.⋆。📜˚
กรงเล็บสีแดง
(Red Nails)
Robert E. Howard
แปลโดย: หมื่นล้านคำรัก
‼️ ©️ สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ‼️
5. เล็บแดงยี่สิบเล็บ
นักรบสองคนกำลังพักผ่อนอยู่ในห้องยามบนชั้นที่เรียกกันว่า ระดับอินทรี ท่าทางของพวกเขาดูผ่อนคลายแต่ก็ยังคงความตื่นตัวตามสัญชาตญาณ การโจมตีประตูสำริดบานยักษ์จากภายนอกเป็นสิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้เสมอ ทว่าหลายปีที่ผ่านมาไม่มีการบุกโจมตีเช่นนี้เกิดขึ้นเลยไม่ว่าจากฝ่ายใด
"คนแปลกหน้าพวกนั้นเป็นพันธมิตรที่แข็งแกร่งนะ" คนหนึ่งเอ่ย "ข้าเชื่อว่าพรุ่งนี้โอลเมคจะเคลื่อนพลจัดการศัตรูแน่"
อีกคนหนึ่งนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง
"สมมติว่าเราทำลายโซตาลันก์ได้ด้วยความช่วยเหลือของพวกเขา" เขากล่าว "แล้วยังไงต่อล่ะ ชัตเมค?"
"ก็..." ชัตเมคตอบ "เราก็จะตอกเล็บแดงให้พวกมันทุกคนไง ส่วนพวกเชลยเราก็จะเผา ถลกหนัง และฉีกร่างเป็นสี่ส่วน"
"แต่หลังจากนั้นล่ะ?" อีกคนยังคงซัก "หลังจากที่เราฆ่าพวกมันหมดแล้ว? มันจะไม่ดูแปลกๆ หรือที่จะไม่มีศัตรูให้สู้? ทั้งชีวิตข้าสู้และเกลียดชังพวกโซตาลันก้ามาตลอด ถ้าสงครามสายเลือดจบลง แล้วจะเหลืออะไรล่ะ?"
ชัตเมคยักไหล่ ความคิดของเขาไม่เคยไปไกลเกินกว่าการทำลายล้างศัตรู และพวกเขาไม่มีทางคิดไปไกลกว่านั้นได้
ทันใดนั้น ทั้งคู่ก็ตัวแข็งทื่อเมื่อได้ยินเสียงบางอย่างที่หน้าประตู
"ไปที่ประตูซะ ชัตเมค!" อีกคนกระซิบเสียงขุ่น "ข้าจะดูผ่านดวงตาเอง—"
ชัตเมคถือดาบในมือ พิงประตูสำริด เงี่ยหูฟังผ่านเนื้อโลหะ เพื่อนของเขามองเข้าไปในกระจกแล้วก็สะดุ้งสุดตัว มีชายฉกรรจ์กลุ่มใหญ่รวมตัวกันหนาแน่นอยู่นอกประตู ชายหน้าตาดุดันผิวเข้มที่คาบดาบไว้ในปาก—และใช้นิ้วอุดหูตัวเองเอาไว้ คนหนึ่งที่สวมเครื่องประดับศีรษะขนนกถือขลุ่ยชุดหนึ่งขึ้นมาจ่อที่ริมฝีปาก และในขณะที่ยามเตคุลต์ลีกำลังจะตะโกนเตือนภัย เสียงขลุ่ยก็เริ่มแผดเสียงโหยหวน
เสียงร้องตายคาลำคอของยามคนนั้น เมื่อเสียงขลุ่ยแหลมสูงและประหลาดแทรกซึมผ่านประตูโลหะเข้ามาทิ่มแทงโสตประสาท ชัตเมคยืนแข็งทื่อพิงประตูราวกับเป็นอัมพาตในท่านั้น ใบหน้าของเขาดูเหมือนรูปปั้นไม้ แสดงสีหน้าของความสยดสยองจากการรับฟัง ส่วนยามอีกคนที่อยู่ห่างจากแหล่งกำเนิดเสียงมากกว่า สัมผัสได้ถึงความสยองขวัญของสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ภัยร้ายที่น่าขนลุกซ่อนอยู่ในเสียงเป่าขลุ่ยปิศาจนั่นเขารู้สึกเหมือนมีนิ้วที่มองไม่เห็นมาจิกดึงเนื้อสมองของเขา เติมเต็มด้วยอารมณ์แปลกประหลาดและแรงขับดันแห่งความบ้าคลั่ง แต่ด้วยความพยายามอย่างสุดชีวิต เขาสามารถทำลายมนต์สะกดนั้นได้ และกรีดร้องเตือนภัยด้วยน้ำเสียงที่เขาเองก็จำไม่ได้ว่าเป็นเสียงของตัวเอง
ทว่าในขณะที่เขาร้องออกมา ดนตรีนั้นก็เปลี่ยนเป็นเสียงแหลมสูงจนเหลืออด ราวกับมีมีดมาทิ่มแทงแก้วหู ชัตเมคกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดกะทันหัน สติสัมปชัญญะหลุดลอยไปจากใบหน้าเหมือนเปลวเทียนที่ถูกลมพัดดับ เขาคลุ้มคลั่งเหมือนคนเสียสติ กระชากโซ่ออก พังประตูเปิด และพุ่งออกไปในโถงทางเดินโดยชูดาบขึ้นก่อนที่เพื่อนจะทันห้าม คมดาบนับสิบเล่มฟันเขาร่วงลง และพวกโซตาลันก้าก็ดาหน้าข้ามศพที่แหลกเหลวของเขาเข้ามาในห้องยาม พร้อมเสียงโห่ร้องบ้าเลือดที่ดังก้องกังวานไปทั่วโถง
สมองของยามที่เหลือมึนงงจากความช็อก เขากระโจนเข้าหาศัตรูด้วยหอก ความสยองขวัญจากเวทมนตร์ที่เพิ่งเห็นถูกกลบด้วยความจริงอันน่าตกตะลึงที่ว่าศัตรูบุกเข้ามาในเตคุลต์ลีแล้ว และขณะที่ปลายหอกของเขาฉีกผ่านหน้าท้องผิวสีเข้มเขาก็ไม่รับรู้อะไรอีก เพราะดาบที่เหวี่ยงมาได้บดขยี้กะโหลกของเขา ในขณะที่เหล่านักรบตาขวางพุ่งทะลักเข้ามาจากห้องต่างๆ เบื้องหลังห้องยาม
เสียงตะโกนของผู้ชายและเสียงดาบปะทะกันนี่เองที่ทำให้โคแนนดีดตัวจากโซฟา ตื่นเต็มตาพร้อมดาบเล่มโตในมือ เพียงอึดใจเขาเข้าถึงประตูและผลักมันเปิดออก จ้องมองออกไปยังระเบียงทางเดินในจังหวะที่เทโชตัลวิ่งหน้าตั้งขึ้นมา ดวงตาเป็นประกายบ้าคลั่ง
"พวกโซตาลันก้า!" เขาพ่นเสียงร้องที่แทบจะไม่ใช่เสียงมนุษย์ "พวกมันพังประตูเข้ามาได้แล้ว!"
