ พลางเตะหัวกะโหลกจนเสียงดังโครมครามไปทั่วชะง่อนหิน "ข้าไม่เอาด้วยหรอก! ข้าจะลงไปตัดหัวที่สาปส่งของมันทิ้งเอง—"

โคแนนลงไปนั่งบนชะง่อนหินที่โคนยอดแหลม เขามองขึ้นมาด้วยประกายความชื่นชมในดวงตาที่ลุกเป็นไฟและร่างที่สั่นเทาด้วยความตึงเครียดของนาง แต่เมื่อรู้ว่านางกำลังอยู่ในอารมณ์ที่พร้อมจะทำเรื่องบ้าๆ ได้ทุกเมื่อ เขาจึงไม่ปล่อยให้ความชื่นชมนั้นหลุดลอดออกมาทางน้ำเสียง

"นั่งลง" เขาขู่ฟ่อในลำคอ พลางคว้าข้อมือนางแล้วดึงให้ลงมานั่งบนเข่าของเขา นางกำลังตกใจเกินกว่าจะขัดขืนเมื่อเขาดึงดาบออกจากมือนางแล้วเสียบมันกลับเข้าฝัก "นั่งนิ่งๆ แล้วสงบสติอารมณ์ซะ เจ้าก็แค่จะทำดาบเหล็กของเจ้าหักกับเกล็ดของมันเท่านั้นแหละ มันจะงับเจ้าเข้าไปในคำเดียว หรือไม่ก็ฟาดเจ้าให้แหลกเหมือนไข่ด้วยหางหนามของมัน เราจะหาทางออกจากวิกฤตนี้ด้วยวิธีอื่น แต่ไม่ใช่การถูกมันเคี้ยวแล้วกลืนลงท้อง"

นางนิ่งไม่ตอบคำ และไม่ได้พยายามจะผลักไสวงแขนที่โอบรอบเอวของนางออกไป นางรู้สึกกลัว และความรู้สึกนี้เป็นสิ่งใหม่สำหรับ วาเลเรีย แห่งกองโจรพี่น้องสีแดง ดังนั้นนางจึงนั่งอยู่บนเข่าของเพื่อนร่วมทาง—หรือผู้คุม—ด้วยความว่าง่ายที่น่าจะทำให้ซารัลโลต้องตะลึง ซารัลโลผู้ที่เคยด่าทอนางว่าเป็นนางปีศาจที่หลุดมาจากฮาเร็มของนรก

โคแนนเล่นปอยผมสีทองที่หยิกหยอยของนางอย่างเหม่อลอย ดูเหมือนจะสนใจเพียงแค่การได้ครอบครองนางเท่านั้น ทั้งโครงกระดูกที่แทบเท้าหรือสัตว์ประหลาดที่หมอบอยู่เบื้องล่างไม่ได้รบกวนจิตใจเขาหรือทำให้ความสนใจของเขาลดน้อยลงเลย

ดวงตาที่ไม่หยุดนิ่งของหญิงสาว กวาดมองไปที่ใบไม้เบื้องล่างจนพบกับสีสันที่สดใสท่ามกลางสีเขียวขจี มันคือผลไม้ที่มีลักษณะเป็นทรงกลมขนาดใหญ่ สีแดงเข้มห้อยลงมาจากกิ่งไม้ที่มีใบกว้างสีเขียวสดใสเป็นพิเศษ นางเริ่มรู้สึกทั้งกระหายและหิว แม้ว่าความกระหายจะไม่เข้าจู่โจมนางจนกระทั่งนางรู้ว่าไม่สามารถลงจากหน้าผาไปหาอาหารและน้ำได้

"เราไม่ต้องหิวตายหรอก" นางพูด "มีผลไม้ที่อยู่ใกล้พอจะเอื้อมถึง"

โคแนนมองตามที่นางชี้

"ถ้าเรากินไอ้นั่นเข้าไป เราก็ไม่ต้องรอให้มังกรกัดหรอก" เขาบ่นอุทานในลำคอ "นั่นคือสิ่งที่คนผิวดำแห่งคูไซต์เรียกว่า แอปเปิลแห่งเดอร์เกตา (Apples of Derketa) เดอร์เกตาคือราชินีแห่งความตาย ดื่มน้ำของมันเพียงนิดเดียว หรือปล่อยให้มันโดนผิวหนัง เจ้าก็จะตายก่อนที่จะร่วงลงไปถึงโคนผานี้เสียอีก"

"โอ้!"

