.⋆。🧸˚
เทพีแห่งวัลคาริออน
The VIRGIN of VALKARION
โดย พอล แอนเดอร์สัน
แปลโดย: หมื่นล้านคำรัก
‼️ ©️ สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ‼️
ในค่ำคืนนี้... คำทำนายแห่งวิหารได้กล่าวไว้ว่า จะมีคนนอกผู้มีแผลเป็นจากคมดาบควบม้าเดินทางมาถึงองค์ราชินีจะทรงสวมบทเป็นหญิงรับใช้ในร้านเหล้าและราชวงศ์ที่สามสิบเก้าจะต้องล่มสลายลง เมื่อดวงจันทร์ทั้งสองโคจรมาบรรจบกัน!
บทที่ ๑
ดวงอาทิตย์คล้อยต่ำทางทิศตะวันตก ลมหนาวพัดกรีดผ่านทิวเขาในยามที่อัลฟริคมองเห็นเมืองวัลคาริออนอยู่เบื้องล่าง เขาดึงบังเหียนให้ 'เฮงกิสต์' หยุดนิ่ง พลางสอดส่องสำรวจภูมิประเทศด้วยความระแวดระวังที่สั่งสมมานานจากการรอนแรมหลายปี
บนทางหลวงสายหลักที่ผุพังตามกาลเวลานั้นว่างเปล่า สองฟากฝั่งมีเพียงหุบเขาเว้าแหว่งทอดยาวไปจนสุดขอบฟ้าที่เริ่มสลัว ลมพัดเสียงหวีดหวิวผ่านพุ่มไม้สีเทาและไม้ยืนต้นแคระแกร็นที่บิดเบี้ยว เปลวไฟยามเย็นจากกระท่อมชาวนาส่องประกายสีแดงรำไร หรือไม่ก็เป็นซากเสาหินของวิหารร้างที่ล่มสลายมานับพันปีตั้งตระหง่านตัดกับท้องฟ้าสีน้ำเงินแกมเขียวที่มืดสลัวลงทุกที เบื้องหลังของเขา แผ่นดินค่อยๆ เลือนหายไปสู่ทะเลทรายอันแห้งแล้งที่เขาเพิ่งจากมา นกฟัลค์กางปีกนิ่งลอยตัวอยู่สูงเหนือหัว คอยจับจ้องการเคลื่อนไหวของเหยื่อ... นอกเหนือจากนั้นเขาก็อยู่เพียงลำพัง
ทว่าเขากลับรู้สึกไม่สบายใจ ความรู้สึกเสียวซ่านที่ไม่ได้เกิดจากอากาศหนาวแล่นพล่านไปตามสันหลัง เขาใช้ชีวิตอยู่ใกล้ชิดกับความตายมามากพอที่จะไม่มองข้ามลางสังหรณ์เช่นนี้
อัลฟริคมองตรงไปตามถนนสายใหญ่ที่บิดโค้งและลาดต่ำระหว่างชะง่อนผาซึ่งถูกลมสลักเสลาเป็นรูปร่างประหลาด ดูคล้ายริบบิ้นสีขาวสลัวในยามโพล้เพล้ ก้อนหินที่เคยเรียบกริบแตกออกจากกันด้วยกาลเวลาที่ยาวนานจนเพียงแค่คิดก็ทำให้เขารู้สึกมึนหัว ในบางจุดมีวัชพืชที่เหนียวและแข็งกระด้างขึ้นแทรกและปกคลุมไปทั่ว แต่ถึงอย่างนั้นเส้นทางจักรพรรดิสายเก่าก็ยังคงทน คนโบราณช่างสร้างมันขึ้นมาได้อย่างแข็งแกร่งแท้ๆ
กึ่งกลางทางลาดภูเขา ถนนมุ่งเข้าสู่เมืองวัลคาริออน ต่ำลงไปจากระดับนั้น หน้าผาชันดิ่งลงไป มีคราบเกลือเก่าสีขาวเกาะติด มุ่งสู่ก้นทะเลที่เหือดแห้ง... มันคือแอ่งกระทะขนาดมหึมาที่มีเพียงทราย เกลือ และพืชพรรณรสขมขื่น ทอดยาวไปจนสุดขอบฟ้าทางทิศตะวันตก
