.⋆。🧸˚
แสงดาวแห่งดินแดนตะวันตก
แปลโดย: หมื่นล้านคำรัก
‼️ ©️ สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ‼️
6. ของกำนัลและการซื้อขาย
ตลอดทั้งสัปดาห์นั้น กิจกรรมการต้อนสัตว์จัดขึ้นในระยะที่สามารถขี่ม้าจากบ้านไร่ไปถึงได้ แมดเดอลีนใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการอยู่บนอานม้าเพื่อเฝ้าดูการทำงานอันหนักหน่วงของพวกวาเกโรและคาวบอย ทว่าเธอประเมินกำลังวังชาของตัวเองสูงเกินไป บ่อยครั้งที่เธอเหนื่อยล้าเสียจนต้องให้คนช่วยอุ้มลงจากหลังม้า ความยินดีของสติลเวลล์ที่เห็นเธอสนใจงานเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความกังวล เขาพยายามเกลี้ยกล่อมให้เธออยู่ห่างจากการต้อนสัตว์ ส่วนฟลอเรนซ์เองก็ยิ่งแสดงความเป็นห่วงมากขึ้นเป็นทวีคูณ
อย่างไรก็ตาม แมดเดอลีนไม่ได้หวั่นไหวต่อคำขอร้องเหล่านั้น เธอรับรู้เพียงลางๆ ถึงความจริงของสิ่งที่เธอกำลังเรียนรู้—มันเป็นบางสิ่งที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าเพียงแค่การต้อนวัวของคาวบอย และเธอไม่อยากเสียเวลาแม้แต่ชั่วโมงเดียวที่จะค้นหาคำตอบนั้น
พี่ชายของเธอคอยดูแลเธอเท่าที่ภาระหน้าที่การงานจะอำนวย ทว่าตลอดหลายวันที่ผ่านมาเขาไม่เคยปริปากพูดถึงความเหนื่อยล้าที่เพิ่มขึ้นของเธอ หรือความเครียดจากการตื่นตัวตลอดเวลาเลย และไม่เคยแนะนำให้เธอกลับบ้านไปพร้อมกับฟลอเรนซ์ หลายครั้งที่เธอรู้สึกถึงพลังจากดวงตาสีฟ้าคมกริบของเขาที่จับจ้องมาที่ใบหน้าเธอ และในขณะนั้นเธอสัมผัสได้ถึงอะไรที่มากกว่าความห่วงใยตามประสาพี่น้อง เขากำลังเฝ้ามองเธอ ศึกษาเธอ และชั่งน้ำหนักบางอย่างในตัวเธอ ซึ่งเป็นความรู้สึกที่ทำให้แมดเดอลีนกระวนกระวายใจอยู่ลึกๆ มันน่าลำบากใจเมื่อคิดว่าแอลเฟรดอาจจะเดาปัญหาในใจของเธอออก ในบางครั้งเขาก็พาพวกคาวบอยมาแนะนำให้เธอรู้จัก พร้อมกับหัวเราะและล้อเลียนเพื่อลดความประหม่าของชายหนุ่มเหล่านั้นที่ไม่ค่อยได้ใกล้ชิดกับสุภาพสตรี
ทว่าก่อนจะสิ้นสุดสัปดาห์ แอลเฟรดก็ได้โอกาสบอกเธอว่า มันคงจะฉลาดกว่าถ้าเธอจะปล่อยให้การต้อนสัตว์ดำเนินต่อไปโดยไม่มีเธอคอยเป็นเกียรติอยู่ที่นั่น เขาพูดพลางหัวเราะ แต่กระนั้นแววตาเขาก็ดูจริงจัง และเมื่อแมดเดอลีนหันมองเขาด้วยความสงสัย เขาก็พูดออกมาตรงๆ ว่า
“พี่ไม่ชอบใจเลยที่ดอน คาร์ลอส คอยตามเธอไปทุกที่แบบนี้ ลุงบิลกลัวว่าเนลส์ แอมโบรส หรือคาวบอยคนใดคนหนึ่งจะอดใจไม่ไหวจนเข้าไปซัดกับเจ้าเม็กซิกันนั่น พวกนั้นกำลังหาโอกาสอยู่พอดี แน่นอนที่รัก สำหรับเธอมันอาจฟังดูไร้สาระ แต่มันคือเรื่องจริง”
มันช่างไร้สาระจริงๆ ทว่ามันกลับแสดงให้แมดเดอลีนเห็นว่าเธอจมอยู่กับความรู้สึกของตัวเองที่ถูกกระตุ้นโดยความวุ่นวายและการทำงานหนักของการต้อนสัตว์มากเพียงใด เธอยังจำได้ว่าดอน คาร์ลอส เคยถูกแนะนำให้รู้จัก และเธอไม่ชอบใบหน้าคมเข้มที่มีดวงตาวาววับดุดันและเส้นสายบนใบหน้าที่ดูเจ้าเล่ห์ของเขาเลย เธอยังไม่ชอบน้ำเสียงที่นุ่มนวลเย้ายวนและท่าทางที่มีจริตจะก้านอย่างการค้อมตัวคำนับช้าๆ ของเขาด้วย เธอเพียงแต่คิดว่าเขาดูหล่อเหลาและมาดเท่เมื่ออยู่บนหลังม้าสีดำที่สง่างามตัวนั้น แต่ตอนนี้เมื่อคำพูดของแอลเฟรดทำให้เธอต้องฉุกคิด เธอจึงจำได้ว่าไม่ว่าเธอจะอยู่ส่วนไหนของทุ่ง ม้าที่ดูสูงศักดิ์พร้อมอานเงินและคนขี่หน้าเข้มคนนั้นมักจะวนเวียนอยู่ใกล้ๆ เธอเสมอ
“ดอน คาร์ลอส ตามจีบฟลอเรนซ์มานานแล้ว” แอลเฟรดกล่าว “เขาไม่ใช่หนุ่มๆ แล้วนะ ลุงบิลบอกว่าเขาอายุห้าสิบแล้ว แต่เราแทบจะบอกอายุคนเม็กซิกันจากหน้าตาไม่ได้เลย ดอน คาร์ลอส มีการศึกษาดีและเป็นคนที่เราแทบไม่รู้อะไรเบื้องลึกเกี่ยวกับเขาเลย คนเม็กซิกันระดับเขาไม่ได้มองผู้หญิงเหมือนอย่างที่คนผิวขาวมองหรอกนะ เอาละ น้องสาวผู้งดงามจากนิวยอร์กของพี่ พี่ไม่ได้ใส่ใจดอน คาร์ลอส หรอกนะ แต่พี่ไม่อยากให้เนลส์หรือแอมโบรสเหวี่ยงบ่วงบาศพลาดไปกระชากดอนตกจากหลังม้าเข้าจริงๆ เพราะฉะนั้นเธอขี่ม้ากลับบ้านและอยู่ที่นั่นเสียดีกว่า”
“แอลเฟรด พี่ล้อฉันเล่นใช่ไหมคะ” แมดเดอลีนถาม
“เปล่าเลย” แอลเฟรดตอบ “ว่าไงฟลอ?” ฟลอเรนซ์เสริมว่าพวกคาวบอยน่ะ ขอแค่มีข้ออ้างเพียงนิดเดียว พวกเขาก็จะปฏิบัติกับดอน คาร์ลอส อย่างไร้ความปราณีและรุนแรงยิ่งกว่าวัวที่ถูกคล้องบ่วงเสียอีก ลุงบิล สติลเวลล์ เดินเข้ามาพอดีและถูกแอลเฟรดซักถามเกี่ยวกับพฤติกรรมของพวกคาวบอย ซึ่งเขาก็ไม่เพียงแต่ยืนยันคำพูดนั้น แต่ยังให้หลักฐานเน้นย้ำด้วยตัวเองอีกด้วย
