ลำนำ: เทพเจ้าแห่งไอยคุปต์
หมื่นล้านคำรัก
‼️ ©️ สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ‼️
บทที่ ๑: อ้อมกอดแห่งความอุดมสมบูรณ์ และรอยร้าวแห่งทะเลทราย
ในยุคสมัยที่ห้วงน้ำดึกดำบรรพ์ (Nun) ยังคงกู่ก้องด้วยความมืดและนิรันดร์—ก่อนที่แสงสุริยะแรกจะแตกหน่อจากเนินดินดั้งเดิม—บรรยากาศแห่งไอยคุปต์ยังคงอบอวลด้วยความบริสุทธิ์และกระหายใคร่รู้
คณะมหาเทพทั้งเก้า หรือที่รู้จักกันในนาม "เอ็นเนียด" ประทับอยู่เหนือขุนเขาแห่งเฮลิโอโปลิส แสงทองอร่ามของพระองค์ผู้ยิ่งใหญ่ "รา" ที่ทรงสถิตบนบัลลังก์สูงสุดสาดส่องลงมาอาบไล้ "เจบ" เทพแห่งโลกผู้มีผิวพรรณสีเขียวนวลราวผืนแผ่นดินอันอุดมสมบูรณ์ที่เพิ่งถูกบุกเบิก และ "นูต" เทพีแห่งท้องฟ้าผู้โค้งกายเย้ายวนเป็นซุ้มโค้งเหนือพระสวามี ร่างของนางประดับประดาด้วยดวงดาวนับล้านดวงเป็นระยิบระยับทุกอณูสัมผัสแห่งรัตติกาล
ณ ใจกลางของสรรพสิ่ง, โอซิริส (Osiris) เทพแห่งการฟื้นคืนชีพและความอุดมสมบูรณ์ ยืนหยัดอย่างสง่างาม ด้วยผิวสีเขียวนุ่มลึกราวหญ้าที่เพิ่งแตกหน่อภายหลังน้ำท่วมใหญ่ของไนล์ รัศมีแห่งความยุติธรรมและความเมตตาแผ่ซ่านออกจากพระองค์ ทุกย่างก้าวของโอซิริสคือคำมั่นสัญญาแห่งชีวิตใหม่ คือการเก็บเกี่ยวอันแสนหวาน คือความรู้แจ้งที่มอบแด่มนุษยชาติ รอยยิ้มของพระองค์งดงามเกินกว่าจะบรรยาย เป็นความหวังที่แทรกซึมเข้าไปในห้วงอากาศที่ ชู (Shu) เทพแห่งสายลมผู้แบกรับท้องฟ้าไว้ ได้พัดพาไป
พระมเหสีที่ยืนเคียงข้างโอซิริส คือ ไอซิส (Isis) เทพีแห่งเวทมนตร์และการเยียวยา รูปบัลลังก์บนศีรษะของนางสะท้อนถึงอำนาจอันบริสุทธิ์แห่งราชินี ดวงตาของนางสุกใสราวกับได้เก็บเกี่ยวแสงสว่างจากพระอาทิตย์ยามรุ่งอรุณเอาไว้ เป็นดวงตาที่สามารถมองทะลุผ่านความมืดมิดและนำพาจิตวิญญาณกลับคืนมาสู่แสงสว่างได้ กลิ่นกายของไอซิสช่างเย้ายวนและนุ่มนวลราวกับดอกบัวสีน้ำเงินที่ผลิบานริมฝั่งน้ำไนล์ในยามค่ำคืน ความรักระหว่างไอซิสและโอซิริสคือตำนานที่ศักดิ์สิทธิ์และสมบูรณ์ที่สุด ดุจเป็นเช่นแม่น้ำไนล์ที่โอบกอดแผ่นดินของตนเองไว้ด้วยกระแสธารแห่งชีวิตอันไม่มีที่สิ้นสุด
“โอซิริส, องค์ราชาแห่งแผ่นดินสีดำ (Kemet) ที่รักของข้า ท่านมองเห็นไหม ความชุ่มฉ่ำของผืนดินภายใต้การปกครองของเรา” เสียงของไอซิสละมุนละไมราวกับเสียงกระซิบของสายลมที่พัดผ่านต้นปาปิรุส นางยื่นมือที่เรียวยาวและอบอุ่นออกไปสัมผัสแผ่นหลังที่กว้างใหญ่ของพระสวามีอย่างอ่อนโยน
โอซิริสโน้มศีรษะลงมาจูบหน้าผากของนางอย่างแผ่วเบา แต่เปี่ยมไปด้วยความผูกพันอันลึกซึ้ง “ข้าเห็นแล้ว ไอซิส ที่รักของข้า พืชพรรณที่งอกงาม สัตว์ที่อิ่มหนำ และมนุษย์ที่เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับความยุติธรรม (Ma’at) ความดีงามเหล่านี้ล้วนเกิดจากความรักและความแข็งแกร่งของเจ้าที่ได้มอบให้แก่ข้า”
ทว่า ณ มุมหนึ่งของทวยเทพ, มีร่องรอยของความโกรธแค้นและความกระหายที่กำลังคุกรุ่น เซต (Set) เทพแห่งความโกลาหล พายุ และทะเลทราย ยืนอยู่เดียวดาย ร่างของเซตสูงใหญ่กำยำ เศียรเป็นสัตว์ในตำนานที่ไม่มีผู้ใดรู้จักแน่นอน ดวงตาของเขาฉายแววสีแดงก่ำราวกับทรายร้อนระอุแห่งอาณาเขตของตนเองที่ทอดตัวอยู่ทางทิศตะวันตกของไนล์ เขาคือตัวแทนแห่งความแห้งแล้ง ความรุนแรง และความปรารถนาอันดิบเถื่อน
