ราตรีกาลแผ่คลุมเหนือ ราชธานี ‘อธินา’ จนดวงจันทร์ลับคล้อย ทว่า ความตึงเครียดในห้องบรรทมส่วนพระองค์ขององค์ราชันกลับเพิ่มสูงขึ้นราวกับสายธนูที่ถูกโก่งจนเกือบขาด กลิ่นหอมจางๆ ของกำยานชั้นดีได้ถูกพัดพาให้ปะทะกับกลิ่นฝุ่นดินปืนและเครื่องหนังที่ปณาลีนำพาเข้ามาสู่ห้องบรรทม
"ท่านอา! พระองค์มิได้ทรงตระหนักถึงภัยแห่งขุนนางเหล่านั้นเลยหรือเพคะ พวกมันกำลังวางแผนบ่อนทำลายพระราชอำนาจอย่างโจ่งแจ้ง!"
ปณาลี ในเครื่องแบบราชองครักษ์พิทักษ์บัลลังก์สีดำสนิท สาวเท้าเข้าไปในรัศมีที่ใกล้เกินกว่าข้าราชบริพารคนใดจะกล้า เรือนกายที่ถูกเคี่ยวกรำจนแกร่งกล้าของนางเปี่ยมล้นด้วยความมุทะลุ ดวงตาคมกริบจ้องมองไปยังบุคคลที่สูงศักดิ์ที่สุดในแผ่นดินด้วยความกังวลอย่างเปิดเผย
องค์ราชันอินทัชยังคงนั่งหลังตรงราวกับรูปสลักบนเก้าอี้สูง สวมเพียงเสื้อคลุมผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มที่ปักลายสีทองอย่างวิจิตรบรรจง ท่วงท่าของพระองค์ดูอ่อนโยน วิจิตร และงดงามจนเกินกว่าจะเป็นบุรุษผู้ถือครองอำนาจแห่งแคว้นที่ยิ่งใหญ่
อินทัชวางถ้วยชาลงบนจานรองเสียงเบาราวกับขนนกที่ร่วงหล่น
"ลี... เจ้ากำลังประเมินศักดิ์ศรีของอาต่ำเกินไป การประเมินกำลังของคู่ปรปักษ์ด้วยอารมณ์ร้อนรนนั้น... เป็นความบกพร่องที่ผู้นำมิควรกระทำ"
เสียงของอินทัชเย็นเยียบแต่ทุ้มนุ่ม ราวกับเสียงกระซิบของสายลมหนาวที่พัดผ่านยอดเขา หากแต่ปณาลีกลับมองเห็นเพียงความอ่อนโยนที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้ความเยือกเย็นนั้น
ปณาลีมิยอมน้อมถอย นางยกมือหยาบกร้านทาบทับลงบนพนักพิงของเก้าอี้ ราวกับจะกักขังพระองค์ไว้ในวงแขนอันแกร่งกล้าของนาง
"หม่อมฉันมิได้บังอาจพิจารณาว่าพระองค์ทรงอ่อนแอเลยเพคะ ทว่า... พระทัยของพระองค์ทรงเปราะบางเกินกว่าจะต้านทานแรงกระหายอำนาจอันป่าเถื่อนเหล่านั้นได้ด้วยพระองค์เอง"
นางโน้มตัวลงมาใกล้จนปลายผมที่ตัดสั้นของนางสัมผัสพระวรกายของเขา
"หากมิใช่เพราะหม่อมฉันคอยถวายการอารักขาอยู่เคียงข้าง พระองค์คงถูกข่มเหงย่ำยีไปนานแล้ว คนในวังต่างรู้ดีว่าพระองค์ทรงบอบบางและรักความประณีตมากกว่าการต่อสู้"
อินทัชเงยพระพักตร์ขึ้นอย่างเนิบนาบ รอยแย้มที่มุมพระโอษฐ์นั้นกลับน่าพรั่นพรึงยิ่งกว่าความพึงพอใจ ดวงตาเรียวสวยของพระองค์มองมายังปณาลีอย่างเรียบนิ่ง แต่มันแฝงไว้ด้วยอำนาจที่มองไม่เห็นราวกับเงาที่ยาวทอดออกไปไม่สิ้นสุด
"เจ้าคิดว่า... ท่านอาของเจ้าอ่อนแอถึงเพียงนั้นเชียวหรือ ราชองครักษ์พิทักษ์บัลลังก์ปณาลี"
"มิใช่ความอ่อนแอเพคะ... หากแต่ท่านอาทรงเป็นผู้มีพระทัยอ่อนโยนเกินไป" ปณาลีเน้นคำว่า ‘อ่อนโยน’ นางเอียงหน้าเข้าใกล้จนลมหายใจอุ่นๆ ของนางสัมผัสผิวแก้มที่เย็นชืดของเขาได้ "ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของหม่อมฉัน หม่อมฉันสามารถปกป้องท่านอาจากอันตรายทุกอย่างได้"