“และคุณมาเจสตี้” เขาตบท้าย “ผมว่าถ้ายีน สจ๊วต ยังขี่ม้าให้ผมอยู่ เจ้าเม็กซิกันหน้ายิ้มนั่นคงได้ลงไปนอนคลุกฝุ่นนานแล้วล่ะ”
แมดเดอลีนลังเลอยู่ระหว่างความจริงจังกับเสียงหัวเราะ จนกระทั่งสติลเวลล์เอ่ยถึงวีรบุรุษคาวบอยในอุดมคติของเขาขึ้นมา เธอจึงตัดสินใจหัวเราะออกมา
“ฉันยังไม่ค่อยเชื่อหรอกนะคะ แต่ยอมจำนนก็ได้” เธอกล่าว “พวกพี่คงมีเหตุผลลึกลับบางอย่างที่จะไล่ฉันไป ฉันแน่ใจว่าดอน คาร์ลอส ผู้หล่อเหลาคนนั้นถูกสงสัยอย่างไม่ยุติธรรม แต่ในเมื่อฉันเคยเห็นจินตนาการและความเป็นสุภาพบุรุษที่แสนประหลาดของพวกคาวบอยมาบ้างแล้ว ฉันเริ่มเกรงใจสิ่งที่พวกเขาอาจจะทำลงไปจริงๆ งั้น... ลาก่อนนะคะ”
แล้วเธอก็ขี่ม้าไปกับฟลอเรนซ์ขึ้นเนินสีเทายาวมุ่งหน้าสู่บ้านไร่ คืนนั้นเธอทรมานจากความเหนื่อยล้าอย่างหนัก ซึ่งเธอคิดว่าเป็นผลจากการทำงานของสมองที่ตึงเครียดผิดปกติมากกว่าการขี่ม้า ทว่าเมื่อเช้าวันใหม่มาถึง เธอก็ไม่คิดจะพักผ่อน มันไม่ใช่ความกระหายในการทำกิจกรรม ความตื่นเต้น หรือความสุขสบาย แต่สัญชาตญาณที่แม่นยำซึ่งก่อตัวขึ้นจากความรู้สึกที่ทับถมกันในช่วงหลายวันที่ผ่านมาบอกเธอว่า เธอพลาดบางอย่างในชีวิตไป มันไม่ใช่ความรักแน่ๆ เพราะเธอรักพี่ชาย น้องสาว พ่อแม่ เพื่อนฝูง และมันไม่ใช่ความเห็นอกเห็นใจคนจน ผู้ยากไร้ หรือผู้โชคร้าย เพราะเธอได้แสดงออกผ่านการหยิบยื่นให้มาโดยตลอด มันไม่ใช่ความสนุก วัฒนธรรม การเดินทาง สังคม ความร่ำรวย ตำแหน่ง หรือชื่อเสียง เพราะสิ่งเหล่านี้เธอมีพรั่งพร้อมมาทั้งชีวิต ไม่ว่าสิ่งนั้นคืออะไร เธอสัมผัสได้ถึงมันอย่างลึกลับ เป็นความหวังที่จางหายไปเมื่อเกือบจะไขว่คว้าได้ เป็นคำสัญญาที่ตามหลอกหลอนแต่ยังไม่ถูกเติมเต็ม ไม่ว่ามันคืออะไร มันถูกซ่อนเร้นและไม่เป็นที่รู้จักเมื่อเธออยู่บ้าน แต่ที่นี่ ในดินแดนตะวันตก มันเริ่มดึงดูดและผลักดันให้เธอต้องออกตามหา ดังนั้นเธอจึงพักไม่ได้ เธออยากจะไปดูให้เห็นกับตา เธอไม่ได้กำลังวิ่งไล่ตามเงาอีกต่อไป แต่มันคือการตามหาขุมทรัพย์ที่ยังคงห่างไกลและจับต้องไม่ได้เหมือนเนื้อหาสาระของความฝัน
เช้านั้นเธอบอกว่าอยากไปเยี่ยมเยียนย่านที่พักของชาวเม็กซิกันที่อยู่ตรงฐานเชิงเขา ฟลอเรนซ์คัดค้านว่านั่นไม่ใช่ที่ที่แมดเดอลีนควรไป แต่แมดเดอลีนยืนกราน และใช้เพียงคำพูดไม่กี่คำกับรอยยิ้มที่โน้มน้าวใจก็ทำให้ฟลอเรนซ์ยอมจำนน
จากระเบียงบ้าน กลุ่มบ้านดินดิบดูเป็นภาพที่สวยงาม มีสีสันและตัดกับความจืดชืดของหุบเขาสีเทา ทว่าเมื่อเข้าไปใกล้ ความงดงามที่เกิดจากระยะไกลก็พังทลายลง พวกมันเก่าแก่ ผุพัง แตกหัก และโสโครก มีแพะไม่กี่ตัวปีนป่ายอยู่รอบๆ มีหมาขี้เรื้อนเห่าประกาศการมาเยือนของผู้มาใหม่ และจากนั้นขบวนเด็กๆ ที่กึ่งเปลือย สกปรก และสวมเสื้อผ้าขาดวิ่นก็วิ่งกรูออกมา พวกเขาขี้อายมาก และตอนแรกก็วิ่งหนีด้วยความหวาดกลัว แต่คำพูดที่อ่อนหวานและรอยยิ้มก็ชนะใจพวกเขาได้ จากนั้นพวกเขาก็เดินตามเป็นขบวนใหญ่ โดยมีเด็กใหม่ๆ มาร่วมสมทบเพิ่มในแต่ละหลังที่เดินผ่าน แมดเดอลีนเกิดความคิดทันทีว่าอยากทำบางอย่างเพื่อพัฒนาความเป็นอยู่ของชาวเม็กซิกันผู้ยากไร้เหล่านี้ และด้วยความคิดนั้นเธอจึงตัดสินใจเข้าไปดูภายในบ้าน เธอจินตนาการว่าตัวเองคงเหมือนภูตผีปีศาจที่มาปรากฏกาย เมื่อดูจากปฏิกิริยาของผู้หญิงคนแรกที่เธอเจอ ในขณะที่ฟลอเรนซ์ใช้ภาษาสเปนเท่าที่พอจะจำได้พยายามชวนพวกผู้หญิงคุย แมดเดอลีนก็มองไปรอบๆ ห้องเล็กๆ ที่น่าเวทนาเหล่านั้น ความรู้สึกคลื่นไส้เริ่มก่อตัวขึ้นในใจเธอ และมันรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเธอเดินจากบ้านหลังหนึ่งไปยังอีกหลังหนึ่ง เธอไม่อยากเชื่อเลยว่าความสกปรกโสโครกเช่นนี้จะมีอยู่ในอเมริกา กระท่อมเหล่านั้นเหม็นคลุ้งด้วยสิ่งปฏิกูล แมลงคลานยั้วเยี้ยบนพื้นดิน ไม่มีวี่แววของน้ำสะอาดเลยแม้แต่นิดเดียว และเธอก็เชื่อสิ่งที่ฟลอเรนซ์บอก—ว่าคนพวกนี้ไม่เคยอาบน้ำเลย ไม่มีวี่แววของการทำงานหนัก มีเพียงชายหญิงที่เกียจคร้านสูบบุหรี่นอนเอกเขนกอยู่ บางคนเงียบขรึม บางคนพูดจาจอแจ พวกเขาไม่ได้รังเกียจการมาเยือนของหญิงชาวอเมริกัน แต่ก็ไม่ได้แสดงน้ำใจไมตรี พวกเขาดูเซื่องซึม โรคภัยไข้เจ็บแพร่ระบาดอยู่ในบ้านเหล่านี้ เมื่อปิดประตูจะไม่มีอากาศถ่ายเทเลย และแม้จะเปิดประตูไว้แมดเดอลีนยังรู้สึกอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก กลิ่นที่รุนแรงและฉุนกึกอบอวลอยู่ในห้องที่ดูอึดอัดน้อยกว่าห้องอื่น ซึ่งฟลอเรนซ์อธิบายว่ามันมาจากเหล้าที่ชาวเม็กซิกันกลั่นจากต้นกระบองเพชร ที่นี่ความมึนเมาเห็นได้ชัดเจน เป็นความเมามายที่เซื่องซึมและน่ากลัวที่ทำให้เหยื่อของมันดูไร้ชีวิตราวกับคนตาย