โคแนนวิ่งลงไปตามทางเดิน ขณะที่วาเลเรียเดินออกมาจากห้องของนาง
"มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้น?" นางร้องถาม
"เทโชตัลบอกว่าพวกโซตาลันก้าบุกเข้ามา" เขาตอบอย่างรีบร้อน "เสียงเอะอะนั่นก็ดูจะใช่เลยล่ะ"
ทั้งสองตามเทโชตัลเข้าไปในห้องโถงบัลลังก์ และพบกับภาพที่เกินกว่าความฝันอันบ้าคลั่งของเลือดและโทสะ ชายหญิงยี่สิบคน ผมดำยาวสลวย และมีหัวกะโหลกสีขาวเปล่งประกายบนหน้าอก กำลังสู้พัวพันอยู่กับคนของเตคุลต์ลี ผู้หญิงทั้งสองฝ่ายสู้กันอย่างบ้าคลั่งไม่แพ้ผู้ชาย และตอนนี้ทั้งในห้องและโถงถัดไปต่างก็เกลื่อนไปด้วยซพ
โอลเมคที่ร่างกายเปลือยเปล่าเหลือเพียงผ้าเตี่ยว กำลังต่อสู้อยู่หน้าบัลลังก์ของเขา และเมื่อนักผจญภัยเข้ามา ทัสเซลาก็วิ่งออกมาจากห้องด้านในพร้อมดาบในมือ
ชัตเมคและเพื่อนตายไปแล้ว จึงไม่มีใครบอกชาวเตคุลต์ลีได้ว่าศัตรูหาทางเข้ามาในปราสาทได้อย่างไร และไม่มีใครรู้ว่าอะไรคือแรงผลักดันให้เกิดการบุกโจมตีอันบ้าคลั่งนี้ ทว่าความสูญเสียของฝ่ายโซตาลันก้านั้นยิ่งใหญ่กว่า และสถานการณ์ของพวกมันก็สิ้นหวังเกินกว่าที่พวกเตคุลต์ลีจะคาดคิด การที่มังกรเกล็ดหนาซึ่งเป็นพันธมิตรของพวกมันถูกทำร้าย การทำลายหัวกะโหลกเพลิง และข่าวที่ได้จากชายใกล้ตายที่หอบกระชั้นบอกว่ามีพันธมิตรผิวขาวลึกลับเข้าร่วมกับศัตรู ได้ผลักดันให้พวกมันคลุ้มคลั่งด้วยความสิ้นหวัง และตัดสินใจอย่างป่าเถื่อนที่จะตายไปพร้อมกับการลากศัตรูคู่แค้นลงนรกไปด้วยกัน
พวกเตคุลต์ลีเมื่อเริ่มตั้งตัวได้จากความตกตะลึงในตอนแรกที่ถูกกวาดต้อนกลับมาในห้องโถงจนศพเกลื่อนพื้น ก็เริ่มสู้กลับด้วยโทสะที่สิ้นหวังไม่แพ้กัน ขณะที่ยามเฝ้าประตูจากชั้นล่างวิ่งกวดขึ้นมาโถมตัวเข้าร่วมวงศึก มันคือการสู้ตายของฝูงหมาป่าที่บ้าคลั่ง มืดบอด หอบกระชั้น และไร้ความเมตตา การต่อสู้โถมไปโถมมาระหว่างประตูถึงแท่นหยก คมดาบกรีดผ่านอากาศและฟันเข้าเนื้อ เลือดพุ่งกระฉูด ฝ่าเท้าเหยียบย่ำลงบนพื้นสีแดงที่มีแอ่งเลือดเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ โต๊ะงาช้างล้มโครม เก้าอี้แตกกระจาย ม่านกำมะหยี่ที่ถูกกระชากลงมาเปื้อนไปด้วยเลือดสีแดง มันคือจุดจบที่นองเลือดของช่วงเวลาครึ่งศตวรรษอันโหดเหี้ยม และทุกคนที่นั่นสัมผัสได้
แต่ตอนจบนั้นหลีกเลี่ยงไม่ได้ ชาวเตคุลต์ลีมีจำนวนมากกว่าผู้รุกรานเกือบสองต่อหนึ่ง และพวกเขามีกำลังใจมากขึ้นจากข้อเท็จจริงนั้นรวมถึงการที่พันธมิตรผิวขาวกระโจนเข้าสู่การตะลุมบอน
ทั้งคู่บุกเข้าสู่ศึกด้วยอานุภาพทำลายล้างราวกับพายุทอร์นาโดที่พัดผ่านดงไม้พุ่ม ในแง่ของพละกำลังดิบๆ ไม่มีชาวตลาซิตแลนแม้สามคนจะสู้โคแนนได้ และแม้เขาจะมีน้ำหนักตัวมาก แต่เขากลับว่องไวกว่าใครๆ เขาเคลื่อนที่ผ่านกลุ่มคนที่หมุนวนและสับสนด้วยความมั่นใจและอำนาจทำลายล้างราวกับหมาป่าสีเทาท่ามกลางฝูงหมาวัด และเขาก้าวข้ามร่างที่ล้มพับไปเป็นทาง