กลิ่นดินปืนและเครื่องหนังจากตัวของปณาลีปะทะกับกลิ่นหอมสะอาดของกำยานจากตัวของอินทัช อินทัชค่อยๆ ดึงมือของปณาลีลงมา ใช้พระหัตถ์เรียวยาวขาวนวลดุจงาช้าง ทาบทับลงบนมือที่หยาบกร้านและเต็มไปด้วยรอยแผลของการรบ ก่อนจะลากมันลงมาวางบนหน้าตักที่ปกคลุมด้วยกระแสไหมเย็นเยียบของพระองค์เองอย่างช้าๆ
"ราชองครักษ์พิทักษ์บัลลังก์ของอา... จะปกป้องอาจากทุกสิ่งที่อาปรารถนาได้อย่างไร"
จังหวะที่มือของปณาลีสัมผัสกับผ้าไหมเย็นๆ นั้น เหมือนมีกระแสไฟฟ้าที่มองไม่เห็นแล่นผ่านร่างกายของนาง ปณาลีเห็นดวงตาของอินทัชที่เปลี่ยนเป็นประกายสีทองวาววับ มันเต็มไปด้วยอำนาจและความเย้ายวนที่นางไม่เคยเห็น
"หม่อมฉันมั่นใจว่าทำได้เพคะ" ปณาลีกล่าวอย่างเชื่อมั่น แม้ว่าเสียงของนางจะเริ่มสั่นอย่างควบคุมไม่ได้
อินทัชยื่นพระหัตถ์ออกไป ค่อยๆ ปลดตะขอที่ปกเสื้อของปณาลีออกอย่างประณีต พระองค์กวาดปลายนิ้วไปตามแนวไหปลาร้าที่แข็งแรงของนาง ท่าทางของพระองค์ช่างชาญฉลาดและช้าจนน่าทรมาน
"ถ้าอย่างนั้น... จงพิสูจน์ให้ท่านอาคนนี้เห็น ว่าเจ้ามีความสามารถพอที่จะปกป้อง 'ความอ่อนแอ' ของอาได้จริงๆ" อินทัชกระซิบ สรรพนามคำว่า 'ท่านอา' ที่เน้นหนักกว่าเดิม ทำให้หัวใจของปณาลีเต้นรัวอย่างบ้าคลั่ง
"ถ้าเช่นนั้น... ท่านอาก็ต้องฟังหม่อมฉันด้วย" ปณาลีรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี นางใช้พละกำลังทั้งหมดดึงร่างของอินทัชที่นั่งอยู่ขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะดันเขาติดเข้ากับผนังหินอ่อนที่เย็นเฉียบ
"อ้า..." อินทัชหลุดเสียงพร่าออกมาเล็กน้อย ด้วยความตกใจแต่ในดวงตากลับเต็มไปด้วยความพึงพอใจที่ปิดไม่มิด
ปณาลีไม่รอช้า นางใช้ริมฝีปากที่มักเอ่ยวาจาอย่างหยิ่งผยองและกล้าหาญช่วงชิงจุมพิตจากพระโอษฐ์นุ่มละมุนของอินทัชอย่างดุดันและกระหาย เพื่อประกาศความเป็นเจ้าของและความ 'ปกป้อง' ที่นางคิดว่าเขาสมควรได้รับ
รสชาติของชาสมุนไพรและกลิ่นหอมสะอาดจากผิวของอินทัชไหลเวียนเข้าสู่ร่างกายของปณาลี อินทัชตอบรับการรุกรานนั้นด้วยความร้อนแรงที่ซ่อนอยู่ เขาโอบแขนรอบคอของนางอย่างไม่ลังเล กลืนกินจูบของนางอย่างช่ำชอง การจูบครั้งนี้ไม่ใช่การอ้อนวอนร้องขอ... แต่เป็นการเรียกร้องและครอบครอง
แต่แล้ว... อินทัชก็เผย 'อำนาจ' ที่แท้จริงของเขา
อินทัชใช้แรงกายที่ปณาลีไม่ได้คาดคิด — มิใช่กำลังกาย หากแต่เป็นอำนาจแห่งจิตที่ถูกปลดปล่อย — เขาผลักร่างสูงระหงประเปรียวของปณาลีให้กระแทกติดกับผนังหินในทันที สลับตำแหน่งให้ปณาลีเป็นฝ่ายถูกตรึงไว้ด้วยบ่วงแห่งราชันแทน อินทัชยังคงจูบปณาลีอย่างดุดัน ทว่าบัดนี้...มันคือการบัญชาและเข้าครอบครองอย่างเบ็ดเสร็จโดยสมบูรณ์!