แสงไฟในเมืองเริ่มกะพริบขึ้นมาบ้างแล้ว มันอยู่ไม่ไกลนัก และอัลฟริคก็ไม่ได้อยากนอนกลางแจ้งหรือใต้หลังคาบ้านชาวนาที่ส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้ง ดังนั้น... ทำไมไม่ไปต่อล่ะ? เมืองที่เป็นจุดหมายอยู่นั่นแล้ว ไม่มีสิ่งใดฉุดรั้งเขาไว้ได้นอกจาก—
เจ้าพาหนะส่งเสียงครางเบาๆ พลางกระทืบกีบเท้าที่แยกเป็นสองเสี่ยง ดวงตาของมันกรอกไปมาอย่างกระวนกระวาย มือของอัลฟริคเลื่อนไปจับด้ามดาบทันที หากสัตว์ร้ายตัวนี้สัมผัสได้ถึงการถูกจ้องมองอยู่ละก็—
เขาเห็นการเคลื่อนไหวในพุ่มไม้หนาด้วยหางตา มีเพียงนักล่าเท่านั้นที่จะสังเกตเห็น และมีเพียงนักพเนจรเท่านั้นที่จะพุ่งตัวเข้าหาอันตรายทันทีโดยไม่หยุดคิด เขาไสเดือยเหล็กเข้าที่สีข้างพาหนะ เฮงกิสต์กระโจนพรวด และลูกดอกก็พุ่งผ่านหน้าเขาไปเพียงนิดเดียว
เพียงรอยขีดข่วนเดียวจากอาวุธอาบยาพิษของพวกเป่าลูกดอกชาวใต้ก็เพียงพอจะคร่าชีวิตคนได้ อัลฟริคแผดเสียงก้อง บังคับพาหนะพุ่งเข้าใส่พุ่มไม้นั้น ดาบถูกชักออกจากฝักส่งเสียงหวีดหวิว เปล่งประกายวาววับในมือ
ชายสองคนถลาออกมาจากพุ่มไม้เมื่อเขาพุ่งไปถึง พวกเขาเป็นเผ่าพันธุ์ที่ดูแปลกแยกแม้สำหรับคนแดนใต้ ร่างเล็ก ปราดเปรียว ผิวสีน้ำผึ้งเข้ม สวมเพียงผ้าเตี่ยว ผมและขนตามตัวถูกโกนเกลี้ยง และมีปลอกคอเหล็กทาสล่ามอยู่ที่คอ อัลฟริคเห็นรอยตีตราบนหน้าผาของพวกมันลางๆ แต่ยามนี้เขาสนใจเพียงอาวุธในมือพวกมันเท่านั้น
คนหนึ่งกระโดดเลี่ยงไปพลางยกกล้องเป่าลูกดอกขึ้นจรสริมฝีปาก อัลฟริคกระชากหอกสั้นจากซองข้างอานแล้วซัดออกไปด้วยมือซ้าย... หอกเสียบทะลุท้องทาสคนนั้นจนมิดด้าม
เสียงเหล็กแหวกอากาศดังขึ้นข้างกายเมื่อทาสอีกคนเหวี่ยงดาบโค้งเข้าใส่ เฮงกิสต์ร้องลั่นเมื่อคมดาบกรีดเข้าที่ผิวสีเทาเรียบลื่น กีบเท้าหน้าของมันเตะออกไป จงอยปากที่งองุ้มงับเข้าอย่างจัง และทาสคนนั้นก็นอนจมกองเลือดอยู่บนเส้นทางจักรพรรดิ
อัลฟริคดึงบังเหียนพาหนะที่กำลังกระโดดโลดเต้นแล้วมองไปรอบๆ พลางหอบหายใจหนัก การลอบโจมตี... สาบานต่อหมีแห่งรูโฮ พวกมันกะเอาชีวิตเขา!
แต่... เพราะอะไรล่ะ?