วาเลเรียสู้เคียงข้างเขา ริมฝีปากของนางยิ้มและดวงตาเปล่งประกาย นางแข็งแกร่งกว่าผู้ชายทั่วไป และว่องไวกว่ารวมถึงดุร้ายกว่ามาก ดาบในมือของนางเหมือนสิ่งมีชีวิต ในขณะที่โคแนนบดขยี้การต้านทานด้วยน้ำหนักและพลังจากการฟันที่รุนแรง ทำลายหอก ผ่ากะโหลก และฟันร่างแยกออกถึงกระดูกอก วาเลเรียกลับใช้ชั้นเชิงการใช้ดาบที่งดงามจนทำให้คู่ต่อสู้ตาพร่าและสับสนก่อนจะปลิดชีพพวกเขา ครั้งแล้วครั้งเล่านักรบที่ยกดาบหนักขึ้นสูงกลับต้องพบว่าปลายดาบของนางเสียบเข้าที่เส้นเลือดคอไปแล้วก่อนที่เขาจะทันฟัน โคแนนที่รูปร่างสูงใหญ่เหนือสมรภูมิ ก้าวเดินผ่านความสับสนวุ่นวายฟันซ้ายป่ายขวา แต่วาเลเรียเคลื่อนที่เหมือนวิญญาณที่จับต้องไม่ได้ เปลี่ยนตำแหน่งตลอดเวลา ทั้งแทงและเชือดเฉือนขณะที่นางเคลื่อนไหว ดาบของศัตรูพลาดตัวนางซ้ำแล้วซ้ำเล่าในขณะที่คนฟันฟาดผ่านอากาศที่ว่างเปล่าและตายลงด้วยปลายดาบของนางที่ปักเข้าหัวใจหรือลำคอ พร้อมเสียงหัวเราะเยาะของนางที่ก้องอยู่ในหู
ไม่มีใครสนใจเรื่องเพศหรือสภาพร่างกายในสมรภูมิที่บ้าคลั่งนี้ ผู้หญิงห้าคนของฝ่ายโซตาลันก้าถูกปาดคอลงไปกองกับพื้นก่อนที่โคแนนและวาเลเรียจะเข้าร่วมศึกเสียอีก และเมื่อชายหรือหญิงคนไหนล้มลงภายใต้ฝ่าเท้าที่เหยียบย่ำ มักจะมีพลาลี (มีดสั้น) เตรียมพร้อมสำหรับลำคอที่ไร้ทางสู้ หรือเท้าที่สวมรองเท้าแตะที่กระหายจะบดขยี้กะโหลกที่นอนราบอยู่เสมอ
คลื่นแห่งการต่อสู้ม้วนตัวจากผนังด้านหนึ่งไปอีกด้านหนึ่ง จากประตูสู่ประตู ล้นทะลักเข้าไปในห้องข้างเคียง และในไม่ช้า ก็เหลือเพียงพวกเตคุลต์ลีและพันธมิตรผิวขาวที่ยังยืนหยัดอยู่ในห้องโถงบัลลังก์อันยิ่งใหญ่ ผู้รอดชีวิตต่างจ้องมองกันและกันด้วยสายตาที่ว่างเปล่าและอ้างว้าง เหมือนผู้รอดชีวิตหลังวันพิพากษาหรือวันสิ้นโลก ยืนแยกขาอย่างมั่นคง มือที่กำดาบที่บิ่นและโชกเลือด เลือดหยดลงมาตามแขน พวกเขาจ้องมองกันและกันข้ามศพที่แหลกเหลวของเพื่อนและศัตรู พวกเขาไม่มีแรงเหลือพอจะตะโกน แต่มีเสียงหอนที่บ้าคลั่งราวกับสัตว์ป่าหลุดออกมาจากริมฝีปาก มันไม่ใช่เสียงร้องแห่งชัยชนะของมนุษย์ แต่มันคือเสียงหอนของฝูงหมาป่าที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้าที่กำลังเดินด้อมๆ มองๆ อยู่ท่ามกลางร่างของเหยื่อ
โคแนนคว้าแขนของวาเลเรียและหมุนตัวนางมาดู
"เจ้าถูกแทงที่น่องนะ" เขาคำราม
นางกล้มมองดู เพิ่งจะรู้สึกตัวเป็นครั้งแรกว่ามีอาการแสบที่กล้ามเนื้อขา ชายใกล้ตายคนหนึ่งบนพื้นใช้แรงเฮือกสุดท้ายฝากแผลไว้ด้วยมีดสั้นของเขา
"ท่านเองก็ดูเหมือนคนขายเนื้อเลยนะ" นางหัวเราะ
เขาสะบัดเลือดสีแดงออกจากมือ
"ไม่ใช่เลือดข้าหรอก โอ้ มีรอยถลอกตรงนั้นตรงนี้นิดหน่อย ไม่ต้องไปสนใจหรอก แต่น่องนั่นควรจะพันแผลไว้นะ"
โอลเมคเดินฝ่ากองซากศพเข้ามา เขาดูเหมือนปิศาจกูลด้วยหัวไหล่กำยำเปลือยเปล่าที่เปื้อนเลือด และเคราสีดำที่ชุ่มไปด้วยสีแดงเข้ม ดวงตาของเขาเป็นสีแดงก่ำ ราวกับแสงไฟที่สะท้อนบนผิวน้ำที่มืดมิด
"เราชนะแล้ว!" เขาคำรามเสียงแหบพร่าอย่างมึนงง "สงครามสายเลือดจบสิ้นลงแล้ว! ไอ้พวกสุนัขรับใช้แห่งโซตาลันก์ตายนอนตายกันหมด! โถ่เอ๋ย... น่าจะมีเชลยเหลือให้ข้าถลกหนังเล่นสักคน! แต่การได้มองหน้าศพพวกมันก็ดีเหมือนกัน ไอ้พวกหมาตายยี่สิบตัว! เล็บแดงยี่สิบเล็บสำหรับเสาสีดำ!"
