.⋆。🧸˚
เทพีแห่งวัลคาริออน
The VIRGIN of VALKARION
โดย พอล แอนเดอร์สัน
แปลโดย: หมื่นล้านคำรัก
‼️ ©️ สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ‼️
บทที่ ๒
ความง่วงงันมลายหายไปจากตัวอัลฟริคจนสิ้น เพราะหญิงสาวผู้นี้เชี่ยวชาญในเชิงรักไม่ต่างจากความงดงามของนาง ทว่าหลังจากพายุสวาทสงบลง ทั้งคู่ก็ได้นอนเคียงข้างเพื่อสนทนากัน
แสงจันทร์สลัวสาดส่องผ่านหน้าต่างลงมาทาบทับใบหน้าของนางตัดกับความมืด เกิดเป็นประกายแสงและเงาที่กระเพื่อมไหวอย่างลึกลับ เขาโอบนางเข้ามากอด จูบลงที่แก้มเนียนนุ่ม แล้วกระซิบถามอย่างฉงนใจ "เจ้าเป็นใครกันแน่? เหตุใดจึงมาจมปลักอยู่ในสถานที่เช่นนี้ ในเมื่อเจ้าสามารถเป็นยอดคณิกาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกได้? กษัตริย์ทั้งหลายย่อมยอมสยบเป็นทาส และกองทัพนับหมื่นจะกู่ก้องชื่อของเจ้าก่อนเข้าประจัญบาน... หากเพียงพวกเขาได้รู้จักเจ้า"
นางยักไหล่ "โชคชะตามักเล่นตลกเสมอ" นางกล่าว "ข้าชื่อเฟรฮา และที่ข้ามาอยู่ที่นี่ก็เพราะจำเป็น" นิ้วเรียวของนางสางผมสีดำหยาบกระด้างของเขา "แต่ในคืนนี้..." นางกระซิบ "ข้ากลับยินดียิ่งนักที่ได้อยู่ที่นี่ เพราะมันทำให้ข้าได้พบท่าน... แล้วท่านล่ะคือใคร คนแปลกหน้า?"
"ข้าคืออัลฟริค ผู้ถูกขนานนามว่านักพเนจร บุตรแห่งเบโอแดนผู้กล้าหาญ หลานแห่งอัสการ์ผู้สูงโปร่ง จากขุนเขาและทะเลสาบแห่งแอสลัค"
"แล้วทำไมท่านถึงทิ้งบ้านเกิดมาล่ะ อัลฟริค?"
"ข้าแค่คนอยู่ไม่สุข" ชั่วขณะหนึ่ง เขานึกสงสัยตัวเองว่าเหตุใดเขาถึงได้โหยหาการจากลา... จากแมกไม้ที่เริงระบำตามเสียงลม ขุนเขาสีน้ำเงินอันเย็นเยียบ และทะเลสาบน้ำเค็มที่สะท้อนแสงแดดเป็นประกาย... จากโถงใหญ่และเรือนไร่ของบิดา จากเหล่านักรบจอมระห่ำที่เป็นสหายศึก จากสาวงามรูปร่างระหง และความสำราญจากการล่าสัตว์และงานเลี้ยง... ช่างเถอะ มันผ่านไปแล้ว หลายปีดีดักแล้ว
"ท่านคงเดินทางมาไกลมาก" เฟรฮากล่าว
"ไกลมากทีเดียว เกือบจะค่อนโลกแล้วกระมัง" เริ่มจากแอสลัค ดินแดนทุ่งหญ้าของเหล่าเฮงกิสต์ สู่ทะเลทรายสีแดงฉานอันแห้งแล้งแห่งเบกซาร์รา ป่าละเมาะแห่งแอสแทรคและทอลลาซิอวตล์ เมืองที่เต็มไปด้วยหอคอยสูงของซุงฉี... เลาะไปตามคลองส่งน้ำสายใหญ่ที่จักรวรรดิโบราณสร้างไว้ในช่วงวาระสุดท้าย ซึ่งยังคงนำพาน้ำที่ละลายจากหิมะขั้วโลกมาสู่ดินแดนทางใต้ที่หิวโหย... ผ่านซากปรักหักพัง ซากแห่งอารยธรรมเต็มไปหมด โครงสร้างหินที่ถูกทรายทับถมของเมืองที่เคยรุ่งโรจน์ดั่งอัญมณีเมื่อแสนกว่าปีก่อน
มือนุ่มของนางลูบไล้ไปบนใบหน้าของเขา และหยุดลงตรงรอยแผลเป็นสีขาวขุ่นยาวเหยียดที่พาดผ่านหน้าผากไปจนถึงแก้มซ้าย "ท่านผ่านศึกมาโชกโชน" นางกล่าว "ช่างเป็นนักรบที่กรำศึกหนักเหลือเกิน!"