เซตพยายามจะซ่อนเร้นความรู้สึกที่ปั่นป่วนภายในไว้ภายใต้รอยยิ้มเย้ยหยัน แต่ทุกครั้งที่เขาเห็นโอซิริสและไอซิสแวดล้อมไปด้วยความรักและความชื่นชมยินดี ความรู้สึกริษยาที่ร้อนแรงกว่าไฟในทะเลทรายก็เผาผลาญในห้วงอกของเขา
“พวกเขาช่างน่ารำคาญยิ่งนัก” เซตพึมพำกับตนเอง เสียงแหบห้าวราวกับสายลมแห่งทะเลทรายที่พัดพาเอาเม็ดทรายเข้ามากระทบกัน
ภรรยาที่ถูกกำหนดให้คู่กับเขาตั้งแต่กำเนิด—เนฟธิส (Nephthys) เทพีแห่งความมืดและผู้ร่วมไว้อาลัย—ยืนอยู่ข้างๆ นางสวมเครื่องประดับรูปตะกร้าและบ้านอันเป็นสัญลักษณ์ของนาง เนฟธิสแตกต่างจากไอซิสผู้เป็นพี่สาวฝาแฝดอย่างสิ้นเชิง ใบหน้าของนางงดงาม แต่แฝงไว้ด้วยความเศร้าสร้อยอย่างยากจะหยั่งถึง ผิวของนางเย็นยะเยือกราวกับอุณหภูมิในสุสานยามค่ำคืน เนฟธิสรักในความสงบและโหยหาความอบอุ่น แต่ความผูกพันของนางกับเซตนั้นกลับเต็มไปด้วยความห่างเหินและความหวาดระแวง
เนฟธิสเอียงศีรษะมองเซตด้วยความเห็นใจเจือความกลัว นางสัมผัสได้ถึงความเร่าร้อนที่ผิดปกติในตัวสามี “เซต… ใจเย็นลงเถิด ท่านพี่ของเราและไอซิสไม่ได้ตั้งใจที่จะยั่วยุท่าน”
เซตหันขวับมามองเนฟธิส ดวงตาของเขาวาวโรจน์ด้วยความไม่พอใจ “เจ้ายังคงเข้าข้างพวกเขาเสมอ เนฟธิส! เจ้าไม่เห็นหรือว่าความอุดมสมบูรณ์ของโอซิริสได้บดบังแสงของข้าอย่างไร? ข้าคือเทพเจ้าแห่งพายุ ข้าคือพลังดิบเถื่อนที่ทำให้โลกต้องสั่นสะเทือน แต่พวกเขากลับยกย่องเพียงแค่ความอ่อนโยนของพี่ชายข้า! ข้าไม่ได้ต้องการแค่การปกครองทะเลทรายที่ว่างเปล่า”
“อาณาเขตของท่านมีความจำเป็นไม่น้อยไปกว่าหุบเขาไนล์หรอก เซต” เนฟธิสพูดด้วยเสียงอันแผ่วเบา พยายามไม่กระตุ้นความโกรธของเขา “หากไม่มีทะเลทราย ใครเล่าจะกำหนดขอบเขตให้แก่แผ่นดินได้? ท่านคือความแข็งแกร่งอันบริสุทธิ์ ท่านคือผู้ที่ทำให้ฟ้าดินไม่ตกอยู่ในความซ้ำซากจำเจ”
คำพูดของเนฟธิสไม่ได้ช่วยให้ความปรารถนาในอำนาจของเซตลดน้อยลงเลยแม้แต่น้อย เขามองข้ามความภักดีอันเงียบงันของภรรยาไปอย่างสิ้นเชิง ความสนใจเดียวของเขายังคงอยู่ที่บัลลังก์ที่โอซิริสครองอยู่
วันเวลาของทวยเทพไม่ได้นับด้วยจันทราหรือแสงอาทิตย์ แต่ด้วยการกำเนิด การเติบโต และความผาสุกของโลกที่พวกเขาสร้างขึ้น โอซิริสในฐานะราชาผู้เป็นที่รักได้นำพาอารยธรรมมาสู่มนุษย์ สอนพวกเขาให้รู้จักการทำเกษตรกรรม การสร้างกฎหมาย และการบูชาเทพเจ้า ทั่วทั้งผืนแผ่นดินสีดำ (Kemet) เต็มไปด้วยเสียงเพลงแห่งความสุขและกลิ่นหอมของข้าวบาร์เลย์ที่กำลังสุกงอม
ไอซิสรู้สึกยินดีกับความสำเร็จของพระสวามี แต่ลึกลงไปในดวงใจ นางก็ยังคงมีความกังวลถึงภัยอันตรายที่มองไม่เห็นซึ่งมีต้นตอมาจาก เซต
ค่ำคืนหนึ่ง ท่ามกลางปราสาทที่สร้างด้วยหินแกรนิตสีชมพูและทองคำที่ทอแสงระยิบระยับภายใต้ดวงดาวของเทพีนูต ไอซิสนอนอยู่บนเตียงหินที่ประดับด้วยผ้าลินินเนื้อละเอียด นางสัมผัสได้ถึงไออุ่นที่แผ่ออกมาจากร่างของโอซิริสที่หลับอยู่เคียงข้าง