นางจมดิ่งลงสู่ความเงียบอันหดหู่ ดูเหมือนจะไม่มีทางออกจากสถานการณ์เลวร้ายนี้เลย นางครุ่นคิดอย่างเศร้าหมอง นางไม่เห็นทางหนี และดูเหมือนโคแนนจะกังวลแต่เรื่องเอวที่นุ่มนวลและปอยผมที่หยิกหยอยของนางเท่านั้น หากเขากำลังคิดแผนการหนีอยู่ เขาก็ไม่ได้แสดงออกมาให้เห็นเลย

"ถ้าเจ้าจะกรุณาถอนมือออกจากตัวข้านานพอที่จะปีนขึ้นไปบนยอดแหลมนั่น" นางพูดขึ้นในเวลาต่อมา "เจ้าจะได้เห็นบางอย่างที่จะทำให้เจ้าประหลาดใจ"

เขาเหล่ตามองนางอย่างสงสัย แล้วยอมทำตามด้วยการยักไหล่ที่หนาบึกบึน เขาเกาะยอดหอคอยหินแล้วจ้องมองออกไปเหนือหลังคาป่า

เขายืนนิ่งอยู่นานครู่หนึ่ง โพสท่าราวกับรูปปั้นทองแดงบนโขดหิน

"มันเป็นเมืองที่มีกำแพงล้อมรอบจริงๆ ด้วย" เขาพึมพำออกมา "นั่นคือที่ที่เจ้ากำลังจะไป ตอนที่เจ้าพยายามจะไล่ข้าให้ไปที่ชายฝั่งคนเดียวใช่ไหม?"

"ข้าเห็นมันก่อนที่เจ้าจะมา ข้าไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับมันตอนที่ข้าออกจากซัคเมต"

"ใครจะไปคิดว่าจะเจอเมืองที่นี่? ข้าไม่เชื่อว่าพวกสไตเจียนจะเคยบุกเบิกมาไกลขนาดนี้ พวกคนดำจะสร้างเมืองแบบนั้นได้หรือ? ข้าไม่เห็นฝูงสัตว์ในที่ราบเลย ไม่เห็นร่องรอยของการเพาะปลูก หรือผู้คนที่เคลื่อนไหวไปมา"

"เจ้าหวังจะเห็นทั้งหมดนั่นในระยะไกลขนาดนี้ได้ยังไง?" นางถาม

เขายักไหล่แล้วหย่อนตัวลงมาบนลานหิน

"เอาเถอะ พวกคนในเมืองนั่นช่วยเราตอนนี้ไม่ได้หรอก และพวกเขาอาจจะไม่ช่วยถึงแม้จะช่วยได้ก็ตาม พวกคนในดินแดนคนดำมักจะไม่เป็นมิตรกับคนแปลกหน้า มีหวังคงเอาหอกมาไล่เสียบเราจนพรุน—"

เขาหยุดกะทันหันและยืนนิ่ง ราวกับว่าเขาลืมสิ่งที่กำลังพูดไปเสียสนิท เขามองไปที่ลูกกลมๆ สีแดงเข้มที่ส่องประกายอยู่ท่ามกลางใบไม้ด้วยสายตาเคร่งเครียด

"หอก!" เขาพึมพำ "ข้านี่มันโง่บรมจริงๆ ที่ไม่คิดเรื่องนี้ให้เร็วกว่านี้! นี่แหละที่เขาว่าผู้หญิงสวยๆ มักจะทำให้สมองของผู้ชายรวน"

"เจ้ากำลังพูดเรื่องอะไร?" นางถาม

โดยไม่ตอบคำถามของนาง เขาลงไปที่แนวใบไม้แล้วมองลอดลงไป สัตว์ร้ายตัวใหญ่ยังคงหมอบอยู่เบื้องล่าง เฝ้ามองชะง่อนผาด้วยความอดทนที่น่าสะพรึงกลัวตามสไตล์พวกสัตว์เลื้อยคลาน เผ่าพันธุ์ของมันตัวหนึ่งคงเคยจ้องมองบรรพบุรุษมนุษย์ถ้ำที่หนีขึ้นไปติดอยู่บนโขดหินสูงในยุคเริ่มแรกของโลกเช่นนี้เหมือนกัน โคแนนสบถด่ามันอย่างไม่ใส่ใจนัก และเริ่มตัดกิ่งไม้ เอื้อมมือออกไปและตัดพวกมันจากจุดที่ไกลที่สุดเท่าที่จะเอื้อมถึง แรงสั่นสะเทือนของใบไม้ทำให้สัตว์ประหลาดเริ่มกระสับกระส่าย มันลุกขึ้นจากขาหลังและฟาดหางที่น่าเกลียดของมันไปมา บดขยี้ต้นไม้เล็กๆ ราวกับว่ามันเป็นไม้จิ้มฟัน โคแนนมองมันอย่างระแวดระวังจากหางตา และในขณะที่วาเลเรียเชื่อว่ามังกรกำลังจะพุ่งตัวขึ้นมาบนหน้าผาอีกครั้ง ชาวซิมเมอเรียนก็ถอยกลับขึ้นไปบนลานหินพร้อมกับกิ่งไม้ที่เขาตัดมาได้ มีสามกิ่ง เป็นลำไม้เรียวยาวประมาณเจ็ดฟุต แต่ขนาดไม่ใหญ่ไปกว่านิ้วหัวแม่มือของเขา เขายังตัดเถาวัลย์ที่เหนียวและบางมาอีกหลายเส้นด้วย