แมดเดอลีนไม่สามารถเยี่ยมบ้านพักทางศาสนา (Mission-house) เล็กๆ ต่อได้ เธอเห็นนักบวช (Padre) คนหนึ่ง เป็นชายที่ดูหิวโหยและมีใบหน้าเศร้าสร้อย ซึ่งเธอสัมผัสได้จากสัญชาตญาณว่าเขาเป็นคนดี เธอพยายามปีนขึ้นหลังม้าและขี่กลับขึ้นไปยังบ้านไร่ แต่เมื่อถึงที่นั่นเธอก็หมดแรงจนฟลอเรนซ์แทบจะแบกเธอเข้าบ้าน เธอพยายามต่อสู้กับอาการหน้ามืด ก่อนจะยอมแพ้ให้กับมันเมื่ออยู่เพียงลำพังในห้อง ทว่าเธอก็ไม่ได้หมดสติไปเสียทีเดียว และไม่นานก็ฟื้นตัวขึ้นจนไม่ต้องให้ใครช่วย
ในเช้าวันหลังจากสิ้นสุดการต้อนสัตว์ เมื่อเธอออกไปที่ระเบียง พี่ชายของเธอและสติลเวลล์ดูเหมือนกำลังถกเถียงกันเรื่องม้าตัวหนึ่ง
“แหม ผมว่ามันคือม้าสีโรนแก่ๆ ของผมนะ” สติลเวลล์เอ่ยพลางใช้มือป้องตาบังแสงแดด
“บิล ถ้าม้านั่นไม่ใช่ของสจ๊วต ตาผมคงเสียแล้วล่ะ” แอลตอบ “มันไม่ใช่เรื่องสีหรือรูปร่าง—ระยะทางมันไกลเกินกว่าจะตัดสินจากเรื่องนั้น แต่มันคือการเคลื่อนไหว—จังหวะการแกว่งตัวของมันต่างหาก”
“แอล บางทีคุณอาจจะถูก แต่ไม่มีคนขี่อยู่บนหลังม้านั่นนะ ฟลอ ไปหยิบกล้องส่องทางไกลมาที”
ฟลอเรนซ์เข้าไปในบ้าน ในขณะที่แมดเดอลีนพยายามมองหาสิ่งที่พวกเขากำลังสนใจ ในไม่ช้าที่แนวหุบเขาสีเทายาวตามเชิงเขา เธอเห็นฝุ่นฟุ้ง และจากนั้นก็เห็นร่างที่กำลังเคลื่อนที่ของม้าตัวหนึ่ง เธอกำลังจ้องมองอยู่ตอนที่ฟลอเรนซ์กลับมาพร้อมกล้อง บิลรับไปส่องดูอยู่นาน ปรับระยะกล้องอย่างละเอียด แล้วลองส่องอีกครั้ง
“แหม ผมล่ะไม่อยากยอมรับเลยว่าตาเริ่มฝ้าฟางแล้ว แต่คงต้องยอมรับจริงๆ นั่นคือม้าของยีน สจ๊วต ใส่สวมอานไว้ และกำลังวิ่งควบมาอย่างเร็วโดยไม่มีคนขี่ มันช่างประหลาดเหลือเกิน และมันดูเข้ากับเรื่องเพี้ยนๆ ของยีนด้วย”
“ส่งกล้องมาให้ผม” แอลบอก “ใช่ ผมทายถูก บิล... ม้านั่นไม่ได้ตื่นตกใจนะ มันกำลังเดินหน้ามาอย่างมั่นคง เหมือนมีจุดหมายในใจ”
“นั่นม้าที่ฝึกมาอย่างดีนะแอล มันมีไหวพริบดีกว่าคนบางคนที่ผมรู้จักเสียอีก ลองเอากล้องส่องขึ้นไปบนหุบเขาสิ เห็นใครไหม?”
“ไม่เห็น”
“กวาดขึ้นไปบนเชิงเขา—ตรงที่ทางเดินป่านำไป สูงขึ้นไปอีก—ตามแนวสันเขาตรงที่มีโขดหิน เห็นใครไหม?”
“ให้ตายสิบิล! ม้าสองตัว! แต่ผมมองไม่ค่อยชัดเพราะฝุ่น ตัวหนึ่งหายเข้าไปในโขดหินแล้ว นั่น... อีกตัวก็หายไปแล้ว คุณคิดว่ายังไง?”
“แหม ผมก็คิดไม่ออกไปมากกว่าคุณหรอก แต่ผมพนันได้เลยว่าเดี๋ยวเราต้องรู้อะไรแน่ๆ เพราะม้าของยีนกำลังเร่งฝีเท้าขึ้นเมื่อมันเข้าใกล้ไร่”
หุบเขากว้างที่ลาดขึ้นสู่เชิงเขานั้นเปิดโล่งไร้สิ่งกีดขวาง และในระยะห่างไม่ถึงครึ่งไมล์ แมดเดอลีนเห็นม้าที่ไร้คนขี่กำลังวิ่งเหยาะๆ มาตามทางเดินสีขาว เธอเฝ้ามองมันพลางนึกถึงสถานการณ์แรกที่เธอเห็นมัน และจากนั้นก็คือภาพการควบหนีอย่างบ้าคลั่งผ่านถนนที่สว่างสลัวในเอล คาฮอน ออกไปสู่ราตรีที่มืดมิด เธอรู้สึกตื่นเต้นอีกครั้ง และเชื่อว่าเธอจะไม่มีวันนึกถึงการผจญภัยในคืนที่ดวงดาวพร่างพรายนั้นโดยปราศจากความรู้สึกตื่นเต้นได้เลย เธอจ้องมองม้านั้นและรู้สึกมากกว่าแค่ความอยากรู้อยากเห็น เสียงผิวปากแหลมคมดังแว่วมา
“แหม มันเห็นเราแล้วล่ะสิ ชัวร์เลย” บิลบอก
ม้าตัวนั้นเข้าใกล้คอกม้า หายลับเข้าไปในซอกตึก จากนั้นก็เปลี่ยนจังหวะการเดินอีกครั้ง ควบเสียงดังสนั่นเข้ามาในคอกและหยุดกึกตรงหน้า ห่างจากจุดที่สติลเวลล์ยืนรออยู่ประมาณยี่สิบหลา
เพียงแค่มองมันในระยะใกล้ท่ามกลางแสงแดดที่ใสกระจ่างในตอนกลางวัน ก็เพียงพอแล้วที่แมดเดอลีนจะมอบรางวัลสายสะพายสีน้ำเงินให้มันเหนือม้าทุกตัว แม้แต่ ไวท์ สต็อกกิ้งส์ ม้าตัวเก่งของเธอเอง ม้าคู่ใจของคาวบอยคนนั้นไม่ใช่แค่ม้าป่ามัสแตงที่ปราดเปรียวหรือตัวเล็ก แต่มันเป็นม้าศึกที่รูปร่างกำยำและใหญ่โตมาก ขนสีดำของมันมีลายด่างสีเทาจางๆ และมันเงาวับดั่งแก้วที่ถูกขัดเงาใต้แสงแดด เห็นได้ชัดว่ามันได้รับการดูแลอย่างพิถีพิถันเพื่อโอกาสนี้ เพราะไม่มีฝุ่นเกาะบนตัวมันเลยแม้แต่น้อย แผงคอที่สวยงามไม่มีรอยพันกัน และไม่มีรอยแผลระคายผิวที่เงางามของมันเลย
“มานี่ไอ้ตัวแสบ” สติลเวลล์เรียก