"เจ้าควรไปดูคนเจ็บของเจ้ามากกว่านะ" โคแนนครางฮึดฮัดพลางหันหลังให้เขา "มานี่ ยัยหนู ให้ข้าดูน่องนั่นหน่อย"
"เดี๋ยวก่อน!" วาเลเรียสะบัดตัวออกอย่างรำคาญใจ ไฟแห่งการต่อสู้ยังคงลุกโชนอยู่ในวิญญาณของนาง "เราจะรู้ได้ยังไงว่าพวกมันมากันหมดแล้ว? พวกนี้อาจจะแค่แบ่งพวกมาซุ่มโจมตีเองก็ได้"
"พวกมันไม่มีทางแบ่งพรรคพวกออกมาเสี่ยงในสงครามแบบนี้หรอก" โอลเมคกล่าวพลางส่ายหัว และเริ่มกลับมามีสติสัมปชัญญะปกติอีกครั้ง เมื่อปราศจากเสื้อคลุมสีม่วง ชายคนนี้ดูไม่เหมือนเจ้าชายเลย แต่ดูเหมือนสัตว์นักล่าที่น่ารังเกียจมากกว่า "ข้าเอาหัวเป็นประกันว่าเราฆ่าพวกมันหมดแล้ว พวกมันเหลือน้อยกว่าที่ข้าคิดไว้เสียอีก และคงจะสิ้นหวังมาก... แต่พวกมันเข้ามาในเตคุลต์ลีได้ยังไง?"
ทัสเซล่าก้าวออกมาพลางเช็ดดาบกับต้นขาที่เปลือยเปล่า มืออีกข้างหนึ่งถือวัตถุบางอย่างที่นางหยิบมาจากศพของผู้นำชาวโซตาลันก้าที่สวมขนนก
"ขลุ่ยแห่งความบ้าคลั่ง" นางกล่าว "นักรบคนหนึ่งบอกข้าว่าชัตเมคเปิดประตูให้พวกโซตาลันก้าและถูกฟันร่วงทันทีที่พวกมันบุกเข้ามาในห้องยาม นักรบคนนี้มาจากโถงด้านในทันเห็นเหตุการณ์พอดี และได้ยินเสียงเพลงประหลาดที่ทำให้วิญญาณของเขาหนาวสั่นไปถึงขั้วหัวใจ โตลเคเมคเคยพูดถึงขลุ่ยพวกนี้ ซึ่งชาวซูโชตัลสาบานว่ามันถูกซ่อนไว้ที่ไหนสักแห่งในสุสานใต้ดินพร้อมกับกระดูกของพ่อมดโบราณผู้ใช้มันตอนยังมีชีวิต ไม่รู้ว่าไอ้พวกสุนัขโซตาลันก้าไปหามันเจอและเรียนรู้วิธีใช้ได้ยังไง"
"ใครสักคนควรไปที่โซตาลันก์และดูว่ามีใครเหลือรอดอยู่บ้าง" โคแนนเสนอ "ข้าจะไปเองถ้ามีคนนำทาง"
โอลเมคเหลือบมองเศษซากคนของเขา เหลือรอดชีวิตเพียงยี่สิบคน และในจำนวนนั้นหลายคนก็นอนร้องครวญครางอยู่บนพื้น มีเพียงทัสเซล่าเท่านั้นที่เป็นคนของเตคุลต์ลีที่รอดพ้นมาได้โดยไม่มีบาดแผลแม้แต่รอยขีดข่วน เจ้าหญิงไม่ได้รับบาดเจ็บเลยแม้นางจะสู้ได้ดุร้ายไม่แพ้ใคร
"ใครจะไปโซตาลันก์กับโคแนนบ้าง?" โอลเมคถาม
เทโชตัลเดินกะเผลกออกมา แผลที่ต้นขาของเขาเริ่มเลือดออกอีกครั้ง และเขายังมีแผลยาวพาดซี่โครงเพิ่มมาอีกแผล
"ข้าจะไปเอง!"
"ไม่ เจ้าไม่ต้องไป" โคแนนสั่งห้าม "และเจ้าก็ไม่ต้องไปเหมือนกัน วาเลเรีย อีกประเดี๋ยวขานั่นจะเริ่มแข็งตัว"
"ข้าจะไปเอง" นักรบคนหนึ่งอาสา เขากำลังมัดผ้าพันแผลที่ท่อนแขนที่ถูกฟัน
"ดีมาก ยานาธ ไปกับชาวซิมเมอเรียนเถอะ และเจ้าด้วย โทปาล" โอลเมคชี้ไปยังชายอีกคนที่บาดเจ็บเพียงเล็กน้อย "แต่ก่อนอื่น ช่วยเรายกคนเจ็บหนักขึ้นไปบนโซฟาพวกนี้ก่อน เราจะได้พันแผลให้พวกเขา"
งานนี้สำเร็จอย่างรวดเร็ว ในขณะที่พวกเขาก้มลงยกตัวผู้หญิงคนหนึ่งที่สลบเพราะถูกกระบองศึกฟาด เคราของโอลเมคก็เฉียดไปที่หูของโทปาล โคแนนคิดว่าเขาเห็นเจ้าชายพึมพำอะไรบางอย่างกับนักรบคนนั้น แต่เขาก็ไม่แน่ใจนัก ไม่กี่อึดใจต่อมา เขาก็เดินนำเพื่อนร่วมทางลงไปตามโถง
โคแนนเหลือบมองกลับไปขณะเดินพ้นประตูที่กลายเป็นโรงฆ่าสัตว์ ที่นั่นศพนอนเกลื่อนบนพื้นที่ยังระอุด้วยกลิ่นคาวเลือด แขนขาที่แข็งแกร่งสีเข้มบิดเบี้ยวในท่าทางที่แสดงถึงความพยายามครั้งสุดท้าย ใบหน้ามืดมนถูกแช่แข็งไว้ในหน้ากากแห่งความเกลียดชัง ดวงตาแก้วจ้องมองไปยังอัญมณีเพลิงสีเขียวที่อาบชโลมฉากอันน่าสยดสยองนี้ด้วยแสงมิติมืดมิดดั่งอาคม ท่ามกลางซากศพ คนที่ยังรอดชีวิตต่างเคลื่อนไหวไปมาอย่างไร้จุดหมายเหมือนตกอยู่ในภวังค์ โคแนนได้ยินโอลเมคเรียกผู้หญิงคนหนึ่งมาช่วยพันแผลที่ขาให้วาเลเรีย โจรสลัดสาวเดินตามผู้หญิงคนนั้นเข้าไปในห้องข้างเคียง โดยเริ่มเดินกะเผลกเล็กน้อยแล้ว