คนพเนจรที่ดูยากจนไม่ใช่เหยื่อที่คุ้มค่าสำหรับโจรเรียกค่าไถ่ และที่สำคัญ พวกนี้ไม่ใช่โจรป่าแต่เป็นทาส พวกมันต้องถูกสั่งมาให้กำจัดใครบางคนเป็นการเฉพาะแน่ๆ แต่ในวัลคาริออนไม่มีใครรู้จักเขา อัลฟริคเป็นเพียงคนแปลกหน้าที่ไม่มีทั้งมิตรและศัตรู
หรือพวกมันจะจำคนผิด? แต่นั่นก็แทบเป็นไปไม่ได้ในแสงสลัวแบบนี้ เพราะรูปลักษณ์ของเขาชัดเจนว่าเป็นคนเถื่อนจากต่างแดน มันไม่สมเหตุสมผลเลย สาบานต่อลูเกอร์ มันไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย!
เขาก้มลงสำรวจร่างไร้วิญญาณ พวกมันดูมีความลับแม้ในยามที่นอนแผ่หลาไร้ทางสู้ เขาไม่ได้ข้อมูลอะไรเลย นอกจาก... เดี๋ยวก่อน นั่นรอยตราเจ้าของ...
รูปพระจันทร์เสี้ยวคู่
พระจันทร์เสี้ยวคู่!
ความจริงนั้นกระแทกใจเหมือนถูกหอกซัด อัลฟริคนั่งนิ่งอยู่ครู่ใหญ่โดยมีลมพัดผมสีดำสนิทจนยุ่งเหยิง พระจันทร์เสี้ยวคู่... สัญลักษณ์แห่งจันทราคู่ นั่นหมายความว่าทาสพวกนี้เป็นสมบัติของวิหาร พวกมันอยู่ภายใต้คำสั่งของเหล่านักบวชแห่งดวงจันทร์ ซึ่งเป็นศาสนาเก่าแก่ของจักรวรรดิและยังคงเป็นศาสนาประจำชาติของวัลคาริออน
แต่หากวิหารส่งมือสังหารมา...
สายตาของอัลฟริคเลื่อนไปยัง 'อมาริส' ดวงจันทร์ที่อยู่ไกลออกไป ซึ่งลอยเด่นอยู่บนท้องฟ้าที่มืดมิด ส่วน 'ดานโนส' ดวงที่อยู่ใกล้กว่ายังไม่ขึ้นมา... มันมักจะผุดขึ้นทางทิศตะวันตกอย่างผิดวิถีของธรรมชาติ... แต่ด้วยความเร็วราวกับจรวดของมัน มันจะโคจรขึ้นมาทันและแซงหน้าดวงจันทร์ดวงไกลไปก่อนรุ่งสาง
ใช่แล้ว... เขาจำได้แล้วว่าคืนนี้ดวงจันทร์จะมาบรรจบกัน ในคืนเช่นนี้วิหารคงมีพิธีกรรมใหญ่แน่นอน บางทีการลอบสังหารนี้อาจเกี่ยวข้องกับขั้นตอนทางศาสนาบางประการ
ตำนานที่เล่าขานและหนังสือประวัติศาสตร์ที่ผุพังต่างเห็นตรงกันว่า จุดเปลี่ยนแห่งโชคชะตาของจักรวรรดิเก่ามักเกิดขึ้นในคืนที่ดวงจันทร์ทั้งสองบรรจบกัน ไม่ต้องสงสัยเลยว่าสิ่งนี้ยังคงใช้ได้กับดินแดนส่วนที่เหลือซึ่งวัลคาริออนยังปกครองอยู่
ดวงจันทร์ไม่ใช่สิ่งสำคัญในศาสนาของพวกคนเถื่อนแอสลาคัน เทพเจ้าหลักของพวกเขาคือลม ดวงดาว และพลังไร้นามแห่งฤดูหนาวและความตาย แต่อัลฟริคกลับรู้สึกเสียวสันหลังวูบเมื่อคิดถึงสิ่งที่อาจกำลังอุบัติขึ้นในค่ำคืนนี้