ม้าตัวนั้นก้มหัวลง พ่นลมหายใจ และเดินเข้ามาอย่างเชื่อฟัง มันไม่ได้ขี้อายหรือพยศเลย มันเอาจมูกมาถูไถสติลเวลล์อย่างเป็นมิตร แล้วมองไปที่แอลและพวกผู้หญิง สติลเวลล์ปลดโกลนม้าออกจากอานปล่อยให้มันตกลงมา แล้วเริ่มค้นหาบางอย่างที่อานม้าซึ่งเขาคาดหวังว่าจะพบ ในไม่ช้าจากท่ามกลางเครื่องอานเขาก็หยิบกระดาษพับแผ่นหนึ่งออกมา หลังจากพินิจดูเขาก็ส่งให้แอล
“จ่าหน้าถึงคุณน่ะ และผมพนันได้เลยว่าผมรู้ว่าข้างในเขียนว่าอะไร” เขากล่าว
แอลเฟรดคลี่จดหมายออก อ่านมัน แล้วมองไปที่สติลเวลล์
“บิล คุณทายเก่งจริงๆ ยีนมุ่งหน้าไปชายแดนแล้ว เขาส่งม้ามากับใครบางคน ไม่ได้ระบุชื่อ และอยากให้น้องสาวของผมรับมันไว้หากเธอจะยินดีรับ”
“มีพูดถึงแดนนี่ เมนส์ ไหม?” เจ้าของไร่ถาม
“ไม่มีสักคำเดียว”
“แย่จริง ยีนน่าจะรู้เรื่องแดนนี่ดีกว่าใคร แต่เขาก็เป็นพวกปากหนักเอาเรื่อง แสดงว่าเขามุ่งหน้าไปเม็กซิโกแน่นอน สงสัยว่าแดนนี่จะไปด้วยหรือเปล่า? แหม คาวบอยที่เก่งที่สุดสองคนที่ผมเคยเห็นต้องมาจบเห่แบบนี้ ผมเสียใจจริงๆ”
พูดจบเขาก็ส่ายหน้าและบ่นงึมงำกับตัวเองพลางเดินเข้าบ้าน แอลเฟรดคว้าบังเหียนขึ้นข้ามหัวม้าและจูงมันมาหาแมดเดอลีน เขาคล้องสายบังเหียนไว้ที่แขนของเธอและวางจดหมายไว้ในมือเธอ
“มาเจสตี้ พี่ว่าเธอรับม้าไว้เถอะ” เขากล่าว “ตอนนี้สจ๊วตเป็นแค่คาวบอย และเป็นพวกที่แกร่งที่สุดเท่าที่พี่เคยรู้จัก แต่เขามาจากครอบครัวที่ดีนะ เขาเคยเรียนมหาวิทยาลัยและเคยเป็นสุภาพบุรุษมาก่อน เขาเสียคนไปที่นี่เหมือนกับหลายๆ คนที่มา... เหมือนที่พี่เกือบจะเป็น เขายังเคยเล่าเรื่องน้องสาวกับแม่ให้พี่ฟัง เขาห่วงใยพวกเธอมาก พี่คิดว่าเขาคงเป็นสาเหตุของความทุกข์ใจให้พวกเธอ ส่วนใหญ่เวลาที่เขาถูกเตือนให้นึกถึงเรื่องนี้ไม่ว่าทางใดก็ตาม เขาก็จะเมา พี่คอยช่วยเหลือเขามาตลอด และจะทำต่อไปถ้ามีโอกาส เธอเห็นแล้วว่าลุงบิลแทบจะใจสลายเรื่องแดนนี่ เมนส์ และสจ๊วต พี่คิดว่าเขาก็หวังว่าจะได้ยินข่าวดี ตอนนี้โอกาสที่พวกเขาจะกลับมาน่ะมีน้อยมาก โดยเฉพาะในกรณีของสจ๊วต การที่เขายอมสละม้าของเขานั่นหมายความว่าเขากำลังจะไปร่วมกับกองกำลังกบฏที่ชายแดน พี่จะยอมแลกทุกอย่างเลยเพื่อให้เห็นคาวบอยคนนั้นได้ออกลวดลายใส่พวกคนชั่วที่นั่น! โอ้ ให้ตายสิ! พี่ขอโทษนะมาเจสตี้ พี่ก็เริ่มจะหงุดหงิดเหมือนกัน พี่เสียใจเรื่องสจ๊วต พี่ค่อนข้างชอบเขามาตั้งแต่ก่อนที่เขาจะอัดเจ้าหมาป่าไคโยตี้อย่างนายอำเภอแพท ฮอว์ นั่นเสียอีก และหลังจากนั้นพี่ว่าพี่ก็ยิ่งชอบเขามากขึ้นไปอีก เธออ่านจดหมายเถอะน้องรัก และรับม้านี้ไว้”
แมดเดอลีนนิ่งเงียบ เธอละสายตาจากใบหน้าพี่ชายแล้วก้มลงมองจดหมายฉับนั้น:
“ถึงเพื่อน แอล... ฉันส่งม้าของฉันมาให้แก เพราะฉันกำลังจะจากไป และฉันไม่มีใจเด็ดพอที่จะพามันไปในที่ที่มันอาจจะเจ็บตัว หรือต้องตกไปอยู่ในมือของคนแปลกหน้า
หากแกเห็นว่าสมควร ก็จงมอบมันให้แก่น้องสาวของแกพร้อมความนับถือจากฉัน แต่ถ้าแกไม่ชอบความคิดนี้ หรือถ้าเธอไม่ยินดีรับมันไว้ ม้าตัวนี้ก็จะเป็นของแก ฉันไม่เคยลืมความใจดีที่แกมีให้ แม้ฉันจะไม่เคยแสดงออกก็ตาม และแอล... ม้าของฉันไม่เคยถูกเฆี่ยนด้วยแส้หรือถูกแทงด้วยเดือยรองเท้าเลย ฉันอยากจะคิดว่าแกเองก็คงจะไม่ทำร้ายมัน ฉันหวังว่าน้องสาวของแกจะรับมันไว้ เธอคงจะดีกับมัน และเธอมีกำลังพอที่จะดูแลมันได้ และในระหว่างที่ฉันกำลังรอให้กระสุนของพวกเม็กซิกันมาฝังร่าง ถ้าฉันบังเอิญจินตนาการภาพขึ้นมาได้ว่าเธอจะดูสง่างามเพียงใดเมื่ออยู่บนหลังม้าของฉัน... แหม เพื่อนเอ๋ย มันก็ไม่ได้ทำให้แกเดือดร้อนอะไรหรอก และเธอไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องนี้เลย ระหว่างเรานะแอล อย่าปล่อยให้เธอหรือฟลอเรนซ์ขี่ม้าไปแถวถิ่นของดอน คาร์ลอส เพียงลำพัง ถ้าฉันมีเวลาฉันคงจะบอกอะไรแกได้มากกว่านี้เกี่ยวกับเจ้าคนเม็กซิกันจอมกะล่อนนั่น และบอกน้องสาวแกด้วยว่า ถ้ามีเหตุผลให้ต้องหนีใครก็ตามในขณะที่เธออยู่บนหลังเจ้าม้าสีโรนตัวนี้ แค่ให้เธอก้มลงไปแล้วตะโกนใส่หูมัน แล้วเธอจะพบว่าตัวเองกำลังควบทะยานไปกับสายลม ลาก่อน
ยีน สจ๊วต”
แมดเดอลีนพับจดหมายอย่างใช้ความคิดแล้วรำพึงออกมาว่า “เขาคงรักม้าของเขามากเลยนะคะ”
“พี่ก็ว่าอย่างนั้นแหละ” แอลเฟรดตอบ “ฟลอเรนซ์บอกเธอได้ ยีนไม่เคยยอมให้ใครขี่ม้าตัวนี้เลย ยกเว้นก็แต่แม่หนูเม็กซิกันที่ชื่อโบนิต้า ซึ่งลุงบิลคิดว่าเธอขี่มันหนีออกจากเอล คาฮอน เมื่อคืนก่อนโน้น เอาละน้องรัก ว่าไง... จะรับม้าตัวนี้ไว้ไหม?”