“โอซิริส… ข้าไม่ชอบแววตาของเซตเลยแม้แต่น้อย มันเต็มไปด้วยความริษยาที่พร้อมจะปะทุออกมาได้ทุกเมื่อ” ไอซิสกระซิบ แม้ว่าเทพเจ้าไม่จำเป็นต้องหลับไหล แต่โอซิริสก็ตอบสนองต่อคำกระซิบของนาง
โอซิริสลืมตาขึ้น ดวงตาของเขาอ่อนโยนและนุ่มลึกราวกับทะเลสาบในโอเอซิส “เซตคือเลือดเนื้อเชื้อไขของเรา ไอซิส ถึงเขาจะเต็มไปด้วยความวุ่นวาย แต่เขาก็ยังเป็นน้องชายของข้า เราไม่สามารถปฏิเสธด้านมืดได้ เพราะความมืดนั้นทำให้แสงสว่างมีความหมาย”
“แต่ความมืดของเขามันช่างเย็นชาและกระหาย… ข้ากลัวว่าสักวันมันจะกลืนกินทุกสิ่งที่งดงามที่ท่านสร้างขึ้นมา” ไอซิสพลิกกายเข้าหาพระสวามี ซบใบหน้าลงกับแผงอกของเขา นางสัมผัสได้ถึงจังหวะการเต้นของหัวใจที่มั่นคงและอบอุ่น
โอซิริสโอบกอดนางไว้แน่น เขากดจูบลงบนเรือนผมสีดำขลับที่ปลิวไสวไปตามแรงลมของชูที่พัดผ่านเข้ามาทางหน้าต่าง “อย่ากลัวเลย ที่รัก ตราบใดที่เรายังคงอยู่เคียงข้างกัน และความรักของเรายังคงเป็นดังสายน้ำไนล์ที่ไม่เคยเหือดแห้ง ไม่มีอำนาจใดจะมาทำลายความสงบสุขของเราได้”
อ้อมกอดของโอซิริสคือที่พึ่งพิงของไอซิส กลิ่นหอมของแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์จากร่างกายของเขาได้กล่อมเกลานางให้สงบลง ความเร่าร้อนที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความอ่อนโยนของทั้งสองปะทุขึ้นมาอย่างเชื่องช้า แต่ทว่าลึกล้ำ ร่างกายที่เปรียบเหมือนดินและเวทมนตร์หลอมรวมกันอย่างสมบูรณ์แบบในยามค่ำคืนนั้น เป็นการยืนยันถึงความสมดุลที่จำเป็นต่อการคงอยู่ของจักรวาล (Ma’at) เป็นความผูกพันที่ไม่ได้มีเพียงแค่รักใคร่ แต่คือการเติมเต็มซึ่งกันและกันอย่างสมบูรณ์
ในช่วงเวลาเดียวกัน ณ อาณาจักรแห่งทรายสีแดงของเซต ความแห้งแล้งและความเงียบงันปกคลุมไปทั่ว ปราสาทของเซตเต็มไปด้วยหินหยาบและหนามแหลมคม สะท้อนถึงบุคลิกที่แข็งกร้าวและไร้ความปรานีของเขา
เนฟธิสนั่งอยู่ริมหน้าต่าง มองออกไปยังทะเลทรายที่ว่างเปล่า ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความโหยหา ความเหงาได้กัดกินจิตวิญญาณของเทพีแห่งความมืดนี้มานานแสนนาน แม้ว่านางจะเป็นภรรยาของเซต แต่เขากลับปฏิบัติกับนางราวกับเป็นเพียงเงามืดที่ไร้ความหมาย
“ความสุขช่างเป็นสิ่งที่แปลกประหลาดนัก… มันอยู่ใกล้เพียงแค่เอื้อม แต่ข้ากลับสัมผัสถึงมันไม่ได้เลย” เนฟธิสพึมพำกับตนเอง
เซตเดินเข้ามาในห้อง ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความหงุดหงิดและความกระหายในอำนาจที่มองเห็นได้ชัดเจน เขาแทบไม่เหลือบมองภรรยาของตนเองด้วยซ้ำ
“คืนนี้เจ้าดูเศร้าสร้อยยิ่งกว่าเดิม เนฟธิส ความเศร้าของเจ้าช่างน่าเบื่อหน่ายยิ่งนัก” เซตกล่าวด้วยน้ำเสียงที่หยาบกระด้าง เขาไม่เคยเข้าใจความต้องการอันละเอียดอ่อนของภรรยาของตนเองเลย
เนฟธิสยืนขึ้นช้าๆ นางเผชิญหน้ากับเขา ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความปรารถนาที่จะได้รับความรักจากเขาอย่างแท้จริง “ท่านปรารถนาความยิ่งใหญ่ เซต แต่ท่านกลับมองข้ามพลังที่อยู่เคียงข้างท่านไป ท่านมองไม่เห็นความสง่างามในตัวของข้าหรือไร?”