ช่างหัวลูเกอร์สิ! ใบหน้าเรียวคมบิดเบี้ยวเป็นรอยยิ้มหยัน เขาเก็บดาบและหอกสั้นเข้าที่เดิม แล้วควบม้ามุ่งหน้าสู่วัลคาริออน จะเป็นพวกซุ่มโจมตี พวกนักบวช หรือแม้แต่ดวงจันทร์เองก็ช่าง คืนนี้เขาตั้งใจจะนอนในเมืองให้ได้
เบื้องหลังของเขา นกฟัลค์ที่ลอยลำอยู่ก็โฉบลงไปยังร่างนิ่งสนิทสองร่างที่ทอดกายอยู่บนถนน
ดวงอาทิตย์ลับหายไปในก้นทะเลที่เหือดแห้ง ความมืดมาถึงอย่างรวดเร็วและเงียบงัน อมาริสลอยเด่นอยู่ท่ามกลางกลุ่มดาว สาดแสงสีเงินสลัวดูน่าขนลุกไปทั่วหุบเขาจนเกิดเงาประหลาดซ่อนตัวอยู่ ลมพัดแรงขึ้น หนาวเย็นลง และมีกลิ่นเกลือจางๆ ราวกับวิญญาณของมหาสมุทรที่เหือดแห้ง อัลฟริคกระชับผ้าคลุมเก่าๆ ให้แน่นขึ้นเพื่อกันความหนาวที่บาดลึก นอกเหนือจากเสียงลมโหยหวนสะท้อนก้อง เสียงทรายพัดปลิว และเสียงใบไม้ไหว เขาก็อยู่เพียงลำพังในความมืด เขาได้ยินเสียงลั่นของเครื่องอาน เสียงกีบเท้าของเฮงกิสต์ที่กระทบพื้นสม่ำเสมอ ท่ามกลางเสียงหวีดหวิวของราตรี
กำแพงเมืองที่ผุพังตั้งตระหง่านเบื้องหน้า ดูใหญ่โตมหึมาตัดกับดวงดาวนับล้านที่ส่องแสงนิ่งสนิท เขาคาดว่าประตูเมืองอาจปิดอยู่ แต่กลับพบว่ามีกองไฟลุกโชติช่วงอยู่ในอุโมงค์ทางเข้ากำแพงเมือง มีทหารยามประมาณสิบกว่านายยืนล้อมวงกันอยู่
พวกเขาลุกขึ้นเตรียมพร้อมทันทีเมื่อเขาควบม้าเข้าไปใกล้ กำแพงหอกพุ่งออกมาขวางหน้า แสงไฟสะท้อนหมวกเหล็ก เกราะอก และใบหน้าที่เคร่งเครียดของทหาร
"นั่นใคร!" คนหนึ่งตะโกนถาม เสียงสั่นเครือเล็กน้อย
"ผู้สัญจรที่เป็นมิตร" อัลฟริคตอบด้วยภาษาวัลคาริออนสำเนียงเหนือ
เขาควบม้าเข้าไปในวงล้อมแสงไฟและนั่งนิ่งอย่างระแวดระวังขณะที่ทหารเหล่านั้นสอดส่องมองเขา เห็นชัดว่าเขาเป็นคนเถื่อนจากต่างแดน... สูงกว่าชาวใต้ส่วนใหญ่เกือบหนึ่งช่วงศีรษะ ร่างกายที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อสวมชุดหนังเรียบๆ และเสื้อเกราะโซ่ถักแบบนักรบเหนือ ดาบของเขาเป็นดาบเคลย์มอร์สองคมแทนที่จะเป็นดาบโค้งหรือดาบสั้นแบบชาวใต้ ผิวของเขาเป็นสีน้ำตาลกร้านแดดขณะที่คนพวกนั้นมีผิวสีนวล ดวงตาที่เรียวรีและเฉียงขึ้นเป็นสีเขียวจัดจ้าน และมีแหวนประดับอัญมณีอยู่ที่หูแหลมของเขา เขาโกนหนวดเคราเกลี้ยงเกลาตามธรรมเนียมชาวใต้ แต่โหนกแก้มสูง จมูกโด่งตรง และกรามที่ยาวนั้นไม่ใช่ลักษณะของคนแถวนี้เลย
"เจ้าเป็นใคร" หัวหน้าทหารยามถาม "และมีธุระอะไรที่นี่?"
