กลิ่นหอมของกำยานจากแก่นไม้ผสานกับกลิ่นอายเย็นเยียบของอำนาจที่แผ่ซ่านอยู่ในห้องโถงใหญ่แห่งจวน เหวินซานอ๋อง สัมผัสได้ชัดเจนยิ่งกว่าความหนาวเย็นของหิมะนอกหน้าต่าง ลั่วซิน คุกเข่าอยู่บนพรมไหมที่ถักทอด้วยลวดลายมังกรทอง นางรู้สึกถึงสายตาที่คมกริบราวใบดาบที่จ้องมองลงมาจากบัลลังก์สูง มิติของเสียงที่นี่เงียบสงบยิ่งกว่าสุสาน แต่มันกลับก้องกังวานไปด้วยพลังที่บีบอัดทุกอณูอากาศ นางมาที่นี่ในฐานะของกำนัล ในฐานะเชลยผู้ไร้ทางเลือก แต่ในความเงียบสงบนั้น ไม่มีร่องรอยของความหวาดกลัวที่เปลือยเปล่า มีเพียงความเยือกเย็นที่ห่อหุ้มความสง่างามที่ตระกูลเก่าแก่สอนสั่งมาตั้งแต่เยาว์วัย—เป็นความสงบที่เกิดจากการยอมรับชะตากรรมอย่างเข้าใจและเข้าถึงในสัจธรรม
“เงยหน้าขึ้น” เสียงของเหวินซานทุ้มต่ำและทรงอำนาจ มันสลักลึกอยู่ในอากาศ มันมิใช่คำขอ แต่มันคือคำสั่งที่ต้องถูกปฏิบัติตามโดยไม่มีเงื่อนไข นี่คือหลักปรัชญาของอำนาจที่ว่า: การดำรงอยู่ของเขาคือ "กฎ"
ลั่วซินเชิดใบหน้าขึ้น เชื่องช้า..ทว่ามั่นคง ราวกับการเคลื่อนไหวของจิตรกรที่บรรจงวาดเส้นสุดท้ายบนภาพ การเคลื่อนไหวของนางสง่างามจนน่าประหลาดใจ แสงสลัวของโคมไฟกระทบผิวแก้มที่ขาวนวล และเผยให้เห็นแววตาที่เต็มไปด้วยไฟที่กำลังจะดับมอดแต่ยังคงลุกโชนอยู่ในส่วนลึก ดวงตาคู่นั้นมิได้ทอประกายแห่งความกลัว หากแต่เป็นประกายแห่งความเข้าใจในความพ่ายแพ้ที่ไม่อาจหลีกหนี
เหวินซาน นั่งนิ่งราวรูปสลักที่สร้างจากหินอ่อนที่เย็นเฉียบและไร้ความปรานี ทอดพระเนตรมองตรงมาที่นางด้วยสายตาประเมินค่าตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ชุดผ้าไหมเรียบๆ ที่นางสวมใส่ยิ่งขับเน้นความบริสุทธิ์และทระนงในขณะเดียวกัน นางมิได้สวยงามแบบบุปผาแรกแย้ม แต่เป็นความงามที่สุกงอมจากความรู้และประสบการณ์ ความงามที่ลึกซึ้งและซ่อนคมไว้
“เจ้า...ไม่หวาดกลัวข้าเลยหรือ?” เขาถาม น้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าแฝงด้วยอันตราย ราวกับจะทดสอบว่ากำแพงที่นางสร้างขึ้นนั้นแข็งแกร่งเพียงใด
ลั่วซินหลับตาลงครู่หนึ่งคล้ายใคร่ครวญ ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แต่หนักแน่นเกินกว่าฐานะเชลย “ความกลัวจะช่วยให้หม่อมฉันมีชีวิตรอดได้อย่างไรเพคะ ความกลัวเป็นเพียงภาพลวงตาที่ทำให้ผู้คนเลือกที่จะมีชีวิตอยู่อย่างน่าสมเพช หากหม่อมฉันต้องตายอย่างสง่างาม เช่นนั้นก็ให้เป็นไปตามพระประสงค์เถิด”