"กิ่งไม้พวกนี้มันเบาเกินไปที่จะทำด้ามหอก และเถาวัลย์พวกนี้ก็ไม่หนาไปกว่าเชือกเลย" เขาตั้งข้อสังเกต พลางชี้ไปที่พุ่มไม้รอบชะง่อนผา "มันรับน้ำหนักเราไม่ได้—แต่ความแข็งแกร่งอยู่ที่การรวมพลัง นั่นคือสิ่งที่พวกคนทรยศชาวอกวิโลเนียมักจะบอกพวกเราชาวซิมเมอเรียนตอนที่พวกเขาเข้ามาในหุบเขาเพื่อรวบรวมกองทัพไปบุกรุกประเทศของตัวเอง แต่พวกเรามักจะสู้กันแบบแยกตระกูลแยกเผ่าเสมอ"

"แล้วมันเกี่ยวอะไรกับไม้พวกนี้ล่ะ?" นางถามอย่างสงสัย

"เจ้าคอยดูเถอะ"

เขารวบกิ่งไม้เข้าด้วยกันเป็นมัดที่แน่นหนา แล้วสอดด้ามมีดสั้นเข้าไปที่ปลายด้านหนึ่ง จากนั้นเขาก็ใช้เถาวัลย์พันพวกมันเข้าด้วยกัน และเมื่อเขาทำงานเสร็จ เขาก็ได้หอกที่มีความแข็งแรงไม่ใช่น้อย โดยมีด้ามหอกที่มั่นคงยาวเจ็ดฟุต

"แล้วมันจะมีประโยชน์อะไร?" นางถาม "เจ้าบอกข้าเองไม่ใช่หรือว่าคมดาบแทงเกล็ดของมันไม่เข้า—"

"มันไม่ได้มีเกล็ดไปทั้งตัวหรอกนะ" โคแนนตอบ "การจะถลกหนังเสือดาวน่ะ มันมีมากกว่าหนึ่งวิธีเสมอแหละ"

เขาขยับลงไปที่ขอบแนวใบไม้ เอื้อมหอกขึ้นไปแล้วแทงคมมีดเข้าไปใน แอปเปิลแห่งเดอร์เกตา ลูกหนึ่งอย่างระมัดระวัง พลางเบี่ยงตัวหลบหยดน้ำสีม่วงเข้มที่หยดลงมาจากผลไม้ที่ถูกแทง ไม่นานเขาก็ชักใบมีดออกมาแล้วชูให้นางเห็นเหล็กสีฟ้าที่บัดนี้เปื้อนไปด้วยสีม่วงแดงที่หม่นหมอง

"ข้าไม่รู้ว่ามันจะได้ผลหรือเปล่า" เขาเอ่ย "แต่พิษนี่มีมากพอจะฆ่าช้างได้เลยล่ะ... เอาเถอะ เดี๋ยวเราก็ได้รู้กัน"

วาเลเรียตามเขาลงมาติดๆ ในขณะที่เขาสอดตัวลอดผ่านพุ่มใบไม้ลงไป โคแนนถือหอกอาบพิษอย่างระมัดระวังให้ห่างจากตัว เขาโผล่หัวออกไปจากกิ่งไม้และเริ่ม "ทักทาย" สัตว์ร้ายตัวนั้น

"คอยอะไรอยู่ตรงนั้นวะ ไอ้ลูกไม่มีพ่อมีแม่?" นั่นคือหนึ่งในคำด่าที่พอจะแปลเป็นภาษาชาวบ้านได้ของเขา "ชูหัวอัปลักษณ์ของแกขึ้นมาสิ ไอ้สัตว์คอยาว—หรือจะให้ข้าลงไปเตะกระดูกสันหลังเน่าๆ ของแกให้หลุดออกมาเอง?"

เขายังพ่นคำด่าออกมาอีกยืดยาว บางคำก็สละสลวยจนวาเลเรียถึงกับตาค้าง แม้นางจะเคยผ่านการเรียนรู้คำหยาบจากเหล่านักเดินเรือมานับไม่ถ้วนก็ตาม และมันก็ได้ผลเสียด้วย เช่นเดียวกับการเห่าไม่หยุดของสุนัขที่มักจะกวนประสาทสัตว์ที่รักความสงบ เสียงตะโกนโหวกเหวกของมนุษย์ย่อมปลุกเร้าความกลัวในใจสัตว์บางชนิด แต่สำหรับบางชนิดมันคือความโกรธแค้นอย่างบ้าคลั่ง ทันใดนั้นเอง สัตว์ร้ายร่างยักษ์ก็พุ่งตัวขึ้นด้วยขาหลังที่ทรงพลังอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ มันยืดคอและลำตัวขึ้นอย่างสุดกำลังเพื่อที่จะเอื้อมให้ถึงมนุษย์ตัวจิ๋วที่บังอาจทำลายความเงียบงันในอาณาจักรโบราณของมัน

ทว่าโคแนนกะระยะไว้แม่นยำแล้ว หัวขนาดมหึมาของมันพุ่งชนกิ่งไม้ที่อยู่ต่ำกว่าเขาไปห้าฟุตอย่างรุนแรงแต่ไร้ผล และในขณะที่ปากอันกว้างใหญ่ของมันอ้าค้างเหมือนงูยักษ์ โคแนนก็ซัดหอกเข้าใส่รอยพับสีแดงที่ข้อต่อขากรรไกรของมันทันที เขาแทงลงไปด้วยแรงทั้งหมดที่มีจากแขนทั้งสองข้าง ส่งคมมีดสั้นปักลึกเข้าไปในเนื้อ เส้นเอ็น และกระดูกจนมิดด้าม