"ใช่ ทั้งชีวิตของข้านั่นแหละ รอยแผลนี้น่ะรึ? ข้าได้มันมาที่อัลทาริส ตอนที่ข้านำทัพหอกบอนโซเนียนบุกทะลวงประตูเมือง ข้าเคยเป็นแม่ทัพผู้นั่งเคียงข้างกษัตริย์ และเคยเป็นกบฏผู้ถูกตามล่าโดยมีฝูงสุนัขล่าเนื้อไล่กวดตามหลัง ข้าเคยดื่มเหล้าองุ่นของเหล่าขุนศึกและกินข้าวต้มอืดๆ ของชาวนา เคยล่าเหยื่อด้วยตัวเองในที่ราบสูงลาคินที่ปกคลุมด้วยเหมันต์ขาวโพลน ข้าเคยทลายเมืองจนสิ้นซาก และเคยถูกโยนลงในคุกที่ซอมซ่อที่สุด กษัตริย์องค์หนึ่งตั้งค่าหัวข้า อีกองค์อยากให้ข้าสืบบัลลังก์แทน และองค์ที่สามถึงกับเดินสั่นกระดิ่งไปตามถนนเพื่อป่าวประกาศว่าข้าคือเทพเจ้า... แต่พอเถอะ" อัลฟริคขยับตัวอย่างกระวนกระวาย เขารู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาอีกครั้ง ราวกับว่า—
เฟรฮาดึงใบหน้าเขาเข้าไปจูบเนิ่นนาน แล้วนางก็กระซิบว่า "เราได้ยินข่าวลือเรื่องวีรกรรมและการห้ำหั่นของคมดาบมาบ้างที่นี่ เรื่องการล่มสลายของอัลทาริสถูกเล่าขานกันในตลาด และผู้คนก็เฝ้าฟังจนดึกดื่น แต่ทำไมท่านถึงไม่พำนักอยู่กับกษัตริย์หรือขุนศึกของท่านล่ะ? ท่านอาจจะได้เป็นกษัตริย์เองเสียด้วยซ้ำ"
"ข้าเบื่อมันแล้ว" เขาตอบสั้นๆ
"เบื่อ... อำนาจกษัตริย์อย่างนั้นรึ?"
"ทำไมจะไม่ได้ล่ะ? ราชสำนักพวกนั้นไม่มีอะไรเลย... ก็แค่คนเถื่อนที่ปกครองเมืองเพียงหนึ่งหรือสองแห่ง แล้วสถาปนาตัวเองเป็นราชา พยายามวางท่าให้สมเกียรติอย่างน่าเบื่อหน่าย มันก็เหมือนเดิมนั่นแหละ การแก่งแย่งชิงดีที่ไม่มีวันจบสิ้นเหมือนนกแร้งที่รุมทึ้งซากกระดูกของจักรวรรดิ ข้าก็แค่ไปร่วมสงครามครั้งถัดไป หรือไปดูโลกในส่วนอื่นๆ และในไม่ช้าข้าก็เรียนรู้ที่จะไม่พักอยู่ที่ไหนนานเกินไป เพราะกลัวว่าความสดใหม่ของมันจะจางหายไป"
"วัลคาริออนมีความแปลกใหม่อยู่เสมอ อัลฟริค ชายคนหนึ่งอาจใช้ทั้งชีวิตที่นี่โดยที่ยังเห็นทุกอย่างไม่ครบด้วยซ้ำ"
"อาจจะจริง อย่างที่ใครๆ บอกข้า และที่นี่ก็เคยเป็นที่ตั้งเดิมของจักรวรรดิ อาณาเขตที่เหลืออยู่ก็ยังกว้างใหญ่กว่าดินแดนอื่นใด ข้าก็เลยมาดูให้เห็นกับตา" อัลฟริคแยกเขี้ยว เห็นฟันขาวแวววับดั่งสุนัขป่าในความมืด "อีกอย่าง ข้าได้ยินเรื่องเล่า... ความวุ่นวาย การชิงอำนาจระหว่างวิหารและราชสำนัก ในยามที่องค์จักรพรรดิชราภาพและเป็นสายเลือดคนสุดท้ายที่ไม่มีรัชทายาทสืบสกุลกับราชินีฮิลดาบอร์กวัยเยาว์ ข้าคิดว่ามันเป็นโอกาสที่ดี"