“แน่นอนค่ะ และฉันยินดีมากจริงๆ ที่ได้มันมา แอลคะ พี่บอกว่าคุณสจ๊วตตั้งชื่อมันตามชื่อฉัน—เพราะเห็นชื่อเล่นฉันในหนังสือพิมพ์นิวยอร์กใช่ไหมคะ?”
“ใช่แล้ว”
“งั้นฉันจะไม่เปลี่ยนชื่อมันค่ะ แต่แอลคะ ฉันจะปีนขึ้นไปบนหลังมันได้ยังไง? มันสูงกว่าฉันเสียอีก ม้าอะไรจะยักษ์ปักหลั่นขนาดนี้! โอ ดูมันสิคะ—มันเอาข้างจมูกมาถูมือฉันด้วย ฉันเชื่อจริงๆ ว่ามันฟังที่ฉันพูดรู้เรื่อง แอลคะ พี่เคยเห็นม้าที่มีหัวสง่างามและดวงตาสวยขนาดนี้ไหม? ตามันช่างโต ดำขลับ และอ่อนโยน... เหมือนตามนุษย์เลย โอ ฉันนี่เป็นผู้หญิงหลายใจจริงๆ เพราะตอนนี้ฉันกำลังลืมเจ้าไวท์ สต็อกกิ้งส์ ไปเสียแล้ว”
“พี่พนันได้เลยว่ามันจะทำให้เธอลืมม้าตัวอื่นไปหมด” แอลเฟรดกล่าว “เธอต้องขึ้นหลังมันจากบนระเบียงนี่แหละ”
เนื่องจากแมดเดอลีนไม่ได้แต่งกายในชุดสำหรับขี่ม้า เธอจึงยังไม่พยายามจะขึ้นขี่ในตอนนี้
“มานี่มา มาเจสตี้—ชื่อนี้ฟังดูแปลกหูจังเลยนะ!—เราต้องมาทำความรู้จักกันนะ ตอนนี้เจ้ามีเจ้าของใหม่แล้ว เป็นหญิงสาวที่เจ้าระเบียบมากนะ เธอจะเรียกร้องความจงรักภักดีและการเชื่อฟังจากเจ้า และสักวันหนึ่ง หลังจากผ่านช่วงเวลาที่เหมาะสมไปแล้ว เธอจะคาดหวังความรักจากเจ้าด้วย”
แมดเดอลีนจูงม้าเดินไปมา และรู้สึกยินดีที่เห็นความอ่อนโยนของมัน เธอพบว่าไม่จำเป็นต้องจูงสายบังเหียนเลยด้วยซ้ำ มันเดินตามมาเมื่อเธอเรียก ตามเธอเหมือนสุนัขแสนรู้ และเอาข้างจมูกสีดำมาถูกับตัวเธอ บางครั้งเมื่อเดินไปถึงหัวมุม มันจะเชิดหน้าขึ้น หูตั้งชัน มองกลับไปยังเส้นทางที่มันเพิ่งจากมา และมองข้ามเชิงเขาออกไปไกล มันกำลังมองข้ามทุ่งกว้าง บางทีอาจมีใครบางคนกำลังเรียกหาจากฟากโน้นของภูเขา แมดเดอลีนกลับยิ่งชอบมันมากขึ้นเพราะความภักดีในความทรงจำนั้น และรู้สึกสงสารคาวบอยผู้ดื้อรั้นคนนั้นที่ต้องพรากจากสมบัติชิ้นเดียวของเขาเพียงเพราะความรักที่มีต่อมันอย่างสุดซึ้ง
บ่ายวันนั้น เมื่อแอลเฟรดอุ้มแมดเดอลีนขึ้นบนหลังเจ้าม้าสีโรนตัวใหญ่ เธอรู้สึกเหมือนอยู่สูงขึ้นไปในอากาศ
“เราจะควบไปที่ที่ราบยอดเขา (Mesa) กัน” พี่ชายของเธอกล่าวขณะขึ้นม้าของเขาเอง “ดึงบังเหียนให้ตึงไว้ แล้วค่อยๆ ผ่อนเมื่ออยากให้มันวิ่งเร็วขึ้น แต่อย่าไปตะโกนใส่หูมันเชียวล่ะ ถ้าไม่อยากให้พี่กับฟลอเรนซ์เห็นเธอหายวับไปกับเส้นขอบฟ้า”
เขาควบม้าออกจากลานบ้าน ผ่านคอกม้า ออกไปสู่พื้นที่ราบกว้างสีเทาที่ทอดตัวยาวหลายไมล์ไปจนถึงลาดเขา ฟลอเรนซ์เป็นคนนำทาง และแมดเดอลีนเห็นว่าเธอขี่ม้าได้คล่องแคล่วราวกับคาวบอยไม่มีผิด แอลเฟรดขยับขึ้นไปเคียงข้างเธอ ทิ้งให้แมดเดอลีนอยู่ข้างหลัง จากนั้นม้านำทั้งสองตัวก็เริ่มวิ่งควบ พวกมันอยากจะวิ่ง และแมดเดอลีนรู้สึกตื่นเต้นที่เธอคงควบคุมมาเจสตี้ไว้แทบไม่อยู่ แม้ว่าเธอจะอยากรั้งมันไว้ก็ตาม มันขืนบังเหียนที่ตึงเปรี๊ยะในขณะที่ม้าตัวอื่นทิ้งห่างออกไปและเริ่มเปลี่ยนจังหวะจากการวิ่งเหยาะเป็นวิ่งควบเต็มฝีเท้า จากนั้นฟลอเรนซ์ก็พาม้าของเธอวิ่งห่อเต็มที่ แอลเฟรดหันกลับมาตะโกนเรียกให้แมดเดอลีนตามมา
“ไม่ได้การแล้ว พวกนั้นกำลังทิ้งเรา” แมดเดอลีนพูดพร้อมกับผ่อนมือที่รั้งบังเหียนลง ทันใดนั้นบางอย่างก็เกิดขึ้นใต้ร่างของเธอ ตอนแรกเธอไม่รู้ว่ามันคืออะไรกันแน่ แม้เธอจะเคยขี่ม้ามามาก แต่เธอก็ไม่เคยขี่ม้าที่วิ่งด้วยฝีเท้าแบบ "วิ่งห่อ" (Running gait) เลย เพราะในนิวยอร์ก กิริยาเช่นนั้นถูกมองว่าไม่สุภาพและไม่ปลอดภัย
ดังนั้นเมื่อมาเจสตี้ก้มตัวลง เหยียดร่างออก และเปลี่ยนจากจังหวะการวิ่งควบที่กระแทกกระทั้น กลายเป็นการวิ่งที่ลื่นไหลและนุ่มนวลอย่างน่าอัศจรรย์ แมดเดอลีนต้องใช้เวลาครู่หนึ่งกว่าจะรู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่นานเธอก็เห็นระยะห่างระหว่างเธอกับเพื่อนร่วมทางลดลงเรื่อยๆ ทั้งที่พวกนั้นออกตัวไปก่อนตั้งไกล เธอสัมผัสได้ถึงลมที่พัดผ่านร่างอย่างสม่ำเสมอและมั่นคง เธอนึกประหลาดใจที่พบว่าเธอนั่งอยู่บนอานได้อย่างง่ายดายและสบายเพียงใด ประสบการณ์นี้ช่างสดใหม่ ข้อเสียอย่างเดียวที่เธอเคยเจอจากการขี่ม้าคือการสั่นสะเทือนที่รุนแรง แต่ครั้งนี้เธอไม่รู้สึกแบบนั้นเลย ไม่มีความเครียด ไม่ต้องเกร็งตัวจับอานไว้อย่างบ้าคลั่ง เธอไม่เคยสัมผัสลมที่ปะทะหน้า แผงคอของม้าที่พัดสะบัด หรือจังหวะการสปริงตัวที่เบาสบายของการวิ่งห่อมาก่อน มันทำให้เธอตื่นเต้น สดชื่น และเลือดในกายสูบฉีด จู่ๆ เธอก็รู้สึกว่าตัวเองมีชีวิตชีวา หัวใจเต้นแรง และด้วยแรงบันดาลใจจากอะไรบางอย่างที่เธอไม่รู้ตัว เธอก็คลายบังเหียนออกแล้วโน้มตัวไปข้างหน้าพลางร้องว่า
“วิ่งเลยเจ้าม้าผู้วิเศษ วิ่งเลย!”