ขากรรไกรของมันงับเข้าหากันอย่างรุนแรงโดยสัญชาตญาณจนด้ามหอกสามกิ่งหักสะบั้น แรงปะทะนั้นเกือบทำให้โคแนนร่วงจากที่ยึด เขาคงตกลงไปแล้วหากไม่ได้หญิงสาวข้างหลังคว้าเข็มขัดดาบของเขาไว้ได้ทันท่วงที เขาเกาะแง่หินไว้มั่นแล้วหันมายิ้มขอบคุณนาง

เบื้องล่างบนพื้นดิน สัตว์ประหลาดตัวนั้นกำลังดิ้นพล่านเหมือนหมาที่ถูกพริกไทยพ่นใส่ตา มันสะบัดหัวไปมา ใช้กรงเล็บตะกุย และอ้าปากกว้างจนสุดครั้งแล้วครั้งเล่า ในที่สุดมันก็ใช้เท้าหน้าขนาดใหญ่เหยียบเศษด้ามหอกที่เหลือแล้วกระชากคมมีดออกมาได้สำเร็จ จากนั้นมันก็ชูคอขึ้น ปากอ้ากว้างพ่นเลือดสีแดงฉาน และจ้องมองขึ้นมาบนหน้าผาด้วยความโกรธแค้นที่ดูแสนฉลาดและมีสมาธิเสียจนวาเลเรียต้องตัวสั่นและชักดาบออกมา เกล็ดตามหลังและสีข้างของมันเปลี่ยนจากสีน้ำตาลสนิมเป็นสีแดงฉานที่น่าขนลุก สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือความเงียบของมันถูกทำลายลง เสียงที่ดังออกมาจากปากที่โชกเลือดนั้นไม่ได้เหมือนเสียงของสิ่งมีชีวิตใดๆ บนโลกมนุษย์เลย

ด้วยเสียงคำรามที่แหบพร่าและบาดแก้วหู มังกรพุ่งเข้าใส่ชะง่อนผาซึ่งเป็นป้อมปราการของศัตรู หัวขนาดมหึมาของมันพุ่งชนกิ่งไม้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า งับอากาศที่ว่างเปล่าอย่างบ้าคลั่ง มันโถมน้ำหนักตัวมหาศาลเข้าใส่ก้อนหินจนสั่นสะเทือนตั้งแต่ฐานจนถึงยอด และเมื่อมันยืนตระหง่านขึ้น มันก็ใช้ขาหน้าเกาะหินไว้เหมือนมนุษย์ พยายามจะถอนรากถอนโคนหน้าผานั้นราวกับมันเป็นเพียงต้นไม้ต้นหนึ่ง

การแสดงออกถึงความบ้าคลั่งจากยุคดึกดำบรรพ์นี้ทำให้วาเลเรียเสียวสันหลังวาบ แต่สำหรับโคแนนซึ่งมีจิตวิญญาณใกล้เคียงกับธรรมชาติเบื้องลึกอยู่แล้ว เขากลับไม่ได้รู้สึกอะไรนอกจากความสนใจอย่างเข้าใจ สำหรับคนเถื่อนอย่างเขา ช่องว่างระหว่างมนุษย์กับสัตว์ไม่ได้กว้างขวางเหมือนที่วาเลเรียคิด สัตว์ร้ายเบื้องล่างสำหรับโคแนนก็เป็นเพียงรูปแบบหนึ่งของชีวิตที่แตกต่างจากเขาแค่รูปร่างภายนอก เขาประเมินว่ามันมีลักษณะนิสัยคล้ายกับตนเอง เห็นความโกรธของมันเป็นสิ่งเดียวกับโทสะของเขา และเห็นเสียงคำรามของมันเป็นเพียงคำสบถแบบสัตว์เลื้อยคลานที่โต้ตอบคำด่าของเขาเท่านั้น ด้วยความรู้สึกที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับสิ่งมีชีวิตป่า แม้กระทั่งมังกร เขาจึงไม่มีความรู้สึกขยะแขยงหรือสยดสยองเหมือนที่วาเลเรียรู้สึกเมื่อเห็นความดุร้ายของมัน

เขานั่งเฝ้ามองมันอย่างใจเย็น พลางชี้ให้เห็นการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ของน้ำเสียงและท่าทางของมัน

"พิษเริ่มออกฤทธิ์แล้ว" เขาพูดด้วยความมั่นใจ

"ข้าไม่เชื่อหรอก" วาเลเรียมองว่ามันเป็นเรื่องเหลวไหลที่จะคิดว่าสิ่งใดก็ตาม ต่อให้มีพิษร้ายแรงแค่ไหน จะส่งผลต่อภูเขาเนื้อและกล้ามเนื้อที่บ้าคลั่งตัวนั้นได้

