ค่ำคืนนั้นเอง... ความตึงเครียดที่สะสมมานานวันก็ระเบิดออก มันคือการปะทุของอารมณ์ที่ถูกบ่มเพาะภายใต้ความกดดันของอำนาจและการต่อต้าน
เหวินซานไม่ได้เรียกนางไปปรนนิบัติในห้องทรงอักษรอีกต่อไป แต่เรียกนางไปยังเรือนส่วนพระองค์ที่เงียบสงัดที่สุดของจวน เป็นพื้นที่ส่วนตัวที่อนุญาตให้เขาละทิ้งชุดเกราะของท่านอ๋องไว้เบื้องนอก
เมื่อลั่วซินก้าวเข้าไปในห้องบรรทม นางรู้สึกได้ถึงความร้อนระอุที่แตกต่างจากปกติ กลิ่นกำยานมิใช่กลิ่นจันทน์เย็นๆ แต่เป็นกลิ่นหอมของดอกราตรีที่เย้ายวนและร้อนแรงกว่าเดิม เป็นกลิ่นที่เชื้อเชิญให้หลงใหลและมอบการยอมจำนน แสงเทียนส่องสว่างน้อยลง เน้นเพียงเตียงบรรทมที่กว้างใหญ่และผ้าแพรไหมสีแดงเข้มที่พาดผ่าน สีแดงนั้นเป็นสัญลักษณ์ของเลือด ความรัก และความเป็นเจ้าของ
เหวินซานยืนอยู่ข้างเตียง ในชุดคลุมผ้าไหมสีดำสนิทที่เผยให้เห็นแผงอกบางส่วน ดวงตาของเขาเปล่งประกายด้วยความปรารถนาที่ไม่อาจเก็บซ่อนได้อีกต่อไป นั่นคือประกายของ 'มนุษย์' ที่อยู่ภายใต้ 'เทพเจ้า'
“มานี่สิ... ลั่วซิน” น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำจนเกือบจะเป็นเสียงกระซิบ แต่กลับทรงพลังยิ่งกว่าคำสั่งรบใดๆ มันคือ 'คำอ้อนวอน' ที่ถูกห่อหุ้มด้วย 'คำสั่ง'
ลั่วซินก้าวเข้าหาเขาอย่างเชื่องช้า ทุกย่างก้าวคือกวีนิพนธ์ที่นางเขียนด้วยความเข้าใจ แต่ทุกย่างก้าวเปี่ยมไปด้วยความเข้าใจในชะตากรรมที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้อีกต่อไป... และความปรารถนาของตนเองที่เริ่มก่อตัวขึ้น นางยอมรับว่าความปรารถนานั้นคือส่วนหนึ่งของธรรมชาติ
เมื่อนางยืนอยู่ตรงหน้าเขา เหวินซานยกมือขึ้น ใช้ปลายนิ้วที่เย็นเฉียบแตะลงบนแก้มของนาง เลื่อนลงมาตามลำคอระหง และหยุดอยู่ที่กระดูกไหปลาร้าที่บอบบาง สัมผัส ของเขาทำให้ผิวของนางลุกซู่ราวกับถูกไฟแผดเผา มันเป็นงานศิลปะของการสัมผัสที่สร้างความเจ็บปวดและปีติในคราวเดียวกัน
“เจ้าไม่ใช่เชลย ลั่วซิน... เจ้าคืออาณาจักรที่ข้าต้องพิชิต คือดินแดนที่ข้าต้องฝากรอยจารึกของข้าไว้” เขาเอ่ย พลางก้มลง จูบแรกของเขาไม่ได้อ่อนโยน มันคือการบุกรุกที่ดุดันและหิวกระหาย เป็นจูบที่ประกาศถึงการครอบครองอย่างสมบูรณ์แบบ
ริมฝีปากของเขาทั้งร้อนและดุดัน รสชาติของมันคือรสชาติของไวน์ชั้นดีที่เขาดื่มก่อนหน้านั้น ผสมผสานกับรสชาติความขมของอำนาจที่เขาแบกรับไว้ และรสชาติของความปรารถนาที่ถูกปิดกั้นมานาน ลั่วซินในตอนแรกพยายามเกร็งร่างและปฏิเสธ แต่เมื่อลิ้นระคายของเขาสอดแทรกเข้ามาอย่างช่ำชอง ดุร้าย กำแพงที่ต้านทานของนางก็มลายหายไป นางตระหนักว่าการยอมจำนนต่อปรารถนาที่บริสุทธิ์ของเขา... คืออิสรภาพรูปแบบหนึ่ง
มือของเขาลูบไล้ไปตามแผ่นหลังของนาง และปลดเปลื้องชุดผ้าไหมที่พันธนาการนางไว้ ผ้าไหมร่วงลงสู่พื้นราวกับเสียงกระซิบสุดท้ายของศักดิ์ศรี การปลดเปลื้องนั้นมิใช่แค่อาภรณ์อันบางเบา แต่เป็นการปลดเปลื้องกำแพงทางอารมณ์อันแน่นหนาที่นางสร้างขึ้นมาตลอดชีวิต
“เจ้าพยายามซ่อนความปรารถนาอันเร่าร้อนนี้มานานแค่ไหนแล้ว ลั่วซิน?” เขาถอนจูบออกเพียงเล็กน้อยเพื่อให้ริมฝีปากของเขาแตะกับผิวหนังบริเวณซอกคอที่เปียกชื้นของนาง “กลิ่นกายของเจ้า...หอมหวานราวกับดอกราตรีที่กำลังจะบานในความมืด... ความมืดที่อนุญาตให้ทุกสิ่งเป็นจริง”