"โอกาสอย่างไรรึ?" เขาคิดไปเองหรือเปล่าว่านางเริ่มหายใจถี่ขึ้นขณะที่นอนเคียงข้างเขา
เขาส่งเสียงหัวเราะห้าวๆ ในลำคอ "ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร? รู้เพียงว่าเมื่อหม้อแกงนรกกำลังเดือดพล่าน นักรบย่อมสามารถตักตวงทรัพย์เชลย อำนาจ หรืออย่างน้อยที่สุด... ก็ความตื่นเต้น ถ้าไม่มีอะไรเลย อย่างน้อยก็อาจจะได้พบองค์จักรพรรดินี เขาว่ากันว่านางเองก็มีเชื้อสายคนเถื่อน เป็นเจ้าหญิงแห่งโชเรดอน และเป็นหญิงใจถึงที่ให้การต้อนรับขุนนางหรืออัศวินทุกคนที่มาเยือน" เขาสัมผัสได้ว่าเฟรฮาตัวแข็งทื่อไปเล็กน้อย เขาจึงเสริมว่า "แต่นั่นไม่ได้ทำให้ข้าสนใจเลยในตอนนี้ ในเมื่อข้าพบเจ้าแล้ว เฟรฮา พรุ่งนี้ไปจากที่นี่กับข้าเถอะ แล้วข้าจะเอาเครื่องถนิมพิมพาอาภรณ์แห่งบัลลังก์วัลคาริออนมาให้เจ้าใส่"
"หรือไม่อีกที ก็อาจเห็นหัวของท่านถูกเสียบประจานบนยอดกำแพง" นางกล่าว
เสียงกังวานของระฆังยักษ์ดังฝ่าหน้าต่างและลมราตรีที่โหยหวนเข้ามาแว่วๆ
"ดานโนสกำลังขึ้นแล้ว" เฟรฮากระซิบ "คืนนี้เขาจะครองคู่กับแม่พระจันทร์อมาริส ว่ากันว่าเหล่าเทพแห่งโชคชะตาจะเดินไปตามท้องถนนของวัลคาริออนในคืนเช่นนี้" นางสั่นสะท้าน "และในคืนนี้พวกเขาก็มาจริงๆ"
"อาจจะจริง" อัลฟริคกล่าว แม้ขนจะลุกชันที่ต้นคอ "แต่เจ้ารู้ได้อย่างไร?"
"ท่านไม่ได้ยินข่าวหรือ?" น้ำเสียงของนางสั่นพร่า กลมกลืนไปกับเสียงลมและเสียงระฆังที่ดังกังวานช้าๆ เป็นจังหวะ "ท่านไม่ได้ยินหรือ? จักรพรรดิออรีออนกำลังจะสิ้นพระชนม์ คาดว่าพระองค์จะไม่พ้นรุ่งเช้านี้ ราชวงศ์ที่สามสิบเก้ากำลังจะจบสิ้นลงพร้อมกับพระองค์ และ... และไม่มีผู้สืบทอดบัลลังก์!"
ลมครางต่ำอยู่ใต้ชายคา สั่นสะเทือนกรอบหน้าต่าง และพัดผ่านตรอกซอกซอยไปอย่างมืดมิด
"ฮ่า!" อัลฟริคหัวเราะอย่างเหี้ยมเกรียมและลำพองใจ "โอกาส... สาบานต่อรูโฮ นี่แหละโอกาสทอง!"
ทันใดนั้นเขาก็ตัวแข็งทื่อ สัญชาตญาณอันตรายกรีดร้องลั่นในหัว เขาลุกขึ้นนั่ง เงี่ยหูฟัง และได้ยินเสียงฝีเท้าแผ่วเบา... ใช่แล้ว มันอยู่ใต้หน้าต่าง กำลังเข้ามาใกล้...