"น้ำเสียงของมันมีความเจ็บปวดปนอยู่" โคแนนยืนยัน "ตอนแรกมันแค่โกรธที่เจ็บแผลที่กราม แต่ตอนนี้มันกำลังโดนพิษเล่นงาน ดูนั่น! มันเริ่มโซเซแล้ว อีกไม่กี่นาทีมันจะตาบอด ข้าบอกเจ้าแล้วไง"

ทันใดนั้น มังกรก็ซวนเซกลับหลังและพุ่งชนพุ่มไม้จากไปอย่างสะเปะสะปะ

"มันหนีไปแล้วหรือ?" วาเลเรียถามอย่างไม่สบายใจ

"มันกำลังมุ่งหน้าไปที่สระน้ำ!" โคแนนสปริงตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว "พิษทำให้มันหิวน้ำ ไปเร็ว! อีกประเดี๋ยวเดียวมันจะตาบอด แต่มันยังดมกลิ่นตามกลับมาที่โคนผาได้ และถ้ากลิ่นของเรายังอยู่ที่นี่ มันจะสืบจนเจอและนั่งเฝ้าจนกว่ามันจะตายเอง และเสียงร้องของมันอาจจะเรียกพวกตัวอื่นมาด้วย ไปกันเถอะ!"

"ลงไปข้างล่างเนี่ยนะ?" วาเลเรียตกใจแทบสิ้นสติ

"แน่นอน! เราจะมุ่งหน้าไปที่เมือง! พวกนั้นอาจจะตัดหัวเราทิ้ง แต่ก็นั่นแหละคือโอกาสเดียวของเรา เราอาจจะเจอมังกรอีกเป็นพันตัวระหว่างทาง แต่ถ้าอยู่ที่นี่คือตายสถานเดียว ถ้าเรารอจนมันตาย เราอาจจะต้องรับมือกับตัวอื่นๆ อีกเป็นโหล ตามข้ามา เร็วเข้า!"

เขาปีนลงไปตามทางลาดอย่างรวดเร็วราวกับลิง หยุดรอเพียงเพื่อช่วยเพื่อนร่วมทางที่คล่องแคล่วน้อยกว่า ซึ่งก่อนที่จะได้เห็นชาวซิมเมอเรียนปีนป่าย วาเลเรียเคยหลงคิดว่าตัวเองเก่งกาจไม่แพ้ชายอกสามศอกคนไหน ไม่ว่าจะบนเสากระโดงเรือหรือบนหน้าผาชัน

พวกเขาไต่ลงมาท่ามกลางความมืดใต้ร่มไม้และแตะพื้นดินอย่างเงียบเชียบ แม้วาเลเรียจะรู้สึกว่าเสียงหัวใจที่เต้นรัวของนางต้องดังไปถึงไหนต่อไหนแน่ๆ เสียงขย้อนน้ำและเสียงซดน้ำดังมาจากหลังพุ่มไม้ทึบ บ่งบอกว่ามังกรกำลังดื่มน้ำอยู่ที่สระ

"พอมันกินน้ำจนเต็มอิ่ม มันจะกลับมา" โคแนนพึมพำ "พิษอาจใช้เวลาหลายชั่วโมงกว่าจะฆ่ามันได้—ถ้ามันฆ่าได้จริงๆ น่ะนะ"

ที่ไหนสักแห่งนอกป่าดงดิบ ดวงอาทิตย์กำลังลับขอบฟ้า ป่ากลายเป็นโลกแห่งแสงสลัวที่มีเงาสีดำและทัศนียภาพที่เลือนลาง โคแนนจับข้อมือวาเลเรียแล้วพาย่องหนีไปจากโคนผา เขาเดินได้เงียบกว่าลมที่พัดผ่านลำต้นไม้เสียอีก แต่วาเลเรียกลับรู้สึกว่ารองเท้าบูตนุ่มๆ ของนางเหมือนกำลังประกาศให้ป่าทั้งป่ารู้ว่าพวกนางกำลังหนี

"ข้าไม่คิดว่ามันจะสะกดรอยตามรอยเท้าได้" โคแนนพึมพำ "แต่ถ้าลมพัดเอากลิ่นตัวเราไปหามัน มันจะดมกลิ่นตามล่าเราจนเจอ"

"เทพมิทรา ขออย่าให้ลมพัดเลย!" วาเลเรียกระซิบภาวนา

ใบหน้าของนางขาวซีดท่ามกลางความมืด นางจับดาบในมือที่ว่างอยู่ไว้แน่น แต่สัมผัสของด้ามดาบหนังฉลามกลับทำให้นางรู้สึกไร้ที่พึ่งอย่างบอกไม่ถูก

พวกเขายังอยู่ห่างจากชายป่าอีกพอสมควรเมื่อได้ยินเสียงกิ่งไม้หักและเสียงโครมครามดังมาจากข้างหลัง วาเลเรียกัดริมฝีปากเพื่อกลั้นเสียงร้อง

"มันตามรอยเรามาแล้ว!" นางกระซิบอย่างดุดัน

โคแนนส่ายหัว

"มันไม่ได้ดมกลิ่นเราจากโขดหิน แต่มันกำลังคลำทางมั่วๆ ในป่าเพื่อหาทางดมกลิ่นเราให้เจอ ไปเร็ว! ตอนนี้มีแต่ต้องไปถึงเมืองเท่านั้น! มันล้มต้นไม้ได้ทุกต้นที่เราจะปีนหนี ถ้าเพียงแต่ลมสงบลงแบบนี้..."