เซตหัวเราะอย่างดูถูก “ความสง่างาม? เจ้าเป็นเพียงเงาของไอซิส! เจ้าเป็นเพียงเทพีแห่งการรับใช้และความมืดมิด! ข้าต้องการพลังที่แท้จริง! พลังที่จะทำให้ข้าสามารถช่วงชิงบัลลังก์จากโอซิริสได้ ไม่ใช่แค่ความมืดที่ไร้ชีวิตชีวา”
คำพูดของเซตดุจเป็นเช่นมีดที่กรีดลงบนหัวใจที่เปราะบางของเนฟธิส นางรู้สึกเจ็บปวดและทรมาน ความสัมพันธ์ของพวกเขาเปรียบเหมือนก้อนกรวดที่ถูกพัดพาไปตามกระแสลมแห่งความโกลาหล ไม่มีวันที่จะเป็นเช่นแม่น้ำไนล์ที่มั่นคงเหมือนไอซิสและโอซิริส
“ความรักของข้าไม่ได้มีความหมายสำหรับท่านเลยหรือ” เนฟธิสถามด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ
“ความรักเป็นเพียงความอ่อนแอเท่านั้น เนฟธิส หากเจ้าฉลาดพอ เจ้าควรจะช่วยข้าทำลายโอซิริส และเราจะปกครองโลกนี้ร่วมกันในฐานะราชาและราชินีแห่งความแข็งแกร่งอันแท้จริง!” เซตจับบ่าของนางอย่างแรง สายตาที่ร้อนรุ่มของเขาไม่ได้เต็มไปด้วยความเสน่หา แต่เป็นความบ้าคลั่ง
เนฟธิสส่ายศีรษะอย่างช้าๆ “ข้าไม่สามารถช่วยท่านทำลายความยุติธรรมได้ เซต ข้าจะไม่มีวันเป็นส่วนหนึ่งของความโกลาหลของท่าน”
เซตสะบัดมือออกด้วยความโกรธแค้น เขาทิ้งเนฟธิสไว้กับความเหงาและความมืดที่นางเป็นตัวแทนอยู่แล้ว ความปรารถนาอันรุนแรงของเซตที่จะทำลายพี่ชายของตนเองได้กลืนกินความรักและความผูกพันที่ยังคงหลงเหลืออยู่จนหมดสิ้น
ความห่างเหินทางอารมณ์นี้เองที่ทำให้เมล็ดพันธุ์แห่งความสับสนและความต้องการการยอมรับได้ถูกหว่านลงในใจของเนฟธิส นางโหยหาความอ่อนโยนที่นางเห็นจากโอซิริสและไอซิส ความต้องการอันลึกซึ้งที่จะรู้สึกเป็นที่รักและเป็นที่ต้องการได้ผลักดันให้นางตัดสินใจทำในสิ่งที่นางไม่เคยคิดมาก่อน
คืนหนึ่งภายใต้แสงจันทร์ที่สาดส่องลงมา เนฟธิสตัดสินใจทำในสิ่งที่ผิดต่อพันธะที่นางมีต่อเซต นางใช้พลังเวทมนตร์ที่เรียนรู้มาจากไอซิสในการแปลงกายเป็นพี่สาวของตนเอง—ไอซิส—ผู้มีความงามและรูปลักษณ์ที่สมบูรณ์แบบกว่าตนเองมากนัก
เนฟธิสปรากฏตัวในห้องบรรทมของโอซิริสในยามที่ไอซิสไปเยี่ยมวิหารแห่งหนึ่งที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่เทพีเทฟนุต (Tefnut) เทพีแห่งความชื้น
โอซิริสกำลังพักผ่อนอยู่ตามลำพัง ความรู้สึกอบอุ่นและเสน่หาที่เขามีต่อภรรยาทำให้เขามองข้ามรายละเอียดเล็กน้อยที่เปลี่ยนไปในตัวนางที่เขาคิดว่าเป็นไอซิส
“ที่รัก… เจ้ากลับมาแล้วหรือ” โอซิริสกล่าวด้วยเสียงที่อ่อนโยน เขาไม่ได้สังเกตเห็นถึงความเย็นยะเยือกที่แฝงอยู่ในดวงตาของ 'ไอซิส' ผู้มาใหม่
เนฟธิสในร่างของไอซิสเดินเข้ามาหาเขาด้วยจังหวะที่แตกต่างออกไปจากพี่สาวของนางเล็กน้อย มีความกระหายและเร่าร้อนที่นางเองไม่เคยรู้สึกมาก่อน เมื่อนางเห็นโอซิริสที่เต็มไปด้วยความเสน่หาที่เขามอบให้กับผู้หญิงที่เขาคิดว่าเป็นภรรยาของเขา ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีก็ถูกกลืนหายไปในความปรารถนาที่จะถูกรักและได้รับการยอมรับอย่างรุนแรง