เขาสไลด์ตัวออกจากผ้าห่มและคว้าดาบที่วางอยู่บนพื้น แผ่นไม้รู้สึกเย็นเยียบใต้ฝ่าเท้าเปลือยเปล่า ลมราตรีสัมผัสผิวเขาด้วยมือที่หนาวเหน็บ "เกิดอะไรขึ้น?" เฟรฮากระซิบ นางลุกขึ้นนั่ง ผมสีเข้มปรกใบหน้าที่เต็มไปด้วยความกลัว "เกิดอะไรขึ้น อัลฟริค?"
เขาไม่ตอบ แต่ย่องเข้าไปที่หน้าต่าง ยืนแนบชิดติดกำแพง รอคอยจังหวะที่มีมือข้างหนึ่งกำลังยกกรอบหน้าต่างขึ้นจากภายนอก
แสงจันทร์สีนวลเย็นตาของอมาริสสาดส่องลงบนมือที่เกาะขอบหน้าต่าง ร่างหนึ่งโหนตัวขึ้นมาด้วยมือข้างเดียว ส่วนอีกข้างกุมมีดไว้มั่น ชั่วพริบตาอัลฟริคเห็นใบหน้าเรียบแบนไร้เคราในแสงจันทร์ รอยตราพระจันทร์เสี้ยวคู่เด่นชัดบนใบหน้าอันว่างเปล่าที่น่าเกลียดน่ากลัวนั้น ทันใดนั้นทาสคนนั้นก็พุ่งตัวเข้ามาในห้องอย่างรวดเร็ว
อัลฟริคฟาดดาบ ปลายดาบกรีดทะลุขั้วหัวใจ ขณะที่ร่างนั้นล้มลง อีกคนก็ตะเกียกตะกายตามขึ้นมาทันที เขาและอัลฟริคประจันหน้ากัน ชั่วขณะนั้นเหมือนภาพหยุดนิ่งท่ามกลางแสงจันทร์ ลมโหยหวน และเสียงระฆังที่ดังแว่วมา จากนั้นแขนอันทรงพลังของคนป่าก็พุ่งออกไป กระชากตัวทาสเข้ามาและบิดร่างมันด้วยท่าคลุกวงในที่ยากจะหลุดพ้น
"พูดมา!" เขาขู่กระซิบที่ข้างหูของร่างที่ดิ้นรน "พูดมา ไม่อย่างนั้นข้าจะหักกระดูกเจ้าทีละชิ้น พวกเจ้ามาที่นี่ทำไม?"
"เขาพูดไม่ได้หรอก" เฟรฮากล่าว นางเดินเข้ามาหาพวกเขา ร่างขาวนวลเด่นในแสงจันทร์ ผมยาวสยายล้อมรอบช่วงไหล่ "วิหารเพาะเลี้ยงทาสพวกนี้ขึ้นมา ปลูกฝังมาตั้งแต่เกิดให้เชื่อฟังอย่างบ้าคลั่ง และ... ดูนี่สิ" นางชี้ไปที่ชายที่ตายอยู่ใต้หน้าต่าง
อัลฟริคก้มลงมอง และเห็นว่าทาสคนนั้นไม่มีลิ้น
นักรบแดนเหนือสั่นสะท้านด้วยความขยะแขยง เขาหักคอเชลยด้วยการขยับเพียงครั้งเดียวแล้วโยนร่างทิ้งไป "พวกมันต้องการอะไร?" เขาหอบหายใจ "ทำไมต้องตามล่าข้าด้วย?"
"มีคำทำนายอยู่... แต่เร็วเข้า เดี๋ยวพวกมันคงมาเพิ่มแน่ ออกไปทางร้านเหล้าข้างล่างเถอะ เราต้องการคนช่วย—"
"พวกนักฆ่าไม่โง่พอที่จะเหลือทางออกให้เราหรอก" อัลฟริคพ่นลมหายใจ "คนที่พอจะช่วยเราได้ข้างล่างนั่นคงตายหรือไม่ก็ถูกจับไปหมดแล้ว ไม่ต้องสงสัยเลยว่าพวกมันต้องมีพวกพ้องคอยเฝ้าอยู่หน้าประตู... คนพวกนั้นจะบุกเข้ามาแน่ถ้าเห็นว่าไม่มีใครกลับออกมา"
"ใช่... นั่นคือวิถีของวิหาร... แต่แล้วเราจะไปทางไหนดี?"