"ข้าชื่ออัลฟริค บุตรแห่งเบโอแดน จากแอสลัค" เขาตอบตามความจริง "ข้าแค่รอนแรมมาหางานทำ บางทีวัลคาริออนอาจต้องการคนใช้ดาบเพิ่ม หรือพ่อค้าบางคนอาจต้องการนักรบฝีมือดีไปคุ้มกันคาราวาน หรือ..." เขาแบมือหยาบกร้านออกเป็นเชิงบอกความประสงค์ทั่วไป ไม่จำเป็นต้องบอกว่าบางทีอาจมีพวกโจรที่กำลังรับสมัครคน หรือกบฏบางคนที่ต้องการหัวหน้านักรบฝีมือดี ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อัลฟริคทำมาเกือบทุกอาชีพแล้ว ไม่ว่าจะถูกกฎหมายหรือไม่ก็ตาม
ทหารยามดูเคร่งเครียดและระแวดระวังเกินกว่าเหตุ แน่นอนว่าพวกเขาต้องเคยปล่อยคนแปลกหน้าที่น่าสงสัยยิ่งกว่าคนเถื่อนเพียงคนเดียวผ่านเข้าไปอยู่แล้ว บางทีพวกนี้อาจต้องการสินบน หรือไม่ก็—
หัวหน้าทหารยามพยักหน้าอย่างเคร่งขรึม "เจ้าเข้าไปได้ ในเมื่อเจ้ามาคนเดียว" เขากล่าว และพูดต่อด้วยท่าทีที่เป็นมิตรอย่างผิดสังเกต "ถ้าเจ้าต้องการที่พักราคาถูก และแหล่งรวมตัวของผู้คนที่อาจจะจ้างนักรบ ลองไปที่ร้าน 'นกฟัลค์กับมังกรไฟ' ดูสิ เลี้ยวขวาที่แยกแรก ตรงไปสามซอย แล้วเลี้ยวซ้ายหนึ่งซอย โชคดีนะคนแปลกหน้า"
อัลฟริคขมวดคิ้ว เขาหยุดนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ร่างกายเกร็งเขม็ง มีบางอย่างไม่ชอบมาพากลที่นี่... ช่างหัวลูเกอร์เถอะ ประสาทของเขายังตึงเครียดจากการต่อสู้ หากจะมีอะไรเกิดขึ้น ก็ให้มันเกิดไป
"ขอบใจ" เขาตอบ แล้วควบม้าเข้าเมืองไป
มันดูเหมือนเมืองหลวงเก่าของจักรวรรดิโดยทั่วไป เพียงแต่มีขนาดใหญ่กว่าและคึกคักกว่าเมืองอื่นเท่านั้น สองฟากถนนที่ปูด้วยหินกว้างขวางมีอาคารโบราณตั้งตระหง่าน โดดเด่นด้วยหน้ามุขเสาหินอันโอ่อ่าตามแบบฉบับจักรวรรดิ แม้ในยามนี้ทรัพย์สมบัติล้ำค่าจะสูญสิ้นไปนานแล้ว และตามเหลี่ยมมุมของสิ่งก่อสร้างจะถูกขัดเกลาจนเรียบมนด้วยกระแสลมแห่งสหัสวรรษ ทว่าพวกมันก็ยังคงความสง่างาม มีตะเกียงส่องสว่างตามเส้นทางหลัก แสงสีเหลืองนวลทาบทับลงบนฝูงชนที่สัญจรไปมาอย่างเนืองแน่น
คนส่วนใหญ่เป็นชาววัลคาริออนโดยกำเนิด พ่อค้าในเสื้อคลุมตัวยาวและชุดไหมขลิบขนสัตว์ เหล่าช่างฝีมือในชุดทูนิกสีฟ้าหรือเทา ชาวนาในชุดผ้าทอหยาบหนาและหมวกขนสัตว์ ทหารหนุ่มท่าทางยโสในชุดสีแดงและเกราะโลหะขัดเงา หญิงงามเมืองที่แต่งแต้มใบหน้าจัดจ้าน ขอทานในชุดปุปะ ทาสที่เกือบเปลือยกาย... นี่คือเมืองที่ชีพจรแห่งชีวิตยังคงเต้นระรัว แม้ว่าวันเวลาแห่งความรุ่งโรจน์จะผ่านพ้นไปนานนับหลายพันปีจนขี้เกียจจะนับ ทว่าที่นี่ยังเป็นจุดนัดพบของคนแปลกหน้า พ่อค้าสวมชุดคลุมจากซุงชีและเบกซาร์ราห์ผู้ขี่อูฐหลังค่อมของพวกเขา ชายผิวสีดำจากซูดาและอัสตราค ทหารรับจ้างสวมเสื้อคลุมขนนกสีทองแดงจากโทลลาซิอูอาทล์ พวกคนป่าเถื่อนผมสีทองจากวัลมันน์สตัดและเนินเขามาร์สกัน—ดูเหมือนคนทั้งโลกจะมาบรรจบกันที่นี่ ท่ามกลางเสียงเจื้อยแจ้วหลากหลายภาษาและสีสันที่หมุนวน