ชาวเตคุลต์ลีทั้งสองนำทางโคแนนไปอย่างระแวดระวัง ผ่านประตูสำริดและห้องแล้วห้องเล่าที่เรืองแสงสีเขียว พวกเขาไม่พบใครและไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย หลังจากข้ามโถงใหญ่ (Great Hall) ที่ตัดผ่านกลางเมืองจากเหนือใต้ ความระแวดระวังของพวกเขาก็เพิ่มขึ้นเมื่อรู้ว่าใกล้เข้าสู่เขตศัตรู แต่ห้องและโถงต่างๆ กลับว่างเปล่าต่อสายตาที่สอดส่าย จนในที่สุดพวกเขาก็มาถึงโถงทางเดินกว้างที่สลัวและหยุดลงหน้าประตูสำริดที่ดูคล้ายกับ "ประตูอินทรี" ของเตคุลต์ลี พวกเขาลองผลักดูเบาๆ และมันก็เปิดออกอย่างไร้เสียงภายใต้ปลายนิ้ว พวกเขายืนจ้องมองเข้าไปในห้องที่สว่างด้วยแสงสีเขียวเบื้องหน้าด้วยความครั่นคร้าม เป็นเวลาห้าสิบปีแล้วที่ไม่มีคนของเตคุลต์ลีคนไหนได้เหยียบย่างเข้าสู่โถงเหล่านี้ นอกจากเชลยที่ถูกพาไปสู่จุดจบอันสยดสยอง การไปโซตาลันก์คือความสยองขวัญขั้นสุดที่อาจเกิดขึ้นได้กับคนของปราสาทตะวันตก มันคือฝันร้ายที่ตามหลอกหลอนพวกเขามาตั้งแต่เด็ก สำหรับยานาธและโทปาล ประตูสำริดบานนี้ไม่ต่างจากประตูลงสู่นรก
พวกเขาถอยกรูดด้วยความหวาดกลัวที่ไร้เหตุผลในดวงตา โคแนนจึงเบียดตัวผ่านพวกเขาและเดินอาดๆ เข้าสู่โซตาลันก์
ทั้งคู่เดินตามเขาเข้าไปอย่างกล้าๆ กลัวๆ เมื่อแต่ละคนก้าวข้ามธรณีประตู พวกเขาจะจ้องมองไปรอบๆ อย่างบ้าคลั่ง แต่มีเพียงเสียงลมหายใจที่กระหืดกระหอบของพวกเขาเท่านั้นที่ทำลายความเงียบ
พวกเขาเข้ามาในห้องยามสี่เหลี่ยม ซึ่งเหมือนกับห้องหลังประตูอินทรีของเตคุลต์ลี และมีโถงทางเดินแยกออกไปสู่ห้องกว้างที่เป็นคู่แฝดของห้องโถงบัลลังก์ของโอลเมค
โคแนนกวาดตามองไปตามโถงที่ประดับด้วยพรม โซฟา และม่าน แล้วหยุดยืนเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ เขาไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย และห้องเหล่านั้นให้ความรู้สึกว่างเปล่า เขาไม่เชื่อว่าจะมีชาวโซตาลันก้าหลงเหลืออยู่ในซูโชตัลอีกแล้ว
"มาเถอะ" เขาพึมพำและเริ่มเดินไปตามโถง
เดินไปได้ไม่ไกล เขาก็รู้ตัวว่ามีเพียงยานาธเท่านั้นที่ตามหลังเขามา เขาหันกลับไปมองและเห็นโทปาลยืนแข็งทื่อด้วยท่าทางสยองขวัญ มือข้างหนึ่งยื่นออกไปราวกับจะปัดป้องภยันตราย ดวงตาที่เบิกกว้างจ้องเขม็งไปยังบางสิ่งที่โผล่ออกมาจากหลังโซฟาด้วยความรู้สึกเหมือนถูกสะกด
"มันเรื่องบ้าอะไรกัน?" จากนั้นโคแนนก็เห็นสิ่งที่โทปาลจ้องอยู่ และเขาก็รู้สึกถึงผิวหนังที่สั่นไหวเล็กน้อยระหว่างไหล่อันกำยำของเขา หัวขนาดมหึมาโผล่ออกมาจากหลังโซฟา มันคือหัวของสัตว์เลื้อยคลานที่กว้างเหมือนหัวจระเข้ พร้อมเขี้ยวที่โค้งงอลงมาปิดกรามล่าง แต่มันมีความอ่อนปวกเปียกที่ผิดธรรมชาติ และดวงตาที่น่าเกลียดนั้นขุ่นมัวไปแล้ว
โคแนนชะโงกหน้าไปดูหลังโซฟา มันคือพญางูยักษ์ที่นอนตายสนิทอยู่ตรงนั้น แต่มันเป็นงูที่เขาไม่เคยพบเห็นมาก่อนตลอดการเดินทาง กลิ่นเหม็นอับและความเย็นเยียบของดินสีดำแผ่ออกมาจากตัวมัน และสีสันของมันเป็นเฉดที่บอกไม่ถูกซึ่งจะเปลี่ยนไปตามทุกมุมมองที่เขามอง แผลฉกรรจ์ที่คอบอกชัดถึงสาเหตุการตาย
"นั่นมัน 'จอมเลื้อย' (The Crawler)!" ยานาธกระซิบ
"มันคือไอ้ตัวที่ข้าฟันที่บันไดนั่นแหละ" โคแนนครางฮึดฮัด "หลังจากมันตามเราไปที่ประตูอินทรี มันก็ลากสังขารกลับมาตายที่นี่ ไอ้พวกโซตาลันก้าคุมสัตว์ป่าแบบนี้ได้ยังไงกัน?"
ชาวเตคุลต์ลีตัวสั่นและส่ายหัว
"พวกมันนำมันขึ้นมาจากอุโมงค์มืดใต้สุสานใต้ดิน พวกมันค้นพบความลับที่เตคุลต์ลีไม่รู้จัก"
"เอาเถอะ มันตายแล้ว และถ้าพวกมันมีมากกว่านี้ พวกมันคงพามันไปที่เตคุลต์ลีด้วยแล้วล่ะ มาเถอะ"
พวกเขารีบเดินตามหลังเขาติดๆ ขณะที่เขาเดินไปตามโถงและผลักประตูที่ประดับด้วยลวดลายเงินที่ปลายอีกด้านหนึ่ง
"ถ้าเราไม่เจอใครในชั้นนี้" เขากล่าว "เราจะลงไปชั้นล่าง เราจะสำรวจโซตาลันก์ตั้งแต่หลังคาไปจนถึงสุสานใต้ดิน ถ้าโซตาลันก์เหมือนเตคุลต์ลี ห้องและโถงในระดับนี้ก็น่าจะเปิดไฟทิ้งไว้—มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย!"