อัลฟริครีบสวมผ้านุ่ง คาดเข็มขัดกริชและสายสะพายดาบ "ออกทางหน้าต่าง!" เขากระชากตัวหญิงสาวเข้ามา กอดร่างที่นุ่มนวลของนางไว้แนบอก จูบนางอย่างหนักหน่วงและรวดเร็วราวกับนกฟัลค์ที่โฉบเหยื่อ "ลาก่อน เฟรฮา เจ้าเป็นสหายที่วิเศษมาก ข้าจะกลับมาหาเจ้า... หากข้ายังรอดชีวิต"
"แต่... ท่านทิ้งข้าไว้ไม่ได้นะ!" นางอุทาน "พวกทาสจะบุกเข้ามา—"
"พวกมันจะทำร้ายเจ้าทำไม? เป้าหมายของมันคือข้า"
"พวกมันทำแน่" เขาสัมผัสได้ว่านางตัวสั่น "พวกมันทำแน่ นั่นคือสันดานของพวกมัน... โอ๊ะ!"
ประตูสั่นสะเทือนเมื่อมีของหนักกระแทกเข้าอย่างแรง "พวกมันมาแล้ว" อัลฟริคคำราม "กลอนประตูคงทนได้ไม่นาน ข้าอยากจะอยู่สู้ใจจะขาด แต่... มานี่!" เขาคว้าผ้าคลุมจากพื้นมาคลุมไหล่เปลือยเปล่าของเฟรฮาไว้ "ข้าจะลงไปก่อน แล้วเจ้าค่อยกระโดดตามลงมา"
เขาทรงตัวบนขอบหน้าต่างแล้วกระโดดลงไป ขณะที่ร่วงหล่น เขาอดสงสัยไม่ได้ในความคล่องแคล่วของพวกทาสที่ปีนกำแพงขึ้นมาได้ ทั้งที่เป็นกำแพงหินขรุขระ แต่ถึงกระนั้น—
เขาแตะพื้นตรอกที่เต็มไปด้วยเลนและหินปูถนนอย่างเงียบกริบดั่งสัตว์ร้ายจัคคู แล้วเงยหน้ามองหน้าต่าง มันอยู่เหนือเงาสีดำสนิท เป็นช่องมืดบนกำแพงสีขาวอาบแสงจันทร์ "มาเร็ว!" เขาเรียกเบาๆ
ร่างของเฟรฮาสะท้อนแสงจันทร์ชั่วครู่ขณะนางกระโดดลงมา เขาคว้านางไว้ในอ้อมแขน วางนางลง แล้วชักดาบออกมา "ไปกันเถอะ" เขาคำราม "แต่จะไปที่ไหนดี? ทหารยามเมืองจะคุ้มครองเราไหม?"
"บางคนอาจจะช่วย" นางตอบอย่างสั่นเครือ "แต่ส่วนใหญ่ตกอยู่ภายใต้ความกลัวคำสาปของวิหาร ทางที่ดีเราควรมุ่งหน้าไปทางพระราชวัง ทหารมหาดเล็กของจักรพรรดิภักดีต่อพระองค์และเกลียดชังพวกนักบวชที่จ้องจะชิงอำนาจ"
"เราไปทางนั้นก็ได้" เขาพยักหน้า "ระหว่างทางก็มองหาที่ซ่อนไปด้วย" เขาจับมือนางแล้ววิ่งฝ่าความมืดมิดมุ่งหน้าไปสู่แสงไฟสลัวที่ปลายทางของตรอก
เสียงฝีเท้าอื่นดังแว่วมาในเงามืด อัลฟริคแยกเขี้ยวไร้เสียงและดึงร่างหญิงสาวแนบชิดกำแพง เขาแทบจะมองไม่เห็นอะไรในที่มืด แต่เขาเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ หันไปทางนั้นทางนี้เพื่อหาทิศทางของศัตรู
อีกฝ่ายก็หยุดเคลื่อนไหวเช่นกัน พวกมันคงรอให้เขากระดิกตัว และความอดทนของพวกมันย่อมเหนือกว่า... อีกอย่าง พวกที่ตามมาจากห้องพักคงจะตามมาสมทบในอีกไม่ช้า เมื่อประตูห้องพังลง—
"วิ่ง!" เขาโพล่งสั่ง