คำตอบนั้นมิได้อ่อนน้อม แต่มันคือการประกาศถึงความเป็นอิสระทางจิตวิญญาณ ที่พยายามจะรักษาศักดิ์ศรีของตนเองไว้จนถึงที่สุด รอยยิ้มเยียบเย็นปรากฏบนพระโอษฐ์ของท่านอ๋อง
“น่าสนใจ” เขาพิงพระวรกายกับพนักบัลลังก์อย่างผ่อนคลาย ท่าทางนั้นแสดงถึงความเบื่อหน่ายในโลกที่เต็มไปด้วยคนขี้ขลาด “คนส่วนใหญ่มักจะเสนอทุกสิ่งที่พวกเขามีเพื่อแลกกับการมีชีวิต พวกเขามอบวิญญาณเพื่อลมหายใจ แต่เจ้ากลับเสนอ...ความตาย”
ลั่วซินรู้ดีว่านี่คือการลองเชิง เป็นหมากตัวแรกในเกมที่เดิมพันด้วยชีวิต เธอตอบกลับไปอย่างรวดเร็ว “ชีวิตที่ต้องอยู่ภายใต้ความหวาดกลัวมิได้มีค่าอันใดเพคะ มันเป็นเพียงการมีอยู่ ไม่ใช่การใช้ชีวิต ขอเพียงให้หม่อมฉันได้เลือกวิถีการตายของตนเอง นั่นถือเป็นเกียรติสูงสุดที่ผู้แพ้จะได้รับ”
เหวินซานหัวเราะในลำคอ เป็นเสียงที่ดึงดูดใจและน่าสะพรึงกลัวในขณะเดียวกัน เสียงหัวเราะนั้นมิได้ทอประกายถึงดวงตา แต่มันกลับสัมผัสได้ถึงความเหงาของผู้มีอำนาจสูงสุด
“ข้ามิได้ต้องการเลือดของเจ้า ลั่วซิน สิ่งที่ข้าต้องการคือสิ่งที่อยู่ในดวงตาของเจ้าต่างหาก” เขาชี้ไปที่ดวงตาของนาง “ความเย่อหยิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความอ่อนแอ... ความกระหายที่จะต่อต้านที่เจ้าพยายามจะกลบฝังไว้... ไฟแห่งศักดิ์ศรีที่ยังไม่มอดดับ สิ่งเหล่านี้คือเชื้อเพลิงที่ข้าปรารถนา ข้าจะเก็บเจ้าไว้”
ลั่วซินรู้สึกเหมือนเส้นเลือดในกายถูกแช่แข็ง ราวกับว่าการมองของเขาได้ตรึงวิญญาณของนางไว้ นางพยายามสะกดกลั้นอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน เพราะการแสดงออกถึงความรู้สึกใดๆ คือการมอบ 'กุญแจ' ให้แก่ผู้ครอบครอง
“เจ้าจะอยู่ในจวนของข้า ในฐานะ... "ของสะสม" ชิ้นใหม่ ที่มีชีวิตชีวาและงดงามที่สุด” ท่านอ๋องเน้นย้ำที่คำว่า ‘ของสะสม’ เพื่อตอกย้ำถึงการครอบครองอย่างสมบูรณ์แบบ นี่คือความจริงอันเจ็บปวด: มนุษย์ถูกลดค่าเหลือเพียง "วัตถุ" ในมือของอำนาจ “แต่จงจำไว้... ที่นี่คืออาณาเขตของข้า ทุกการหายใจของเจ้าคือภาพวาดบนผืนผ้าใบของข้า และต้องอยู่ภายใต้การอนุญาตของข้า”
นั่นคือจุดเริ่มต้น... เธอได้พบเขาในฐานะผู้ครอบครอง ผู้ซึ่งมองเห็นความงามของการต่อต้าน และเธอคือสมบัติที่มีชีวิตที่เขาจะไม่มีวันยอมให้หลุดมือไป