พวกเขาลอบเดินต่อไปจนกระทั่งต้นไม้เริ่มบางตาลงเบื้องหน้า เบื้องหลังของพวกเขา ป่ากลายเป็นมหาสมุทรแห่งเงาดำที่มืดมิด เสียงหักของกิ่งไม้ที่น่าขนลุกยังคงดังตามหลังมาเป็นระยะ ในขณะที่มังกรเดินโซเซอย่างสับสน

"ที่ราบอยู่ข้างหน้านี้เอง" วาเลเรียกระซิบ "อีกนิดเดียวเราก็จะ—"

"โครม!" โคแนนสบถ

"มิทรา!" วาเลเรียกระซิบ

ลมพัดกรรโชกมาจากทิศใต้

มันพัดผ่านตัวพวกเขาตรงเข้าไปในป่าที่มืดมิดเบื้องหลังทันที ทันใดนั้น เสียงคำรามที่น่าสยดสยองก็สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งป่า เสียงหักกิ่งไม้อย่างไร้จุดหมายเปลี่ยนเป็นเสียงบดขยี้อย่างต่อเนื่องเมื่อมังกรพุ่งตรงมาเหมือนพายุบุแคมไปยังจุดที่กลิ่นของศัตรูถูกพัดพามา

"วิ่ง!" โคแนนแยกเขี้ยว ดวงตาของเขาลุกโชนเหมือนหมาป่าที่ติดจั่น "ทำได้แค่นี้แหละ!"

รองเท้าบูตของนักเดินเรือไม่ได้ทำมาเพื่อวิ่งแข่ง และชีวิตโจรสลัดก็ไม่ได้ฝึกให้ใครกลายเป็นนักวิ่งลมกรด ไม่ถึงร้อยหลาวาเลเรียก็เริ่มหอบและก้าวขาไม่ออกเสียแล้ว และเบื้องหลังของพวกเขา เสียงถล่มทลายก็เปลี่ยนเป็นเสียงกัมปนาทที่ดังกึกก้องราวกับฟ้าร้องเมื่อสัตว์ร้ายพุ่งออกมาจากพุ่มไม้เข้าสู่พื้นที่โล่งกว่า

อ้อมแขนเหล็กของโคแนนโอบเอวหญิงสาวแล้วกึ่งหิ้วกึ่งลากนางไป เท้าของนางแทบไม่แตะพื้นขณะที่นางถูกพาไปด้วยความเร็วที่ไม่มีทางทำได้ด้วยตัวเอง หากเขาสามารถหนีให้พ้นทางของมันได้สักพัก ลมที่ทรยศนั่นอาจจะเปลี่ยนทิศ—แต่ลมยังคงพัดอยู่ และเมื่อโคแนนเหลียวมองข้ามไหล่ไปเขาก็เห็นว่าสัตว์ร้ายเกือบจะถึงตัวพวกเขาแล้ว มันพุ่งมาเหมือนเรือรบกลางพายุ เขาผลักวาเลเรียออกไปสุดแรงจนนางเซไปหลายสิบฟุตแล้วล้มลงกองที่โคนต้นไม้ที่ใกล้ที่สุด จากนั้นชาวซิมเมอเรียนก็หมุนตัวกลับยืนขวางทางเจ้ายักษ์ใหญ่ที่กำลังถล่มมา

ด้วยความมั่นใจว่าความตายอยู่ตรงหน้าแล้ว ชาวซิมเมอเรียนทำตามสัญชาตญาณ เขาโถมตัวเข้าใส่ใบหน้าอันน่าสยดสยองที่กำลังพุ่งเข้ามาหาเขาเต็มแรง เขาเหวี่ยงดาบฟันเหมือนแมวป่า รู้สึกได้ว่าคมดาบกรีดลึกเข้าไปในเกล็ดที่หุ้มจมูกยักษ์นั้น—จากนั้นแรงปะทะมหาศาลก็กระแทกเขาจนกลิ้งหลุนๆ ไปไกลกว่าห้าสิบฟุต ลมหายใจถูกอัดจนหมดปอดและเกือบสิ้นสติ

แม้แต่ตัวเขาเองก็บอกไม่ได้ว่าเขากลับมายืนหยัดได้ยังไงในสภาพที่มึนงงขนาดนั้น แต่ความคิดเดียวที่เต็มหัวของเขาก็คือผู้หญิงที่นอนมึนงงและไร้ทางสู้ ซึ่งอยู่ในทิศทางที่ปีศาจร้ายกำลังพุ่งไปพอดี และก่อนที่ลมหายใจจะกลับคืนสู่ลำคอ เขาก็ไปยืนขวางหน้านางพร้อมกับดาบในมือเสียแล้ว