เธอได้ยินเสียงฝีเท้ากระทบดินดังกึกก้องพุ่งขึ้นมาจากใต้ร่าง และร่างของเธอก็เอนไปข้างหลังด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ของมาเจสตี้ ลมบาดหน้าเธอ เสียงลมหวีดหวิวในหูพัดจนผมเธอกระจุยกระจาย ที่ราบสีเทาวิ่งผ่านไปทั้งสองข้าง และเบื้องหน้าดูเหมือนกำลังพุ่งเข้าหาเธอ ในสายตาที่พร่ามัวนั้น ฟลอเรนซ์และแอลเฟรดดูเหมือนกำลังถอยหลังกลับมาหาเธอ แต่เมื่อเข้าไปใกล้เธอก็เห็นว่ามาเจสตี้กำลังวิ่งแซงม้าตัวอื่นๆ และกำลังจะผ่านพวกเขาไป แล้วมันก็ทำจริงๆ มันพุ่งผ่านไปรวดเร็วเสียจนทำให้ม้าตัวอื่นดูเหมือนยืนอยู่นิ่งๆ และมันก็วิ่งต่อไปโดยไม่ลดฝีเท้าจนกระทั่งถึงตีนเขาที่สูงชันของที่ราบยอดเขา มันจึงค่อยๆ ผ่อนความเร็วลงและหยุดนิ่ง
“ยอดเยี่ยมที่สุด!” แมดเดอลีนอุทาน ใบหน้าเธอแดงก่ำ ทุกกล้ามเนื้อและเส้นประสาทในร่างกายสั่นสะท้านและตื่นตัว มือของเธอที่พยายามจะรวบเส้นผมที่หลุดลุ่ยนั้นสั่นเทาจนทำไม่ได้อย่างที่เคยถนัด จากนั้นเธอก็หันหลังกลับมาคอยเพื่อนร่วมทาง
แอลเฟรดมาถึงก่อน เขาหัวเราะอย่างยินดีแต่ก็แฝงความกังวลไว้เล็กน้อย
“ให้ตายเถอะ! มันวิ่งเร็วขนาดนี้เลยเหรอ? มันเตลิดพาเธอวิ่งหรือเปล่า?”
“เปล่าค่ะ ฉันตะโกนใส่หูมันเอง” แมดเดอลีนตอบ
“ว่าแล้วเชียว! นี่แหละผู้หญิงล่ะ ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ ฟลอเรนซ์บอกแล้วว่าเธอต้องทำทันทีที่ขึ้นหลังมัน มาเจสตี้ เธอขี่ม้าเก่งนะเนี่ย ดูสิว่าฟลอเรนซ์จะว่ายังไง”
สาวชาวตะวันตกขี่ม้าตามมาพร้อมใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความสุข
“มันสุดยอดมากเลยค่ะที่ได้เห็นคุณขี่ม้าแบบนั้น ผมของคุณปลิวสะบัดลุกโชนท่ามกลางสายลมเลย! แอล เธอขี่ม้าเก่งจริงๆ โอ ฉันดีใจจัง! เมื่อกี้ฉันแอบกลัวนิดหน่อย ส่วนม้าตัวนั้นน่ะ! มันวิเศษมากเลยใช่ไหมล่ะ? มันวิ่งเร็วสุดๆ ไปเลย!”
แอลเฟรดนำทางขึ้นตามทางคดเคี้ยวที่ชันขึ้นสู่ยอดเขา แมดเดอลีนเห็นพื้นที่ราบอันสวยงามที่เต็มไปด้วยหญ้าสั้นเรียบกริบเหมือนพื้นห้อง เธออุทานออกมาด้วยความประหลาดใจและกระตือรือร้น
“แอลคะ ที่นี่เหมาะจะทำสนามกอล์ฟจัง! มันจะเป็นสนามที่สวยที่สุดในโลกเลยล่ะ”
“แหม พี่ก็เคยคิดอย่างนั้นเหมือนกัน” เขาตอบ “แต่ปัญหาเดียวคือ—จะมีใครละสายตาจากทัศนียภาพได้นานพอที่จะตีลูกบอลได้หรือเปล่า? มาเจสตี้ ดูนั่นสิ!”
และแล้ว แมดเดอลีนก็ต้องเผชิญหน้ากับภาพทัศนียภาพที่ดูยิ่งใหญ่และน่าเกรงขามเกินกว่าสายตาเธอจะรับไหว ความเวิ้งว้างของโลกที่มีแนวเขาสีแดงและหุบเหวลึกซึ่งทอดตัวลงไปไกลสุดลูกหูลูกตาจนเกินจะคาดเดาได้นั้น ทำให้เธอรู้สึกยำเกรงและสั่นสะท้าน
“ครั้งหนึ่งนะมาเจสตี้ ตอนที่พี่มาที่นี่ใหม่ๆ พี่น่ะสิ้นหวังและท้อแท้—ถึงขั้นตั้งใจจะจบชีวิตตัวเองลง” แอลเฟรดกล่าว “และบังเอิญพี่ปีนขึ้นมาที่นี่เพื่อหาสถานที่อันโดดเดี่ยวเพื่อที่จะตาย แต่พอพี่ได้เห็นภาพนี้... พี่ก็เปลี่ยนใจ”
แมดเดอลีนนิ่งเงียบ เธอเงียบอยู่อย่างนั้นตลอดการขี่ม้าวนรอบริมขอบที่ราบยอดเขาและตอนขี่กลับลงมาตามทางชัน คราวนี้แอลเฟรดและฟลอเรนซ์ไม่สามารถชวนเธอแข่งม้าได้อีก เธอรู้สึกยำเกรง เธอรู้สึกสูงส่ง เธอรู้สึกสับสน และเธอก็ค่อยๆ ฟื้นคืนสติช้าๆ โดยที่ยังไม่เข้าใจแน่ชัดว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับหัวใจของเธอ
เธอไปถึงบ้านไร่หลังเพื่อนร่วมทาง และในช่วงเวลาอาหารค่ำเธอก็ดูเงียบขรึมและใช้ความคิดมากกว่าปกติ ต่อมาเมื่อพวกเขามารวมตัวกันที่ระเบียงเพื่อดูอาทิตย์อัสดง คำบ่นตลกๆ ของสติลเวลล์ก็จุดประกายความคิดหนึ่งให้วาบขึ้นในใจเธอเหมือนสายฟ้าแลบ และจากการฟังอย่างเห็นอกเห็นใจ เธอก็สนับสนุนให้เขาเล่าถึงปัญหาของเจ้าของไร่วัวผู้ยากไร้ ปัญหาเหล่านั้นมีมากมาย ยาวเหยียด และน่าสนใจ แต่มันกลับยิ่งทำให้อุดมการณ์ที่เพิ่งเกิดในใจเธอมั่นคงขึ้น
“คุณสติลเวลล์คะ การทำไร่ที่นี่ในขนาดใหญ่ ด้วยวิธีการที่ทันสมัย มันจะเป็นไปได้ไหม—เอ่อ ไม่ต้องถึงกับกำไรมหาศาลก็ได้ แค่ให้มันดำเนินกิจการไปได้โดยไม่ขาดทุนน่ะค่ะ?” เธอถาม โดยตั้งใจว่าจะพิสูจน์ความคิดนี้ให้ชัดเจน หรือไม่ก็มอบลมหายใจและความหวังให้มันมีชีวิตต่อไป
“แหม ผมว่ามันเป็นไปได้นะ” เขาตอบพร้อมหัวเราะเบาๆ “มันทำเงินได้แน่นอนล่ะ ดูสิ ขนาดผมดวงกุดและมีอุปกรณ์แย่ๆ แบบนี้ ผมยังอยู่มาได้ จ่ายหนี้ได้ และไม่ได้เสียเงินอะไรไปจริงๆ นอกเสียจากเงินลงทุนก้อนแรกที่จมไปแล้วน่ะ”
“คุณจะขายไหมคะ—ถ้ามีคนยอมจ่ายตามราคาที่คุณต้องการ?”