เหวินซานอุ้มนางขึ้นอย่างง่ายดายและวางนางลงบนเตียง ผ้าไหมสีแดงเข้มโอบล้อมร่างเปลือยเปล่าของนางไว้ ภาพนั้นราวกับภาพวาดสีน้ำมันที่เน้นความงามของความเปราะบางและอำนาจ การมองเห็นเรือนร่างที่งดงามและบอบบางของนางทำให้ดวงตาของเขาลุกโชนยิ่งกว่าเดิม
ลั่วซินมองไปยังเขา ท่ามกลางแสงสลัว นางเห็นความปรารถนาอันดิบเถื่อนที่ซ่อนอยู่ภายใต้ใบหน้าเย็นชาและทรงอำนาจของเขา เป็นใบหน้าของชายที่ต้องต่อสู้กับตนเองก่อนที่จะมาถึงจุดนี้
“ท่าน...มิได้ต้องการเพียงร่างกายของหม่อมฉันใช่หรือไม่?” นางถามเสียงพร่า คำถามนั้นมาจากความต้องการที่จะถูก 'รัก' ไม่ใช่แค่ถูก 'ใช้'
เหวินซานโน้มตัวลงมาใกล้ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยเหงื่อจางๆ ที่บ่งบอกถึงอารมณ์ที่รุนแรง
“ข้าต้องการทุกสิ่งที่เจ้าเป็น” เขาตอบอย่างหนักแน่น “ความเย่อหยิ่งที่ทำให้เจ้าต่อต้าน... จิตวิญญาณที่แข็งแกร่งเกินกว่าจะเป็นเชลย... และร่างกายที่อ่อนไหวนี้... ข้าต้องการให้เจ้าจำนนต่อ ‘ข้า’ ด้วยความเต็มใจ” นี่คือความปรารถนาที่ลึกซึ้ง: การเป็นเจ้าของ 'ทางเลือก' ของนาง
เขาลูบไล้ไปตามหน้าท้องที่แบนราบของนาง สัมผัสที่ปลุกเร้าทำให้ลั่วซินต้องโอนอ่อนน้อมรับ การตอบสนองของร่างกายนั้นบริสุทธิ์และเป็นธรรมชาติที่สุด
“เจ้าเป็นคนแรก... ที่มองเห็นความเหนื่อยล้าในดวงตาของข้า ความเหนื่อยล้าที่ไม่มีใครกล้าที่จะเห็น” เขาเอ่ยเสียงกระซิบพลางจูบไปตามผิวของนาง “และข้าจะให้รางวัลเจ้าสำหรับความกล้าหาญนั้น... ด้วยรสชาติของความปรารถนาที่แท้จริง”
เขาเริ่มสัมผัสส่วนต่างๆ ของร่างกายของนางอย่างเชี่ยวชาญและเร่งเร้า เสียงของลมหายใจที่หนักหน่วงของทั้งสองคนดังประสานกันไปทั่วห้องอุณหภูมิในห้องพุ่งสูงขึ้นราวกับอยู่ในเปลวเพลิงที่มองไม่เห็น
“มองข้า ลั่วซิน... มองเข้าไปในดวงตาของข้า” เขาเอ่ยอย่างเด็ดขาดเมื่อทั้งสองเข้าสู่จุดที่ไม่อาจย้อนกลับได้ “บอกข้า... ว่าเจ้าเป็นของใคร?”
“ข้า... ข้าเป็นของท่าน...” ลั่วซินตอบด้วยเสียงที่สั่นเครือ เป็นคำสารภาพที่ปลดปล่อยจิตวิญญาณของนาง เป็นการยอมจำนนที่ไม่ได้มาจากความกลัว แต่มาจากความรู้สึกภายในที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นด้วยอำนาจและความปรารถนาอันบริสุทธิ์ของเขา
“ถูกต้อง... เจ้าคือของข้า และข้าจะครอบครองเจ้าด้วยความรักที่เป็นจริงที่สุด”
การเคลื่อนไหวของเขาในยามนั้นเต็มไปด้วยอำนาจและความต้องการที่จะกลืนกิน ความรู้สึกของนางผสมปนเปกันระหว่างการเป็น 'เหยื่อ' ที่ถูกเลือก กับการเป็น 'ผู้ชนะ' ที่ถูกครอบครอง ความรู้สึกของลั่วซินผสมปนเปกันระหว่างความเจ็บปวดจากการถูกครอบครองและความสุขสมจากการปลดปล่อยอารมณ์ที่ถูกกดทับมานาน
ในห้วงลึกของความสัมพันธ์นั้น รูปลักษณ์ของเขาในยามที่ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความปรารถนาที่ควบคุมไม่ได้ฝังแน่นในความทรงจำของนาง สัมผัสที่ร้อนระอุของผิวหนังที่ประสานกันอย่างแนบแน่น กลิ่นของเหงื่อและดอกราตรีกลายเป็นเครื่องหมายของความผูกพันที่ไม่อาจแยกจากกันได้
นั่นคือจุดสูงสุดของอารมณ์และการยอมจำนน... กำแพงน้ำแข็งของลั่วซินถูกทำลายลงอย่างสมบูรณ์ และนางได้มอบทุกสิ่งให้แก่ผู้ครอบครองของนาง การยอมจำนนครั้งนี้…คือการเริ่มต้นใหม่ของนาง