พวกเขาเข้ามาในห้องโถงบัลลังก์กว้างขวาง ซึ่งคล้ายกับที่เตคุลต์ลีมาก มีแท่นหยกและเก้าอี้ยงาช้างแบบเดียวกัน มีโซฟา พรม และม่านประดับผนังเหมือนกัน แม้จะไม่มีเสาสีดำที่มีรอยเล็บแดงตั้งอยู่หลังบัลลังก์ แต่หลักฐานของสงครามสายเลือดอันโหดเหี้ยมก็ไม่ได้ขาดหายไปไหน
ตามแนวผนังเบื้องหลังแท่นหยก มีชั้นวางของที่ปิดด้วยกระจกเรียงรายเป็นแถว และบนชั้นเหล่านั้นมี หัวมนุษย์นับร้อยหัว ที่ถูกรักษาสภาพไว้อย่างสมบูรณ์แบบ จ้องมองมายังผู้บุกรุกด้วยดวงตาที่ไร้อารมณ์ ราวกับพวกมันจ้องมองอยู่แบบนั้นมานานกี่เดือนกี่ปีแล้วก็มีเพียงเทพเจ้าเท่านั้นที่รู้!
โทปาลสบถสาบานออกมาเบาๆ แต่ยานาธกลับยืนนิ่งเงียบ แววตาที่เบิกกว้างเริ่มปรากฏประกายแห่งความวิปลาส โคแนนขมวดคิ้ว เขารู้ดีว่าสติสัมปชัญญะของพวกตลาซิตแลนนั้นเปราะบางและพร้อมจะขาดผึงได้ทุกเมื่อ
ทันใดนั้น ยานาธก็ชี้นิ้วที่สั่นเทาไปยังซากศพที่น่าสยดสยองเหล่านั้น
"นั่นคือหัวของพี่ชายข้า!" เขาพึมพำ "และนั่นคือน้องชายของพ่อข้า! และถัดไปนั่น... นั่นคือลูกชายคนโตของพี่สาวข้า!"
เขาร่ำไห้ออกมาอย่างไร้น้ำตา เสียงสะอึกสะอื้นนั้นแหบพร่าและรุนแรงจนร่างทั้งร่างสั่นเทิ้ม โดยที่ดวงตาไม่ละไปจากศีรษะเหล่านั้นเลย เสียงสะอื้นเริ่มแหลมสูงขึ้น เปลี่ยนเป็นเสียงหัวเราะหวีดแหลมที่ฟังดูน่ากลัว และในที่สุดก็กลายเป็นเสียงกรีดร้องที่เหลืออด ยานาธเสียสติไปโดยสมบูรณ์แล้ว
โคแนนวางมือบนไหล่ของเขา และราวกับว่าสัมผัสนั้นได้ปลดปล่อยความคลั่งทั้งหมดในวิญญาณ ยานาธกรีดร้องและหมุนตัวฟาดดาบใส่ชาวซิมเมอเรียนทันที โคแนนปัดปองการโจมตีไว้ได้ ขณะที่โทปาลพยายามจะเข้าไปคว้าแขนยานาธ แต่คนบ้าหลบเลี่ยงเขาได้ และด้วยน้ำลายที่ฟูมปาก เขาแทงดาบทะลุร่างของโทปาลอย่างจัง โทปาลทรุดลงพร้อมเสียงคราง ยานาธหมุนตัวคว้างเหมือนนักเต้นระบำที่บ้าคลั่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะวิ่งเข้าใส่ชั้นวางของและเริ่มใช้ดาบฟันกระจกอย่างบ้าดีเดือดพลางร้องตะโกนคำหมิ่นหยามปิศาจออกมา
โคแนนกระโจนเข้าใส่จากด้านหลัง หวังจะปลดอาวุธในขณะที่เขาไม่ระวังตัว แต่คนบ้ากลับหมุนตัวและพุ่งเข้าใส่เขา กรีดร้องเหมือนวิญญาณที่หลงทาง เมื่อรู้ว่านักรบผู้นี้ไม่อาจเยียวยาสติได้แล้ว ชาวซิมเมอเรียนจึงฉากหลบไปด้านข้าง และเมื่อคนคลั่งถลาผ่านไป เขาก็เหวี่ยงดาบฟันเข้าที่กระดูกหัวไหล่ทะลุถึงทรวงอก ส่งชายผู้นั้นลงไปนอนตายเคียงข้างเหยื่อที่กำลังจะสิ้นใจของเขา
โคแนนก้มลงมองโทปาล เห็นได้ชัดว่าเขากำลังจะสิ้นลม การพยายามห้ามเลือดที่ทะลักออกมาจากแผลฉกรรจ์นั้นไร้ประโยชน์
"เจ้าไม่รอดแน่ โทปาล" โคแนนคราง "มีอะไรจะสั่งเสียถึงคนของเจ้าไหม?"
"โน้มตัวลงมาใกล้ๆ สิ" โทปาลหอบกระชั้น โคแนนทำตาม—และในอึดใจต่อมา เขาก็คว้าข้อมือของโทปาลไว้ได้ทันขณะที่ชายผู้นั้นพยายามจะปักมีดสั้นเข้าที่อกของเขา
"โครม!" โคแนนสบถ "เจ้าก็บ้าไปด้วยอีกคนเรอะ?"