“ข้าคิดถึงท่าน… โอซิริส” เนฟธิสในร่างของไอซิสกระซิบ เสียงของนางเลียนแบบน้ำเสียงของพี่สาวได้อย่างสมบูรณ์แบบ
โอซิริสลุกขึ้นโอบกอดนางไว้ การสัมผัสที่อบอุ่นและมั่นคงของเขาสร้างความปั่นป่วนในจิตใจของเนฟธิสที่เต็มไปด้วยความเหงา ความรู้สึกนี้ช่างแตกต่างจากความรุนแรงและเย็นชาของเซตอย่างสิ้นเชิง ความรักของโอซิริสคือความอุดมสมบูรณ์ที่นางโหยหามาตลอดชีวิต
“ข้าก็คิดถึงเจ้าเช่นกัน” โอซิริสตอบ เขาดึงนางเข้าสู่อ้อมกอดอย่างแน่นหนา
ในคืนนั้นเนฟธิสผู้โหยหาความรักและความอ่อนโยนได้มอบกายให้กับโอซิริสอย่างเต็มใจ แม้ว่าโอซิริสจะกระทำไปด้วยความเข้าใจผิดคิดว่าเป็นภรรยาที่รักของตนเอง แต่การกระทำนี้ก็ได้หว่านเมล็ดพันธุ์แห่งโศกนาฏกรรมและจุดกำเนิดของเทพเจ้าองค์หนึ่ง... อนูบิส (Anubis) เทพเจ้าผู้มีเศียรของหมาใน ผู้ซึ่งเป็นผลพวงจากความเข้าใจผิด ความปรารถนา และความแตกแยกในครอบครัวของเทพเจ้า
ความสัมพันธ์ชั่วครู่ของเทพเจ้าทั้งสองภายใต้การปลอมแปลงนี้ไม่ได้เป็นไปด้วยความใคร่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการแลกเปลี่ยนพลังงานอันลึกซึ้ง ระหว่างความอุดมสมบูรณ์ของโอซิริสกับความมืดมิดของเนฟธิส เป็นความเชื่อมโยงที่บริสุทธิ์และผิดพลาดในเวลาเดียวกัน เมื่อทุกสิ่งสงบลง เนฟธิสได้จากไปอย่างเงียบเชียบ ก่อนที่แสงแรกของเคปริ (Khepri) เทพสุริยะยามเช้าผู้มีเศียรแมลงสคารับจะเคลื่อนคล้อยขึ้นมา
ความสุขของโอซิริสและไอซิสยังคงดำเนินต่อไปอย่างไม่รู้เรื่องราวเบื้องหลังจนกระทั่งเนฟธิสเริ่มตั้งครรภ์
เมื่อความจริงปรากฏชัดเจน ไอซิสผู้เป็นเทพีแห่งเวทมนตร์และการหยั่งรู้ก็รู้สึกถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้น นางรู้สึกถึงความผิดหวังอย่างรุนแรงเมื่อทราบว่าสามีของตนเองเข้าใจผิดไปมีความสัมพันธ์กับน้องสาวของนางเอง
ไอซิสเผชิญหน้ากับโอซิริสด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยน้ำตา แต่ไม่ใช่ความโกรธแค้นที่รุนแรง แต่เป็นความเจ็บปวดจากการถูกทรยศ
“ท่านทำเช่นนี้กับข้าได้อย่างไร โอซิริส? ความรักที่เรามีให้กันมันไม่เพียงพอสำหรับท่านหรือ?” เสียงของไอซิสสั่นเครือ ความหวานละมุนในน้ำเสียงของนางหายไปชั่วขณะ
โอซิริสรู้สึกผิดบาปอย่างสุดซึ้ง เขาคุกเข่าลงต่อหน้าภรรยา “ไอซิส ที่รักของข้า ข้าขอสารภาพว่าข้าได้ทำผิดพลาดอย่างมหันต์ ข้าคิดว่ามันคือเจ้า ข้าถูกเนฟธิสที่แปลงกายมาหลอกลวง ข้าถูกความปรารถนาในตัวเจ้าทำให้มืดบอด”
ไอซิสมองเข้าไปในดวงตาที่อ่อนโยนและซื่อตรงของโอซิริส นางรู้ว่าเขาไม่ได้โกหก แต่ความเจ็บปวดก็ไม่ได้หายไปง่ายๆ
“การถูกหลอกลวงนั้นเป็นสิ่งที่ให้อภัยได้ โอซิริส แต่ผลที่ตามมามันจะนำหายนะมาสู่เราอย่างแน่นอน เซตจะไม่ปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไปโดยง่าย”