นางนอนอยู่ในจุดที่เขาเหวี่ยงไป และกำลังพยายามพยุงตัวขึ้นนั่ง ทั้งเขี้ยวที่ฉีกขาดและเท้าที่เหยียบย่ำไม่ได้โดนตัวนางเลย เป็นหัวไหล่หรือขาหน้าของมันที่กระแทกโดนโคแนน และสัตว์ร้ายที่ตาบอดก็พุ่งเลยไป มันลืมเหยื่อที่ดมกลิ่นตามมาไปสิ้นในวินาทีสุดท้ายที่ความเจ็บปวดจากการใกล้ตายจู่โจม มันพุ่งตรงไปข้างหน้าจนหัวที่อยู่ต่ำของมันชนเข้ากับต้นไม้ยักษ์ที่ขวางทางอยู่ แรงปะทะนั้นถอนรากถอนโคนต้นไม้ และคงทำให้สมองในกะโหลกที่บิดเบี้ยวนั้นแหลกสลาย ทั้งต้นไม้และสัตว์ประหลาดล้มลงไปพร้อมกัน มนุษย์ที่กำลังมึนงงทั้งสองเห็นกิ่งไม้และใบไม้สั่นไหวจากการดิ้นเฮือกสุดท้ายของมัน—ก่อนที่ทุกอย่างจะสงบนิ่งไป

โคแนนพยุงวาเลเรียให้ลุกขึ้น และทั้งคู่ก็เริ่มกึ่งวิ่งกึ่งโซเซหนีออกมา ไม่กี่อึดใจต่อมาพวกเขาก็ออกมาสู่ความสงบเงียบยามโพล้เพล้ของที่ราบอันไร้ต้นไม้

โคแนนหยุดพักครู่หนึ่งแล้วมองย้อนกลับไปยังป่าที่มืดมิดเบื้องหลัง ไม่มีใบไม้ไหว ไม่มีนกร้อง มันเงียบงันเหมือนที่มันเคยเป็นมาก่อนที่มนุษย์จะถูกสร้างขึ้นมาเสียอีก

"ไปเถอะ" โคแนนพึมพำพลางจูงมือเพื่อนร่วมทาง "ตอนนี้ต้องวัดดวงกันแล้ว ถ้ามีมังกรออกมาจากป่าตามเรามาอีกล่ะก็..."

เขาไม่จำเป็นต้องพูดประโยคนี้ให้จบ

เมืองดูลึกลับและห่างไกลเหลือเกินเมื่อมองข้ามที่ราบไป มันดูไกลกว่าตอนที่มองจากยอดผาเสียอีก หัวใจของวาเลเรียเต้นรัวจนนางรู้สึกเหมือนมันจะบดขยี้ลำคอ ทุกย่างก้าวนางหวังจะได้ยินเสียงพุ่มไม้หักและเห็นฝันร้ายขนาดมหึมาพุ่งตามออกมาอีก แต่ไม่มีอะไรทำลายความเงียบของพงไม้ได้เลย

เมื่อระยะห่างระหว่างพวกเขากับชายป่าเพิ่มขึ้นเป็นหนึ่งไมล์ วาเลเรียก็เริ่มหายใจคล่องขึ้น ความมั่นใจในตัวเองเริ่มกลับคืนมา ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้วและความมืดกำลังปกคลุมที่ราบ มีเพียงแสงดาวที่ทำให้พุ่มกระบองเพชรดูเหมือนวิญญาณแคระแกร็น

"ไม่มีวัว ไม่มีทุ่งนา" โคแนนพึมพำ "คนพวกนี้มีชีวิตอยู่ได้ยังไง?"

"บางทีวัวอาจจะอยู่ในคอกตอนกลางคืน" วาเลเรียสันนิษฐาน "และทุ่งนาหรือทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์อาจจะอยู่อีกด้านหนึ่งของเมืองก็ได้"

"อาจจะนะ" เขาบ่น "แต่ข้าไม่เห็นอะไรเลยตอนมองจากยอดผา"

ดวงจันทร์ลอยขึ้นเบื้องหลังเมือง ทำให้เห็นเงาของกำแพงและหอคอยเป็นสีดำตัดกับแสงสีเหลืองนวล วาเลเรียตัวสั่น เมืองแปลกหน้านี้เมื่อตัดกับดวงจันทร์ดูเงียบงันและลึกลับอย่างน่าประหลาด

บางทีโคแนนอาจจะรู้สึกแบบเดียวกัน เขาหยุดเดิน มองไปรอบๆ แล้วพึมพำว่า "เราพักกันตรงนี้แหละ ไม่มีประโยชน์ที่จะไปถึงประตูเมืองในตอนกลางคืน พวกนั้นคงไม่ปล่อยให้เราเข้าไปหรอก อีกอย่าง เราต้องการพักผ่อน และเราไม่รู้ว่าพวกเขาจะต้อนรับเรายังไง การนอนสักสองสามชั่วโมงจะทำให้เราพร้อมที่จะสู้หรือหนีได้มากกว่า"

เขานำทางไปยังพุ่มกระบองเพชรที่ขึ้นเรียงกันเป็นวงกลม—ซึ่งเป็นลักษณะปกติของทะเลทรายทางใต้ เขาใช้ดาบฟันเปิดทางและส่งสัญญาณให้วาเลเรียเข้าไปข้างใน

"อย่างน้อยตรงนี้เราก็ปลอดภัยจากพวกงู"

นางมองย้อนกลับไปด้วยความหวาดกลัวไปยังเส้นสีดำที่บ่งบอกถึงชายป่าซึ่งอยู่ห่างออกไปหกไมล์

"ถ้ามีมังกรออกมาจากป่าล่ะ?"