“คุณมาเจสตี้ ผมน่ะคว้าโอกาสนั้นทันทีเลยล่ะ แต่ก็นะ ผมคงทำใจทิ้งที่นี่ไปไม่ได้หรอก ผมคงจะโง่พอที่จะเอาเงินนั่นไปลงทุนทำไร่อื่นต่อแน่ๆ”
“แล้วดอน คาร์ลอส กับคนเม็กซิกันคนอื่นๆ จะขายไหมคะ?”
“ขายแน่นอน ดอน คาร์ลอส ตามตื๊อผมมาหลายปีแล้ว อยากจะขายไร่เก่าๆ ของเขาจะแย่ ส่วนพวกคนเลี้ยงสัตว์ในหุบเขาที่มีวัวไม่กี่ตัวพวกนั้นน่ะ เห็นเงินแค่นิดเดียวก็คงแทบจะสลบลงตรงหน้าแล้วล่ะ”
“ช่วยบอกฉันทีค่ะ คุณสติลเวลล์ ถ้าคุณมีเงินทุนไม่จำกัด คุณอยากจะทำอะไรที่นี่บ้าง?” แมดเดอลีนถามต่อ
“โอ้พระเจ้าช่วย!” เจ้าของไร่อุทานจนทำกล้องยาสูบหล่น จากนั้นเขาก็ใช้นิ้วมือใหญ่ๆ ที่เก้งก้างเติมยาเข้าไปใหม่ จุดไฟ สูดเข้าไปคำใหญ่จนควันพุ้งโขมง แล้วหันหน้ากลับมา มือวางบนเข่า จ้องมองแมดเดอลีนด้วยสายตาที่แน่วแน่และแหลมคม ใบหน้าที่หยาบกร้านของเขาเริ่มผ่อนคลาย อ่อนโยนลง และย่นกลายเป็นรอยยิ้ม
“แหม คุณมาเจสตี้ แค่คิดถึงเรื่องนั้นหัวใจแก่ๆ ของผมมันก็อบอุ่นขึ้นมาแล้วล่ะ ผมฝันไว้เยอะเลยตอนมาที่นี่ใหม่ๆ ผมจะทำอะไรถ้ามีเงินไม่จำกัดน่ะเหรอ? ฟังนะ... ผมจะซื้อที่ของดอน คาร์ลอส และพวกคนเม็กซิกันให้หมด ผมจะจ้างคาวบอยเก่งๆ ทุกคนในแถบนี้ ผมจะทำให้พวกเขามั่งคั่งเหมือนที่ผมมั่งคั่ง ผมจะซื้อม้าพันธุ์ดีๆ มาไว้ในทุ่ง ผมจะกั้นรั้วทุ่งหญ้าที่ดีที่สุดสักสองหมื่นเอเคอร์ ผมจะขุดเจาะหาน้ำในหุบเขา ผมจะต่อน้ำจากภูเขาลงมา ผมจะสร้างเขื่อนกั้นตรงทางน้ำนั่น เขื่อนยาวหนึ่งไมล์จากเขาถึงเขาลูกโน้นจะทำให้ผมมีทะเลสาบขนาดใหญ่ และด้วยความที่ผมชอบความสวยงาม ผมจะปลูกต้นคอตตอนวูดไว้รอบๆ มันด้วย ผมจะปล่อยปลาให้เต็มทะเลสาบ ผมจะทำทุ่งอัลฟัลฟาที่ใหญ่ที่สุดในตะวันตกเฉียงใต้ ผมจะปลูกไม้ผลและทำสวน ผมจะรื้อพวกคอกม้า โรงนา และที่พักคนงานเก่าๆ ทิ้งให้หมดแล้วสร้างใหม่ ผมจะทำให้ไร่เก่าๆ แห่งนี้สะดวกสบายและสวยงาม ผมจะปลูกหญ้าและดอกไม้ให้ทั่ว และไปขนต้นสนอ่อนๆ ลงมาจากภูเขามาปลูก และเมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้น ผมจะนั่งบนเก้าอี้ สูดกล้องยาสูบ และเฝ้าดูฝูงวัวที่เดินเรียงแถวกันมากินน้ำและเดินกลับออกไปในหุบเขา และผมจะได้เห็นพวกคาวบอยขี่ม้าอย่างสบายใจ และได้ยินเสียงพวกเขาร้องเพลงในที่พัก และดวงอาทิตย์สีแดงดวงนั้นก็คงจะไม่ลับขอบฟ้าไปบนหัวของผู้ชายที่มีความสุขที่สุดในโลกเท่ากับบิล สติลเวลล์ เจ้าของไร่รุ่นสุดท้ายคนนี้อีกแล้ว”
แมดเดอลีนขอบคุณเจ้าของไร่ แล้วเธอก็ขอตัวกลับเข้าห้องอย่างกะทันหัน ที่นั่นเธอไม่ต้องอดกลั้นเพื่อซ่อนพลังของความคิดอันวิเศษนั้นอีกต่อไป ความคิดที่ตอนนี้เติบโตเต็มที่ หนักแน่น และเย้ายวนใจ
วันรุ่งขึ้นในช่วงเย็น เธอถามแอลเฟรดว่ามันปลอดภัยไหมที่เธอจะขี่ม้าออกไปที่ที่ราบยอดเขาคนเดียว
“พี่จะไปเป็นเพื่อนนะ” เขาบอกอย่างร่าเริง
“พี่ชายที่รักคะ ฉันอยากไปคนเดียวค่ะ” เธอตอบ
“อา!” แอลเฟรดอุทาน จู่ๆ เขาก็ดูจริงจังขึ้นมา เขามองเธอเพียงแวบเดียวแล้วหันหน้าหนี “ไปเถอะ พี่ว่ามันปลอดภัย พี่จะคอยดูแลเธอให้ปลอดภัยเองโดยการนั่งอยู่ที่นี่พร้อมกล้องส่องทางไกลและคอยมองดูเธออยู่ ระวังตอนลงจากทางเดินป่าด้วยนะ ปล่อยให้ม้ามันเลือกทางเดินของมันเอง แค่นั้นแหละ”
เธอขี่มาเจสตี้ข้ามที่ราบกว้าง ขึ้นทางคดเคี้ยว ผ่านทุ่งหญ้าที่สวยงามไปจนถึงริมขอบที่ราบยอดเขาอันไกลโพ้น และเมื่อถึงตรงนั้นเอง เธอจึงเงยหน้าขึ้นเผชิญหน้ากับทิศตะวันตะวันตกเฉียงใต้
แมดเดอลีนมองจากหุบเขาสีเทาแทบเท้าเธอไปยังเทือกเขาเซียร่า มาเดรส ที่ยอดเขาเป็นสีทองเพราะแสงอาทิตย์อัสดง การมองครั้งนั้นโอบล้อมไปด้วยระยะทาง ความลึก และความรุ่งโรจน์ที่เธอไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน หุบเขาสีเทาที่ลาดเอียงและขยายกว้างออกไปยังทิวเขาเชอริคาวาที่เป็นเสมือนทหารยามสีดำ และไกลออกไปนั้นลับหายไปในแผ่นดินที่โค้งวนเป็นระลอกคลื่นมหึมา ซึ่งกำลังกลายเป็นสีแดงเข้มลงไปทางตะวันตก ที่ที่แสงสีทองทำให้ภูเขาขรุขระสีเข้มดูโดดเด่นออกมา ภาพนั้นช่างมีความงามอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