มีนักบวชแห่งดวงจันทร์ศีรษะเลี่ยนเดินปะปนอยู่มากมายในชุดคลุมสีแดงดำ มีรูปพระจันทร์เสี้ยวคู่ห้อยจากโซ่เงินรอบคอ เบื้องหลังนักบวชแต่ละรูปจะมีทาสผิวเหลืองเดินตามเงียบเชียบและระแวดระวัง มือข้างหนึ่งจับอยู่ที่กริชหรือกล้องเป่าลูกดอก อัลฟริคขมวดคิ้ว เขาตัดสินใจว่าควรหาที่พักให้เรียบร้อยก่อนจะเสี่ยงพาตัวไปพัวพันกับคนพวกนั้น แม้ศูนย์กลางการค้าอย่างวัลคาริออนจะเปิดรับทุกความเชื่อ... แต่ถึงอย่างนั้น ก็มีคนเพิ่งพยายามจะฆ่าเขา
เขาสลัดตัวออกจากฝูงชนและมุ่งหน้าตามคำบอกของหัวหน้ายาม เส้นทางเหล่านั้นนำเขาเข้าสู่ย่านเสื่อมโทรม บ้านกำแพงโล้นที่ผุพังเบียดเสียดกันอยู่ในเขาวงกตของถนนแคบๆ ที่ไร้แสงไฟและตรอกซอกซอยที่ส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้ง ชายท่าทางน่าสงสัยเคลื่อนไหวอย่างลับๆ ล่อๆ ผ่านเงามืด หรือไม่ก็ทะเลาะวิวาทกันด้วยความเมามายหน้าโรงเตี๊ยมราคาถูกและซ่องโสเภณี ช่างเป็นสถานที่ที่ประหลาดพิกลนักสำหรับทหารยามเมืองที่จะแนะนำให้เขามา
แต่ในเมื่อไม่มีนักบวชหรือทหารอยู่ในสายตา นั่นก็ถือเป็นเหตุผลที่เพียงพอแล้ว อัลฟริคควบม้าต่อไปจนเห็นป้าย 'นกฟัลค์กับมังกรไฟ' แกว่งไกวส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดท่ามกลางลมหนาวที่พัดกรรโชกอยู่เหนือประตูที่ดูอึมครึม
เขาลงจากหลังม้าและเคาะประตู มือข้างหนึ่งกุมกริชไว้มั่น ประตูครางลั่นขณะเปิดออกเพียงแง้มๆ ชายร่างผอมที่มีรอยแผลเป็นบนใบหน้ามองออกมา มือของเขาเองก็จับอยู่ที่ด้ามมีดเช่นกัน
"ข้าต้องการที่พักสำหรับตัวข้าและเฮงกิสต์" อัลฟริคกล่าว
ดวงตาภายใต้ฮู้ดของเจ้าของที่พักกวาดมองร่างสูงใหญ่ของคนป่าขึ้นลง เขาพ่นลมหายใจดังฟืดผ่านริมฝีปาก "เจ้ามาจากแดนเหนือรึ?"
"ใช่" อัลฟริคผลักประตูเปิดกว้างแล้วก้าวเข้าไปในส่วนของร้านเหล้า
ภายในนั้นมืดสลัว สกปรก และเพดานเตี้ย คบไฟไม่กี่อันที่ส่งควันโขมงส่องแสงวูบวาบไปบนร่างของชายหน้าตาถมึงทึงที่นั่งดื่มเหล้าองุ่นสีเหลืองรสเปรี้ยวฝาดอยู่ตามโต๊ะ พวกเขาทุกคนมีอาวุธและระแวดระวังตัว สถานที่แห่งนี้ชัดเจนว่าเป็นแหล่งซ่องสุมของพวกหัวขโมยและฆาตกร
อัลฟริคยักไหล่กว้าง เขาเคยพักในที่แบบนี้มาบ่อยจนชิน "เจ้าจะคิดราคาเท่าไหร่?"