“ข้าจะรับผิดชอบทุกอย่าง” โอซิริสกล่าวด้วยความหนักแน่น เขาเข้าสวมกอดไอซิสอย่างอ่อนโยน ความอบอุ่นที่แผ่ออกมาจากร่างของเขาเริ่มบรรเทาความเจ็บปวดในหัวใจของนาง
“ข้าเชื่อในคำพูดของท่าน” ไอซิสกล่าว นางตอบรับอ้อมกอดของเขาอย่างช้าๆ “แต่สิ่งที่สำคัญกว่าความรักของเราในตอนนี้คือความมั่นคงของอาณาจักร เราต้องรีบช่วยเหลือเนฟธิส”
เนฟธิสผู้รู้สึกละอายและหวาดกลัวต่อความโกรธแค้นของเซตผู้เป็นสามี ได้หนีเข้าไปในป่ากกที่หนาแน่นในดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำไนล์ นางให้กำเนิดบุตรชายของโอซิริส... อนูบิส ซึ่งมีเศียรเป็นหมาในสีดำสนิท ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการปกป้องสุสานและความตาย
ด้วยความรักที่หยั่งรากลึกในหัวใจ ไอซิสไม่ได้มองข้ามเนฟธิสผู้เป็นน้องสาวและอนูบิสผู้เป็นหลานชาย นางตามหาเนฟธิสจนพบและให้ความช่วยเหลือทั้งสองอย่างเต็มที่
“พี่จะไม่ทอดทิ้งเจ้า เนฟธิส ความรักและความเมตตาจะต้องอยู่เหนือความผิดพลาดเสมอ” ไอซิสกล่าวอย่างอ่อนโยน
เนฟธิสปล่อยโฮด้วยความโล่งอก นางกอดพี่สาวของนางอย่างแน่นหนา “ข้าขอขอบคุณท่าน ไอซิส ท่านคือเทพีแห่งความเมตตาที่แท้จริง”
ไอซิสอุ้มอนูบิสตัวน้อยมาไว้ในอ้อมแขน ใบหน้าของเด็กน้อยมีร่องรอยของความหวาดกลัว ไอซิสใช้เวทมนตร์ของนางสร้างเกราะกำบังให้กับอนูบิสเพื่อปกป้องเขาจากเซตผู้เป็นอา
“ลูกชายของท่านจะปลอดภัย” ไอซิสให้คำมั่น
ข่าวการตั้งครรภ์ของเนฟธิสและรูปลักษณ์ของอนูบิสผู้มีเศียรหมาในได้เดินทางมาถึงปราสาทของเซตอย่างรวดเร็ว เซตไม่ได้รู้สึกเสียใจที่เนฟธิสมีลูกกับผู้อื่น เพราะเขาเองก็ไม่ได้รักนางอยู่แล้ว แต่ความโกรธแค้นและริษยาของเขาพุ่งเป้าไปที่โอซิริสและไอซิส
“ไอซิสและโอซิริสกำลังหัวเราะเยาะเย้ยข้า! พวกเขาแสดงให้เห็นว่าข้าไร้ความสามารถที่จะมีความรักและมีผู้สืบทอดที่สมบูรณ์แบบ!” เสียงของเซตกู่ก้องไปทั่วปราสาท ทะเลทรายภายนอกปราสาทเริ่มเกิดพายุทรายอย่างบ้าคลั่ง
ความกระหายอำนาจของเซตได้กลายเป็นความบ้าคลั่ง เขาเริ่มวางแผนที่จะสังหารโอซิริสและช่วงชิงบัลลังก์มาเป็นของตนเอง
ในฐานะเทพแห่งความโกลาหลและความรุนแรง เซตมีความเชี่ยวชาญในการสร้างความหายนะ เขาจัดเตรียมงานเลี้ยงอันหรูหราอลังการที่ประดับประดาด้วยทองคำและอัญมณีล้ำค่าเพื่อเป็นเกียรติแก่โอซิริสผู้เป็นพี่ชาย และเป็นที่ที่เขาจะดำเนินการตามแผนการชั่วร้ายของตนเอง
ในงานเลี้ยงที่อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของเนื้อย่าง ไวน์ และน้ำหอมอันเย้ายวน เซตนำกล่องไม้แกะสลักอันงดงามที่ทำจากไม้ซีดาร์ชั้นดีมาให้ทวยเทพได้ชม
“กล่องนี้มีขนาดพอดีตัวสำหรับเทพผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในงานนี้” เซตกล่าวด้วยรอยยิ้มที่ชั่วร้าย “ผู้ใดที่สามารถลงไปนอนในกล่องนี้ได้พอดี ผู้นั้นจะได้ครอบครองกล่องนี้เป็นสมบัติส่วนตัวไปเลย!”