ทว่าหลังจากที่แมดเดอลีนจ้องมองด้วยความหลงใหลในแวบแรก ความคิดเรื่องความสวยงามก็จางหายไป ในทะเลทรายที่กำลังมืดลงนั้นมีบางอย่างที่ไร้ขอบเขต แมดเดอลีนเห็นดั่งอุ้งมือมหึมาของพระเจ้า เธอรู้สึกถึงพลังที่ยึดกุมหัวใจเธอไว้ จากพื้นที่ที่ไม่มีจุดสิ้นสุด จากความเงียบสงัด ความโดดเดี่ยว ความลึกลับ และความเก่าแก่ของกาลเวลา เงาสีสันที่ค่อยๆ เปลี่ยนไปค่อยๆ เคลื่อนออกมา เป็นดั่งวิญญาณแห่งความสงบที่กระซิบข้างหูแมดเดอลีน พวกเขากระซิบว่าโลกนี้ช่างยิ่งใหญ่ แข็งแกร่ง และไม่เปลี่ยนแปลง ว่ากาลเวลานั้นคือความเป็นนิรันดร์ และชีวิตนั้นแสนสั้น พวกเขากระซิบให้เธอเป็นผู้หญิงที่แท้จริง ให้รักใครสักคนก่อนที่จะสายเกินไป รักใครก็ได้ รักทุกคน ให้ตระหนักถึงคุณค่าของการทำงาน และเมื่อลงมือทำแล้วก็จะพบความสุข
เธอกลับขี่ม้าข้ามที่ราบยอดเขาลงมาตามทางเดิน และเมื่อถึงพื้นที่ราบเธอก็เรียกม้าและพามันวิ่งควบไป จิตวิญญาณของมันดูเหมือนจะแข่งขันไปกับจิตวิญญาณของเธอ ลมจากความเร็วพัดจนผมของเธอหลุดลุ่ย เมื่อมันหยุดเสียงดังสนั่นที่ระเบียงบ้าน แมดเดอลีนที่หอบและเนื้อตัวมอมแมมก็ลงจากหลังม้า พร้อมกับผมที่ตกลงมาคลุมไหล่เป็นพวง
แอลเฟรดมาพบเธอเข้า และเสียงอุทานของเขา รวมถึงดวงตาที่หลงใหลและเป็นประกายของฟลอเรนซ์ และความนิ่งอึ้งของสติลเวลล์ทำให้เธอรู้สึกเขินอาย เธอหัวเราะและพยายามรวบผมขึ้น
“ฉัน... คงดูไม่จืดเลยนะคะ” เธอพูดปนเสียงหอบ
“แหม คุณจะพูดยังไงก็ได้นะ” เจ้าของไร่แก่ตอบ “แต่ผมรู้ว่าผมกำลังคิดอะไรอยู่”
แมดเดอลีนพยายามรวบรวมความเยือกเย็น
“หมวกของฉัน—แล้วก็กิ๊บติดผม—มันปลิวไปกับลมหมดแล้วค่ะ ฉันนึกว่าผมฉันจะหลุดไปด้วยเสียอีก... ดูนั่นสิคะ ดาวประจำเมืองมาแล้ว... ฉันว่าฉันหิวมากเลยล่ะค่ะ”
และแล้วเธอก็เลิกพยายามจะเยือกเย็น และเลิกพยายามที่จะมัดผมที่ตกลงมาเป็นพวงสีทองอีกครั้ง
“คุณสติลเวลล์คะ” เธอเริ่มพูด แล้วหยุดชะงักลง โดยรู้สึกได้ถึงน้ำเสียงที่เร่งเร้าและกังวาลขึ้นในลำคอ “คุณสติลเวลล์คะ ฉันอยากซื้อไร่ของคุณค่ะ—และอยากจ้างคุณให้เป็นผู้จัดการไร่ของฉัน ฉันอยากซื้อไร่ของดอน คาร์ลอส และทรัพย์สินอื่นๆ ในขอบเขตสักห้าหมื่นเอเคอร์ ฉันอยากให้คุณซื้อมาและวัว—พูดง่ายๆ คือ ทำการปรับปรุงทุกอย่างที่คุณบอกว่าคุณเคยฝันถึงมาตลอด และฉันเองก็มีความคิดของตัวเอง ซึ่งฉันต้องการคำแนะนำจากคุณและแอลเฟรดในการทำให้มันเป็นจริง ฉันตั้งใจจะพัฒนาความเป็นอยู่ของชาวเม็กซิกันผู้ยากไร้ในหุบเขา ฉันตั้งใจจะทำให้ชีวิตของพวกเขาและคาวบอยในแถบนี้มีค่าควรแก่การมีชีวิตอยู่มากขึ้น พรุ่งนี้เราจะมาคุยรายละเอียดแผนธุรกิจกันทั้งหมดนะคะ”
แมดเดอลีนหันหนีจากรอยยิ้มกว้างที่ขยายขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งส่งมาให้เธอ แล้วยื่นมือออกไปหาพี่ชาย
“แอลเฟรดคะ แปลกไหมคะที่ฉันเดินทางมาหาพี่? อย่าเพิ่งยิ้มสิคะ ฉันหวังว่าฉันจะค้นพบตัวเอง—ค้นพบงานของฉัน—และความสุขของฉัน—ที่นี่ ภายใต้แสงดาวแห่งตะวันตกดวงนี้”
.⋆。🌶️🌿˚ และนอกจากนิยายโรมานซ์อ่านสนุกเรื่องนี้แล้ว คุณนักอ่านสามารถสนับสนุนผลงาน #นิยายรสแซ่บจัดจ้านจนนิพพานสีจมปูว์ ของ #แมงมุมใต้เตียง ที่แต่งจบแล้วพร้อมอ่านได้เลยได้ที่ comment หรือที่ BIO ตลอด 24 ชั่วโมง นะคะ ✨👇✨ สุดปัง สุดปัง กำลังรับนักอ่านจำนวนไม่จำกัด!
#นิยาย | #อ่านนิยาย | #eBook | #romancenovels | #fiction | #นิยายอ่านสนุกทุกเทศกาล #2025trend #ตำนานรักของเทพเจ้า
แวะชม แวะอ่าน แวะโหลดนิยายรสแซ่บจัดจ้านที่ใครก็อยากมีไว้อ่านก่อนนอนทุกคืนที่นี่*
คำอธิบาย: 👑 อย่าลืมมาเป็นนักอ่าน VIP ของเราเพื่อรับสิทธิพิเศษเข้าถึงนิยายรักเรื่องใหม่ รวมถึงนิยายแปลสุดคลาสสิก อ่านได้เลยใน BLOG สุดเก๋ สุดคลู ที่จะมอบให้แก่นักอ่าน VIP ที่น่ารักที่สุดเท่านั้น เมื่อคุณนักอ่านสะสมครบเงื่อนไขแล้วสามรถ inbox นิยายในคลังของคุณมาอวดกันได้และรับ link ไปเลย! มีนิยายให้เอา เอ้ย! ให้อ่าน 2 เรื่องพิเศษแล้วและจะทะยอยวางอย่างต่อเนื่องนะคะ 👑 *รับสิทธิพิเศษอ่านนิยายรสเข้มข้นใหม่ๆ อ่านจบเรื่องเลยได้ฟsี 12 เรื่องสั้น และ 1 เรื่องยาว*