"อา..." เจ้าของที่พักเลียริมฝีปากอย่างประหม่า "สองไครสเตอร์ซีสำหรับมื้อค่ำและมื้อเช้า กับอีกหนึ่งโซลดาร์สำหรับห้องพักและผู้หญิง"
ราคานั้นต่ำเสียจนอัลฟริคต้องหรี่ตาลงอย่างระแวงตามสัญชาตญาณ ปกติพวกคนใต้เหล่านี้นิยมบอกราคาพุ่งสูงกว่าที่คาดหวังไว้หลายเท่า แต่เขาไม่เคยเห็นใครเสนอราคาเริ่มต้นได้ต่ำเตี้ยขนาดนี้มาก่อน
"ตกลง" เขาตอบในที่สุด "แต่ถ้าอาหารรสชาติห่วย เตียงเต็มไปด้วยตัวเรือด หรือผู้หญิงมีโรคร้าย ข้าจะจับเจ้าโยนลงหม้อต้มของเจ้าเอง แล้วแล่เนื้อซี่โครงเจ้ามาเป็นมื้อเช้าแทน"
"คงไม่ถึงขั้นนั้นหรอกท่านผู้สูงศักดิ์" เจ้าของที่พักโอดครวญพลางกวักมือเรียกทาสตัวผอมเล็กมา "ไปดูม้าให้ท่านผู้นี้ซะ"
อัลฟริคนั่งลงที่โต๊ะตรงมุมห้องและกินอาหารเพียงลำพัง อาหารนั้นมันเยิ้มแต่รสชาติพอใช้ได้ เขาเฝ้ามองแขกคนอื่นๆ จากเงามืด ประเมินความเป็นไปได้ของแต่ละคน ชายร่างใหญ่เคราแพะคนนั้น... อาจจะเป็นหัวหน้าแก๊งที่กำลังมองหานักดาบฝีมือดี และชายร่างเล็กเหี่ยวย่นในเสื้อคลุมสีเทาอาจเป็นนักต้มตุ๋นที่ต้องการผู้คุ้มกัน
ทว่าเขาเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติ มีสายตาที่คมปลาบจับจ้องมาทางเขามากเกินไป... ทั้งการกระซิบกระซาบหลังฝ่ามือ ทั้งการลอบคลายกริชออกจากฝักอย่างลับๆ มีบางอย่างที่อัปมงคลกำลังอุบัติขึ้นในวัลคาริออน
อัลฟริคแยกเขี้ยวขู่เหมือนสัตว์ร้ายจัคคูที่กำลังโกรธจัด แต่เขาก็สะกดกลั้นความใจร้อนและลุกขึ้น พรุ่งนี้ค่อยหาคำตอบก็ยังไม่สาย ตอนนี้เขาเหนื่อยล้าจากการเดินทางไกล เขาควรจะนอนพักเสียก่อน
เขาเดินขึ้นบันไดไป รับรู้ได้ถึงสายตาที่มองตามหลังมา เขาเปิดประตูห้องที่เด็กชายชี้ให้ดู แล้วก็ต้องชะงักกรามค้าง
ห้องนั้นเป็นเพียงห้องแคบๆ สว่างด้วยแสงเทียนที่เหลือเพียงโคนสั้นๆ ไม่มีเฟอร์นิเจอร์อื่นใดนอกจากเตียง หน้าต่างที่มองออกไปเห็นตรอกที่มืดมิดราวกับสายน้ำแห่งความดำมืด
ทว่าหญิงสาวที่อยู่ในห้องนั้นต่างหากที่สะกดสายตาของอัลฟริคไว้
นางสวมเพียงชุดไหมสีฉูดฉาดตามปกติ และนั่งดีดพิณสายเดียวส่งเสียงกังวาน แหวนและกำไลของนางดูเหมือนของราคาถูกธรรมดาๆ แต่นางไม่ใช่โสเภณีโรงเตี๊ยมทั่วไป... ไม่ใช่แน่!