เทพเจ้าหลายองค์พยายามเข้าไปนอนในกล่องนั้น แต่ไม่มีใครสามารถเข้าไปได้อย่างพอดี เพราะกล่องนั้นถูกสร้างขึ้นตามขนาดตัวของโอซิริสอย่างลับๆ โดยเซต
สุดท้ายเซตก็เชื้อเชิญโอซิริส
“ท่านพี่ ท่านผู้สูงส่งแห่งปวงเทพ ลองดูเถิด ท่านสมควรได้รับของขวัญอันงดงามนี้เป็นที่สุด”
โอซิริสผู้มีจิตใจซื่อตรงและเมตตาตอบรับคำเชิญชวน เขาเดินเข้าไปในกล่องอย่างสง่างาม เมื่อเขาทอดกายนอนลงในโลงไม้แกะสลัก มันก็พอดีตัวกับเขาอย่างไม่มีที่ติ
ทันใดนั้นรอยยิ้มของเซตก็เปลี่ยนเป็นความโหดเหี้ยม เขาและสมุนของเขาปิดฝากล่องอย่างรวดเร็วและใช้ตะกั่วหลอมเหลวปิดผนึกโลงศพอย่างแน่นหนา เสียงกรีดร้องของโอซิริสถูกกลืนหายไปในเสียงหัวเราะอันบ้าคลั่งของเซต
เซตและเหล่าสมุนโยนโลงศพของโอซิริสลงในแม่น้ำไนล์อันศักดิ์สิทธิ์ สายน้ำไนล์สีดำที่เคยเป็นสัญลักษณ์แห่งชีวิตและความอุดมสมบูรณ์กลับกลายเป็นสายธารแห่งความโศกเศร้าและความตาย
ไอซิสผู้เพิ่งเดินทางกลับมาจากวิหารรู้สึกถึงพลังงานที่ผิดปกติและแสนเศร้า นางรีบกลับมายังปราสาทและพบว่าทุกอย่างได้เปลี่ยนไปแล้ว
ความโศกเศร้าได้เข้าครอบงำหัวใจของไอซิสอย่างรุนแรงจนแทบจะทำลายจิตวิญญาณของนางได้ แต่นางไม่ได้ปล่อยให้ความอ่อนแอครอบงำ นางใช้พลังแห่งความเป็นแม่และเวทมนตร์ของนางในการตามหาพระสวามีที่ถูกช่วงชิงไป
“ข้าจะตามหาท่าน โอซิริส ไม่ว่าจะต้องแลกมาด้วยสิ่งใดก็ตาม” ไอซิสกล่าวด้วยความมุ่งมั่น นางแปลงร่างเป็นนกแสกสีดำ (Kite) บินร่อนไปทั่วแผ่นดินไอยคุปต์ ส่งเสียงร้องคร่ำครวญอันบาดใจ
การตามหาเป็นไปอย่างยาวนาน ในที่สุดนางก็พบโลงศพของโอซิริสที่ถูกพัดพาไปติดอยู่กับต้นไม้ซีดาร์ขนาดใหญ่ในดินแดนไกลโพ้น ต้นไม้ซีดาร์นั้นได้เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นเสาหลักที่ค้ำยันวิหารของกษัตริย์ในเมืองนั้น
ไอซิสใช้อำนาจของเทพีแห่งเวทมนตร์ในการดึงเอาโลงศพของโอซิริสออกมาจากเสาหลัก นางนำโลงศพกลับมายังไอยคุปต์และซ่อนไว้ในที่ลับแห่งหนึ่งในป่ากก
เซตผู้กระหายอำนาจได้ขึ้นครองบัลลังก์แห่งไอยคุปต์แทนโอซิริส เขาปกครองด้วยความรุนแรงและความโกลาหล ทั่วทั้งแผ่นดินสีดำที่เคยอุดมสมบูรณ์เริ่มแห้งแล้งและเสื่อมโทรม
เซตรู้สึกถึงพลังเวทมนตร์ที่กำลังปกป้องร่างของโอซิริส เขาคาดคั้นเนฟธิสผู้เป็นภรรยาอย่างโหดเหี้ยมเพื่อให้เปิดเผยสถานที่ซ่อนของโอซิริส
เนฟธิสผู้ซึ่งสำนึกผิดในการกระทำของตนเองพยายามปกป้องพี่สาวและพี่ชาย แต่ความกลัวที่นางมีต่อเซตก็มีมากกว่า นางถูกบังคับให้เปิดเผยที่ซ่อนของโอซิริส