"เราจะผลัดกันเฝ้ายาม" เขาตอบ แม้เขาจะไม่ได้บอกว่าจะทำอย่างไรหากเกิดเหตุการณ์นั้นจริงๆ เขากำลังจ้องมองไปที่เมืองที่อยู่ห่างออกไปไม่กี่ไมล์ ไม่มีแสงไฟลอดออกมาจากยอดแหลมหรือหอคอยเลย มันเป็นมวลสีดำขนาดมหึมาที่แฝงไปด้วยความลึกลับ ตั้งตระหง่านอย่างมีปริศนาตัดกับท้องฟ้าใต้แสงจันทร์

"นอนเถอะ ข้าจะอยู่ยามกะแรกเอง"

นางลังเลและมองเขาอย่างไม่มั่นใจ แต่เขานั่งขัดสมาธิลงที่ทางเข้า หันหน้าไปทางที่ราบ ดาบพาดอยู่บนเข่า และหันหลังให้นาง โดยไม่มีคำพูดใดๆ ต่อจากนั้น นางก็เอนตัวลงนอนบนพื้นทรายภายในวงล้อมหนาม

"ปลุกข้าด้วยนะ เมื่อดวงจันทร์อยู่ตรงหัว" นางสั่ง

เขาไม่ตอบและไม่หันมามอง ภาพสุดท้ายที่นางเห็นก่อนจะจมดิ่งสู่การหลับใหล คือแผ่นหลังที่กำยำของเขาซึ่งนิ่งสงบราวกับรูปปั้นที่แกะสลักจากทองแดง โดยมีดวงดาวที่พราวระยับอยู่เบื้องหลัง

กดอ่านตอนต่อไป >> ที่นี่ <<

.⋆。🌶️🌿˚ และนอกจากนิยายโรมานซ์อ่านสนุกเรื่องนี้แล้ว คุณนักอ่านสามารถสนับสนุนผลงาน #นิยายรสแซ่บจัดจ้านจนนิพพานสีจมปูว์ ของ #แมงมุมใต้เตียง ที่แต่งจบแล้วพร้อมอ่านได้เลยได้ที่ comment หรือที่ BIO ตลอด 24 ชั่วโมง นะคะ ✨👇✨ สุดปัง สุดปัง กำลังรับนักอ่านจำนวนไม่จำกัด!
#นิยาย | #อ่านนิยาย | #eBook | #romancenovels | #fiction  | #นิยายอ่านสนุกทุกเทศกาล #2025trend #ตำนานรักของเทพเจ้า

 แวะชม แวะอ่าน แวะโหลดนิยายรสแซ่บจัดจ้านที่ใครก็อยากมีไว้อ่านก่อนนอนทุกคืนที่นี่*

Niyay Z A P !
.⋆。˚ นิยายเขาอ่านแล้วปวดใจ ... มาอ่านนิยายที่ Blog เค้าเอามั้ย เธอจะได้แต่เรื่องปวดเอว~* สุดปัง
คำอธิบาย:  👑 อย่าลืมมาเป็นนักอ่าน VIP ของเราเพื่อรับสิทธิพิเศษเข้าถึงนิยายรักเรื่องใหม่ รวมถึงนิยายแปลสุดคลาสสิก อ่านได้เลยใน BLOG สุดเก๋ สุดคลู ที่จะมอบให้แก่นักอ่าน VIP ที่น่ารักที่สุดเท่านั้น เมื่อคุณนักอ่านสะสมครบเงื่อนไขแล้วสามรถ inbox นิยายในคลังของคุณมาอวดกันได้และรับ link ไปเลย! มีนิยายให้เอา เอ้ย! ให้อ่าน 2 เรื่องพิเศษแล้วและจะทะยอยวางอย่างต่อเนื่องนะคะ 👑 *รับสิทธิพิเศษอ่านนิยายรสเข้มข้นใหม่ๆ อ่านจบเรื่องเลยได้ฟsี 12 เรื่องสั้น และ 1 เรื่องยาว*

นิยาย : อ่านฟรี
🔺กดรับ link นิยายได้ที่รูปภาพบนนี้


นิยายน่าอ่าน

.⋆。🌶️˚ แนะนำนิยายรสแซ่บ

.⋆。🌶️˚ คุณเคย..ตกหลุมรักใครสักคน ซ้ำๆ บ้างไหม? พบคำตอบของคำถามเหล่านี้ได้ที่ .. นิยายรสแซ่บ : Me EBook @ MEB 🌐 พิกัด: กดรับ link ที่รูปภ...

นิยายยอดฮิต: HIT & HOT