"โอลเมคสั่งมา!" ชายใกล้ตายหอบ "ข้าไม่รู้ว่าทำไม ตอนที่เรายกคนเจ็บขึ้นโซฟา เขาซิบข้างหูข้า... สั่งให้ข้าฆ่าท่านตอนที่เราเดินทางกลับเตคุลต์ลี—" และด้วยชื่อของเผ่าที่ติดอยู่ที่ริมฝีปาก โทปาลก็สิ้นใจตาย
โคแนนจ้องมองซพด้วยความฉงน เรื่องทั้งหมดนี้ดูเหมือนจะมีความบ้าคลั่งแฝงอยู่ทุกอณู โอลเมคบ้าไปด้วยหรือเปล่า? หรือว่าชาวเตคุลต์ลีทุกคนจะเสียสติเกินกว่าที่เขาคิดไว้? เขาพนมมือยักไหล่แล้วเดินอาดๆ ออกไปจากประตูสำริด ทิ้งซพชาวเตคุลต์ลีให้นอนจมกองเลือดต่อหน้าดวงตาที่จ้องมองอย่างไร้วิญญาณของหัวญาติพี่น้องตนเอง
โคแนนไม่ต้องการคนนำทางกลับผ่านเขาวงกตที่พวกเขาเพิ่งผ่านมา สัญชาตญาณดั้งเดิมในการบอกทิศทางนำเขากลับไปตามเส้นทางเดิมอย่างแม่นยำ เขาก้าวข้ามห้องหับต่างๆ อย่างระแวดระวังเหมือนเดิม ดาบอยู่ในมือ ดวงตาจับจ้องซอกมุมมืดอย่างดุดัน เพราะตอนนี้คนที่เขากลัวคืออดีตพันธมิตร ไม่ใช่ผีของพวกโซตาลันก้าที่ตายไปแล้ว
เขาข้ามโถงใหญ่และเข้าสู่ห้องหับถัดไป เมื่อได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวข้างหน้า—เสียงที่หอบกระชั้นและเสียงตะเกียกตะกายที่ประหลาด ครู่ต่อมาโคแนนก็เห็นชายคนหนึ่งกำลังคลานบนพื้นที่ลุกโชนมุ่งหน้ามาหาเขา การเคลื่อนที่นั้นทิ้งคราบเลือดเป็นทางยาวบนพื้นผิวที่คุกรุ่น นั่นคือเทโชตัล และดวงตาของเขาเริ่มขุ่นมัวแล้ว เลือดทะลักออกมาจากแผลฉกรรจ์ที่หน้าอกผ่านซอกนิ้วที่เขากุมไว้ไม่หยุด เขาใช้มืออีกข้างตะกุยและลากตัวเองมา
"โคแนน" เขาเรียกด้วยเสียงสำลัก "โคแนน! โอลเมคเอาตัวผู้หญิงผมทองไปแล้ว!"
"นั่นสินะ เขาถึงบอกให้โทปาลฆ่าข้า!" โคแนนพึมพำพลางคุกเข่าลงข้างชายที่เขารู้จากประสบการณ์ว่ากำลังจะตาย "โอลเมคไม่ได้บ้าอย่างที่ข้าคิดแฮะ"
นิ้วที่ควานหาของเทโชตัลคว้าแขนโคแนนไว้ ในชีวิตที่เย็นชา ไร้ความรัก และน่าเกลียดชังของชาวเตคุลต์ลี ความเลื่อมใสและความผูกพันที่เขามีต่อผู้บุกรุกจากโลกภายนอกเปรียบเสมือนโอเอซิสแห่งความเป็นมนุษย์ที่อบอุ่น มันเป็นพันธะที่เชื่อมโยงเขากับความเป็นมนุษย์ที่ธรรมชาติกว่า ซึ่งขาดหายไปโดยสิ้นเชิงในหมู่เพื่อนร่วมเผ่าของเขา ผู้ที่มีเพียงอารมณ์โกรธแค้น ตัณหา และความใคร่ในการทรมานคนอื่น
"ข้าพยายามคัดค้านเขา" เทโชตัลพึมพำ เลือดเป็นฟองปุดขึ้นมาที่ริมฝีปาก "แต่เขาฟันข้าร่วง เขาคิดว่าฆ่าข้าตายแล้ว แต่ข้าคลานหนีมาได้... อ่า เทพเซต ข้าคลานมาไกลแค่ไหนท่ามกลางเลือดของตัวเอง! ระวังนะโคแนน! โอลเมคอาจวางกำลังซุ่มโจมตีตอนท่านกลับมา! ฆ่าโอลเมคซะ! เขาคือสัตว์ป่า พาเอาวาเลเรียหนีไป! อย่ากลัวที่จะข้ามป่า โอลเมคกับทัสเซล่าโกหกเรื่องพวกมังกร พวกมันฆ่ากันเองตายหมดแล้วเมื่อหลายปีก่อน เหลือแต่ตัวที่แข็งแกร่งที่สุด สิบกว่าปีมานี้เหลือมังกรแค่ตัวเดียว ถ้าท่านฆ่ามันได้ ก็ไม่มีอะไรในป่าทำร้ายท่านได้อีก มันคือเทพเจ้าที่โอลเมคบูชา และโอลเมคก็ป้อนเครื่องสังเวยมนุษย์ให้มัน ทั้งคนแก่และเด็กเล็ก ถูกมัดและเหวี่ยงลงจากกำแพง... รีบไป! โอลเมคพาวาเลเรียไปที่ห้องแห่ง—"
ศีรษะของเขาตกลงและเขาก็สิ้นใจก่อนที่หัวจะทันถึงพื้น
โคแนนลุกพรวดขึ้น ดวงตาของเขาเหมือนถ่านที่ติดไฟ ที่แท้มันคือแผนของโอลเมคที่คิดจะใช้คนแปลกหน้าทำลายศัตรูให้เสร็จก่อนแล้วค่อยกำจัดทิ้ง! เขาควรจะรู้ว่าคนสารเลวเคราดำนั่นต้องคิดอะไรทำนองนี้อยู่แล้ว
ชาวซิมเมอเรียนมุ่งหน้าสู่เตคุลต์ลีด้วยความเร็วที่บ้าบิ่น เขาคำนวณจำนวนอดีตพันธมิตรในใจอย่างรวดเร็ว เหลือผู้รอดชีวิตเพียงยี่สิบเอ็ดคนรวมโอลเมคจากการรบในห้องโถง ตอนนี้ตายไปอีกสาม เหลือศัตรูที่ต้องจัดการสิบเจ็ดคน ด้วยโทสะที่พุ่งพล่าน โคแนนรู้สึกว่าเขาสามารถจัดการทั้งเผ่าได้ด้วยตัวคนเดียว