เขาสัมผัสได้ถึงลูกดอกที่พุ่งเฉียดจุดที่เขาเพิ่งยืนอยู่ และเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น ร่างหนึ่งปรากฏขึ้นเบื้องหน้า เลือนลางในความมืด เขาหวดดาบลงไป และรู้สึกถึงความสะใจลึกๆ เมื่อคมดาบกรีดผ่านเนื้อและตัดกระดูกจนขาดสะบั้น
ตอนนี้... ออกจากตรอก สู่ถนนที่ไม่กว้างหรือสว่างไปกว่าเดิมนัก และวิ่งไปตามทางที่สลัวราง พวกทาสคงตามหลังมาติดๆ แต่—
มีบ้านชั้นเดียวอยู่ข้างหน้า หลังคาแบนตามแบบฉบับทั่วไป "ขึ้นไป!" อัลฟริคหอบหายใจ พลางประสานมือเป็นแท่นเหยียบ เขาแทบจะเหวี่ยงหญิงสาวขึ้นไปบนหลังคา นางยื่นมือลงมาช่วยฉุดเขาขึ้นไป โดยใช้เท้ายันขอบกำแพงไว้ แล้วทั้งคู่ก็ล้มลงนอนราบไปด้วยกันหลังขอบกำแพงนั้น
อัลฟริคได้ยินเสียงฝีเท้าเปลือยเปล่าของพวกทาสที่วิ่งอยู่ข้างล่าง แต่ไม่กล้าเสี่ยงเงยหน้ามอง เขาและเฟรฮาเลื้อยตัวไปตามหลังคาบ้านเหมือนงู มีเพียงช่องว่างแคบๆ คั่นระหว่างบ้านถัดไป พวกเขากระโดดข้ามไปและข้ามไปยังหลังคาที่สูงกว่า จากตรงนี้ อัลฟริคแอบมองลงไปยังถนนเบื้องล่าง
ทหารยามเมืองสองสามนายกำลังเดินตรวจตรา หอกพร้อมใช้งาน อัลฟริคลังเลว่าควรจะเข้าไปหาพวกเขาดีไหม... ไม่หรอก พวกเขาช่วยอะไรไม่ได้ถ้าเจอเข้ากับลูกดอกอาบยาพิษที่เป่ามาจากตรอก... อีกอย่าง พวกเขาอาจจะฝักใฝ่พวกนักบวชก็ได้
เขาแนบริมฝีปากที่หูของเฟรฮา รับรู้ถึงเส้นผมดำสลวยที่สัมผัสโดน แล้วกระซิบว่า "เอาอย่างไรต่อดี?"
"ข้าไม่รู้" นางมองตรงไปยังจัตุรัสกลางเมืองเบื้องหน้า ซึ่งยังคงสว่างไสวด้วยคบไฟ ถัดจากนั้นไป เมืองทอดยาวขึ้นไปสู่เนินเขาแฝด บนยอดเขาทั้งสองมีสิ่งก่อสร้างตั้งอยู่ อัลฟริคคิดว่าที่หนึ่งคงเป็นพระราชวัง... มันเป็นหินอ่อนสีขาวนวลภายใต้แสงจันทร์อมาริส สร้างด้วยศิลปะแบบเสาเรียงรายที่สง่างาม หน้าต่างเกือบทุกบานมืดสนิท ทว่าเขากลับฉงนใจที่เห็นกองไฟล้อมรอบเป็นวงแหวน
สิ่งก่อสร้างอีกแห่งเป็นหมู่ตึกสีเทาขนาดมหึมา ดูเคร่งขรึมและทรงพลังท่ามกลางแสงไฟสีแดงโชติช่วง เสียงระฆังดังกังวานเป็นจังหวะสม่ำเสมอพร้อมกับเสียงสวดอ้อนวอนที่ดังขึ้นเรื่อยๆ... นั่นคือวิหารแห่งจันทราคู่ ที่กำลังประกอบพิธีวิวาห์แห่งดวงจันทร์