นางมีรูปร่างสูงระหง ปราดเปรียว ผิวนวลสีน้ำผึ้ง นางลุกขึ้นเผชิญหน้ากับเขา ผมสีดำขลับเป็นเงางามทิ้งตัวสลวยลงไปถึงเอวคอดกิ่ว ล้อมกรอบใบหน้าที่คมสันและสง่างามราวกับงานประติมากรรมโบราณ หน้าผากกว้างเนียน จมูกโด่งสวย ริมฝีปากอวบอิ่มที่แฝงความรั้น คางที่มั่นคง และลำคอเรียวระหงที่ทอดต่ำลงไปยังทรวงอกชูชันที่แข็งแรง ดวงตาของนางกว้าง คมเข้ม และทอประกายพราวระยับดั่งดวงดาวในคืนทะเลทราย ริมฝีปากของนางแดงฉานดั่งเปลวเพลิง
เมื่อนางเอ่ยปาก มันคือท่วงทำนองดนตรีที่กังวานล้อไปกับเสียงลมหนาวที่สั่นสะเทือนกรอบหน้าต่างอยู่ภายนอก
"ยินดีต้อนรับ คนแปลกหน้า"
อัลฟริคกลืนน้ำลาย ลอบเลียริมฝีปาก และค่อยๆ เค้นเสียงออกมาได้ในที่สุด
"ขอบใจ แม่สาวงาม" เขาขยับเข้าไปใกล้นาง "ข้าไม่คิดเลยว่าจะได้พบคนอย่างเจ้า... ในสถานที่เช่นนี้"
"แต่ในเมื่อท่านพบแล้ว..." นางขยับเข้าหา และรอยยิ้มของนางก็ทำให้เขาพร่ามัว "ในเมื่อท่านพบแล้ว ท่านจะทำเช่นไรต่อไป?"
"แล้วเจ้าคิดว่าอย่างไรล่ะ?" เขาหัวเราะร่วนในลำคอ
นางโน้มตัวลงและเป่าเทียนจนดับวูบ
ก้าวต่อไป: อัลฟริคตกอยู่ในพะวงความงามท่ามกลางเมืองที่เต็มไปด้วยมือสังหารเสียแล้ว คุณอยากรู้ไหมว่ามีบทสนทนาหรือเหตุการณ์อะไรในห้องที่มืดมิดนี้?
.⋆。🌶️🌿˚ และนอกจากนิยายโรมานซ์อ่านสนุกเรื่องนี้แล้ว คุณนักอ่านสามารถสนับสนุนผลงาน #นิยายรสแซ่บจัดจ้านจนนิพพานสีจมปูว์ ของ #แมงมุมใต้เตียง ที่แต่งจบแล้วพร้อมอ่านได้เลยได้ที่ comment หรือที่ BIO ตลอด 24 ชั่วโมง นะคะ ✨👇✨ สุดปัง สุดปัง กำลังรับนักอ่านจำนวนไม่จำกัด!
#นิยาย | #อ่านนิยาย | #eBook | #romancenovels | #fiction | #นิยายอ่านสนุกทุกเทศกาล #2025trend #ตำนานรักของเทพเจ้า
แวะชม แวะอ่าน แวะโหลดนิยายรสแซ่บจัดจ้านที่ใครก็อยากมีไว้อ่านก่อนนอนทุกคืนที่นี่*
คำอธิบาย: 👑 อย่าลืมมาเป็นนักอ่าน VIP ของเราเพื่อรับสิทธิพิเศษเข้าถึงนิยายรักเรื่องใหม่ รวมถึงนิยายแปลสุดคลาสสิก อ่านได้เลยใน BLOG สุดเก๋ สุดคลู ที่จะมอบให้แก่นักอ่าน VIP ที่น่ารักที่สุดเท่านั้น เมื่อคุณนักอ่านสะสมครบเงื่อนไขแล้วสามรถ inbox นิยายในคลังของคุณมาอวดกันได้และรับ link ไปเลย! มีนิยายให้เอา เอ้ย! ให้อ่าน 2 เรื่องพิเศษแล้วและจะทะยอยวางอย่างต่อเนื่องนะคะ 👑 *รับสิทธิพิเศษอ่านนิยายรสเข้มข้นใหม่ๆ อ่านจบเรื่องเลยได้ฟsี 12 เรื่องสั้น และ 1 เรื่องยาว*