แต่ไหวพริบดั้งเดิมจากพงไพรก็ผุดขึ้นเพื่อนำทางโทสะที่คลุ้มคลั่ง เขาจำคำเตือนของเทโชตัลเรื่องการซุ่มโจมตีได้ มีความเป็นไปได้สูงที่เจ้าชายจะเตรียมการไว้ ในกรณีที่โทปาลทำงานพลาด โอลเมคคงคาดว่าเขาจะกลับมาทางเส้นทางเดิมที่ไปโซตาลันก์
โคแนนเงยหน้ามองช่องแสงเหนือหัวและเห็นแสงดาวที่เริ่มพร่ามัว รุ่งเช้ายังไม่มาถึง เหตุการณ์ในคืนนี้อัดแน่นอยู่ในช่วงเวลาที่ค่อนข้างสั้น
เขาเปลี่ยนเส้นทางจากทางตรงและลงบันไดวนไปยังชั้นล่าง เขาไม่รู้ว่าประตูที่เข้าสู่ปราสาทในระดับนี้อยู่ที่ไหน แต่เขารู้ว่าเขาหาเจอแน่ เขาไม่รู้ว่าจะพังล็อคเข้าไปได้อย่างไร เขาเชื่อว่าประตูทุกบานของเตคุลต์ลีจะถูกลงกลอนและสลักไว้อย่างแน่นหนาตามความคุ้นชินกว่าครึ่งศตวรรษ แต่ไม่มีทางอื่นนอกจากต้องลองดู
ดาบในมือ เขาเร่งฝีเท้าอย่างไร้เสียงผ่านห้องและโถงที่สว่างด้วยแสงสีเขียวหรือความมืดสลัว เขารู้ว่าเขาต้องมาถึงใกล้เตคุลต์ลีแล้ว เมื่อเสียงหนึ่งทำให้เขาหยุดกะทันหัน เขาจำมันได้ทันที—มันคือเสียงมนุษย์ที่พยายามจะร้องออกมาผ่านผ้าอุดปากที่ทำให้สำลัก เสียงนั้นมาจากข้างหน้าทางซ้ายมือ ในห้องที่เงียบกริบดั่งเมืองร้าง เสียงเล็กๆ ก็แว่วไปได้ไกล
โคแนนเบี่ยงเส้นทางและเดินตามเสียงนั้นไป ซึ่งมันยังคงดังซ้ำๆ ในไม่ช้าเขาก็ผ่านประตูเข้าไปพบกับฉากที่ประหลาดล้ำ ในห้องที่เขามองเข้าไป มีโครงเหล็กเตี้ยๆ คล้ายเครื่องทรมานวางอยู่บนพื้น และมีร่างกำยำร่างหนึ่งถูกมัดนอนแผ่ราบอยู่บนนั้น ศีรษะของเขาวางอยู่บนแท่นหนามเหล็ก ซึ่งปลายหนามเริ่มเป็นสีแดงจากเลือดที่ทิ่มแทงหนังศีรษะ มีอุปกรณ์ประหลาดคล้ายสายรัดยึดรอบหัวของเขาไว้ ทว่าสายหนังนั้นไม่ได้ช่วยป้องกันหนังศีรษะจากหนามเลย สายรัดนี้เชื่อมต่อด้วยโซ่เส้นเล็กๆ เข้ากับกลไกที่ยึดลูกเหล็กขนาดมหึมาที่แขวนอยู่เหนือหน้าอกที่มีขนดกของเชลย ตราบเท่าที่เขายังฝืนตัวเองให้นิ่งสนิทได้ ลูกเหล็กก็จะแขวนอยู่ที่เดิม แต่เมื่อความเจ็บปวดจากปลายหนามเหล็กทำให้เขาต้องเผลอยกหัวขึ้น ลูกเหล็กจะวูบลงมาสองสามนิ้ว ในไม่ช้ากล้ามเนื้อคอที่ปวดร้าวจะไม่สามารถพยุงศีรษะให้อยู่ในท่าที่ฝืนธรรมชาติได้อีกต่อไป และหัวก็จะตกกลับลงไปบนหนามเหล็กอีกครั้ง เห็นได้ชัดว่าในที่สุดลูกเหล็กจะบดขยี้เขาจนแหลกเหลวอย่างช้าๆ และไม่อาจเลี่ยงได้ เหยื่อรายนี้ถูกอุดปาก และเหนือผ้าอุดปากนั้น ดวงตาที่กลมโตเหมือนวัวสีดำกลิ้งไปมาอย่างบ้าคลั่งมองมายังชายที่ยืนอยู่ตรงประตู ผู้ซึ่งยืนมองด้วยความตะลึงงัน... ชายที่อยู่บนเครื่องทรมานนั้นคือ โอลเมค เจ้าชายแห่งเตคุลต์ลี!
.⋆。🌶️🌿˚ และนอกจากนิยายโรมานซ์อ่านสนุกเรื่องนี้แล้ว คุณนักอ่านสามารถสนับสนุนผลงาน #นิยายรสแซ่บจัดจ้านจนนิพพานสีจมปูว์ ของ #แมงมุมใต้เตียง ที่แต่งจบแล้วพร้อมอ่านได้เลยได้ที่ comment หรือที่ BIO ตลอด 24 ชั่วโมง นะคะ ✨👇✨ สุดปัง สุดปัง กำลังรับนักอ่านจำนวนไม่จำกัด!
#นิยาย | #อ่านนิยาย | #eBook | #romancenovels | #fiction | #นิยายอ่านสนุกทุกเทศกาล #2025trend #ตำนานรักของเทพเจ้า
แวะชม แวะอ่าน แวะโหลดนิยายรสแซ่บจัดจ้านที่ใครก็อยากมีไว้อ่านก่อนนอนทุกคืนที่นี่*
คำอธิบาย: 👑 อย่าลืมมาเป็นนักอ่าน VIP ของเราเพื่อรับสิทธิพิเศษเข้าถึงนิยายรักเรื่องใหม่ รวมถึงนิยายแปลสุดคลาสสิก อ่านได้เลยใน BLOG สุดเก๋ สุดคลู ที่จะมอบให้แก่นักอ่าน VIP ที่น่ารักที่สุดเท่านั้น เมื่อคุณนักอ่านสะสมครบเงื่อนไขแล้วสามรถ inbox นิยายในคลังของคุณมาอวดกันได้และรับ link ไปเลย! มีนิยายให้เอา เอ้ย! ให้อ่าน 2 เรื่องพิเศษแล้วและจะทะยอยวางอย่างต่อเนื่องนะคะ 👑 *รับสิทธิพิเศษอ่านนิยายรสเข้มข้นใหม่ๆ อ่านจบเรื่องเลยได้ฟsี 12 เรื่องสั้น และ 1 เรื่องยาว*