ราตรีกาลช่างยิ่งใหญ่เหนือหัวพวกเขา ราวกับโดมแก้วสีดำที่ไร้ก้นบึ้ง ดวงดาวนับล้านส่องประกายเย็นเยียบ และทางช้างเผือกทอดตัวดั่งน้ำตกที่สว่างไสวท่ามกลางหมู่ดาว ดวงจันทร์อมาริสลอยเด่น สาดแสงสีเงินซีดขาวชวนขนลุกไปทั่วเมือง หุบเขา และก้นทะเลที่แห้งแล้ง และยามนี้ดานโนสก็กำลังเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วมาจากทิศตะวันตก เพิ่มความสว่างให้กับความมืดและทำให้เกิดเงาซ้อนประหลาดที่ค่อยๆ บิดเบี้ยวไปตามตำแหน่งที่เปลี่ยนไป
อากาศหนาวเหน็บเข้ากระดูก ลมพัดกระโชกไม่หยุดหย่อน หวีดหวิวไปตามท้องถนน พัดพาสิ่งของกระแทกกันและพาเอาใบไม้แห้ง ทราย และเศษกระดาษปลิวว่อน อัลฟริคสั่นสะท้าน ในแสงจันทร์ที่สว่างขึ้นเรื่อยๆ เขาเห็นพรายทรายหมุนวนอยู่บนก้นทะเล ราวกับการเริงระบำของเหล่าแม่มด... และในคืนเช่นนี้ พวกโทรลล์ ผีสาง หรือแม้แต่เทพแห่งโชคชะตา ก็อาจจะออกมาเดินเพ่นพ่านจริงๆ
เขากัดฟันแน่นไม่ให้สั่น และพยายามจดจ่ออยู่กับปัญหาที่วิกฤตและเร่งด่วนตรงหน้า "ดูเหมือนพวกนักบวชจะสะกดรอยตามเราได้" เขาพูด "อย่างน้อยพวกมันก็รู้ว่าข้าไปพักที่ไหน ทางที่ดีเราควรมุ่งหน้าไปทางวังอย่างที่เจ้าบอก แต่ให้มองหาบ้านร้างหรือที่ไหนสักแห่งเพื่อซ่อนตัวจนกว่าจะรุ่งเช้า"
ก้าวต่อไป: อัลฟริคและเฟรฮากำลังเผชิญหน้ากับอำนาจมืดของวิหารท่ามกลางคืนที่ดวงจันทร์บรรจบกัน คุณอยากให้เรื่องเดินต่อไปถึงการค้นพบ "ความลับในบ้านร้าง" หรือการปะทะที่ประตูวังกันนะ?
.⋆。🌶️🌿˚ และนอกจากนิยายโรมานซ์อ่านสนุกเรื่องนี้แล้ว คุณนักอ่านสามารถสนับสนุนผลงาน #นิยายรสแซ่บจัดจ้านจนนิพพานสีจมปูว์ ของ #แมงมุมใต้เตียง ที่แต่งจบแล้วพร้อมอ่านได้เลยได้ที่ comment หรือที่ BIO ตลอด 24 ชั่วโมง นะคะ ✨👇✨ สุดปัง สุดปัง กำลังรับนักอ่านจำนวนไม่จำกัด!
#นิยาย | #อ่านนิยาย | #eBook | #romancenovels | #fiction | #นิยายอ่านสนุกทุกเทศกาล #2025trend #ตำนานรักของเทพเจ้า
แวะชม แวะอ่าน แวะโหลดนิยายรสแซ่บจัดจ้านที่ใครก็อยากมีไว้อ่านก่อนนอนทุกคืนที่นี่*
คำอธิบาย: 👑 อย่าลืมมาเป็นนักอ่าน VIP ของเราเพื่อรับสิทธิพิเศษเข้าถึงนิยายรักเรื่องใหม่ รวมถึงนิยายแปลสุดคลาสสิก อ่านได้เลยใน BLOG สุดเก๋ สุดคลู ที่จะมอบให้แก่นักอ่าน VIP ที่น่ารักที่สุดเท่านั้น เมื่อคุณนักอ่านสะสมครบเงื่อนไขแล้วสามรถ inbox นิยายในคลังของคุณมาอวดกันได้และรับ link ไปเลย! มีนิยายให้เอา เอ้ย! ให้อ่าน 2 เรื่องพิเศษแล้วและจะทะยอยวางอย่างต่อเนื่องนะคะ 👑 *รับสิทธิพิเศษอ่านนิยายรสเข้มข้นใหม่ๆ อ่านจบเรื่องเลยได้ฟsี 12 เรื่องสั้น และ 1 เรื่องยาว*