เมื่อเซตค้นพบโลงศพของโอซิริส ความโกรธแค้นของเขาก็ปะทุขึ้นถึงขีดสุด เขาไม่เพียงแต่ทำลายโลงศพเท่านั้น แต่เขายังหั่นร่างของโอซิริสออกเป็นสิบสี่ชิ้น และนำไปทิ้งไว้ทั่วแผ่นดินไอยคุปต์ เพื่อให้แน่ใจว่าพี่ชายของเขาจะไม่สามารถฟื้นคืนชีพกลับมาได้อีก
เมื่อไอซิสพบว่าร่างของสามีถูกทำลาย ความเศร้าโศกของนางก็เปลี่ยนเป็นความเด็ดเดี่ยว นางใช้เวทมนตร์และการอธิษฐานต่อองค์ราผู้ยิ่งใหญ่เพื่อขอความช่วยเหลือ
ไอซิสได้รับความช่วยเหลือจาก เนฟธิส ผู้ที่สำนึกผิดและต้องการไถ่บาปในสิ่งที่นางได้กระทำไป เนฟธิสผู้ซึ่งความสัมพันธ์กับพี่สาวกลับมาแน่นแฟ้นอีกครั้งได้เข้าร่วมภารกิจอันศักดิ์สิทธิ์ในการตามหาร่างของโอซิริส
“ข้าจะช่วยท่าน ไอซิส… ข้าจะไถ่บาปในความผิดพลาดที่ข้าก่อไว้” เนฟธิสกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนและมุ่งมั่น
การเดินทางอันแสนทรหดของสองเทพีเริ่มต้นขึ้น ทั้งสองเดินทางไปทั่วไอยคุปต์รวบรวมชิ้นส่วนของโอซิริสทีละชิ้นๆ โดยมี อนูบิส ผู้เป็นบุตรชายผู้มีเศียรหมาในคอยให้ความช่วยเหลืออยู่ห่างๆ ในฐานะผู้พิทักษ์และผู้นำทางวิญญาณ
เมื่อรวบรวมชิ้นส่วนได้ครบแล้ว ไอซิสก็ดำเนินการประกอบชิ้นส่วนของพระสวามีเข้าด้วยกัน โดยมี เนฟธิส และ ทอธ (Thoth) เทพแห่งปัญญาและการเขียน คอยช่วยเหลือ ในที่สุดร่างของโอซิริสก็กลับมาสมบูรณ์อีกครั้ง ไอซิสใช้ผ้าลินินสีขาวพันรอบร่างของเขาอย่างระมัดระวัง สร้าง "มัมมี่" องค์แรกขึ้นมา
ไอซิสยืนอยู่เหนือร่างของพระสวามีผู้เป็นที่รักของนาง นางใช้พลังเวทมนตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของนางในการฟื้นคืนชีพให้กับโอซิริสอีกครั้งหนึ่ง นางแปลงร่างเป็นนกแสกสีดำ (Kite) อีกครั้งและโบยบินอยู่เหนือร่างของพระสวามี ปีกของนางแผ่ความอบอุ่นและพลังชีวิตให้แก่โอซิริส
ด้วยอำนาจแห่งความรักอันเป็นนิรันดร์ โอซิริสลืมตาขึ้นอีกครั้ง เขาลุกขึ้นสวมกอดไอซิสอย่างแน่นหนา เป็นการสวมกอดที่เต็มไปด้วยความรัก ความเจ็บปวด และคำมั่นสัญญาชั่วนิรันดร์
“ขอบคุณ… ไอซิส ที่รักของข้า”
“ข้าจะอยู่เคียงข้างท่านเสมอ โอซิริส ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม” ไอซิสตอบ
แม้ว่าโอซิริสจะสามารถฟื้นคืนชีพได้ แต่เขาก็ไม่สามารถกลับมาปกครองโลกแห่งคนเป็นได้อีกต่อไป เขาได้กลายเป็นเทพแห่งโลกหลังความตาย (Duat) และเป็นราชาแห่งผู้ตาย ที่ซึ่งเขาจะปกครองด้วยความยุติธรรมและความเมตตาตลอดไป
ก่อนที่โอซิริสจะจากไปสู่โลกแห่งความตาย ไอซิสก็ได้ตั้งครรภ์บุตรชายผู้เป็นทายาทของโอซิริส... ฮอรัส (Horus) เทพเจ้าผู้มีเศียรเหยี่ยว ผู้ซึ่งจะกลายเป็นผู้ทวงคืนบัลลังก์จากเซตผู้เป็นอา
ณ เวลานั้นเอง... ตำนานแห่งไอยคุปต์ที่แท้จริงได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
