* ✨👇✨ กดรับ Link นิยายรสแซ่บได้ที่ปกทุกปกที่นี่เลยจ้าา ✨👇✨ *

niyayZAP Related E-Books Related E-Books Related E-Books Related E-Books Series E-Books niyayZAP Related E-Books Series E-Books Series E-Books Related E-Books Series E-Books Series E-Books Related E-Books Series E-Books Related E-Books Series E-Books Series E-Books Series E-Books Related E-Books Series E-Books Related E-Books Series E-Books Series E-Books Series E-Books Series E-Books Series E-Books Series E-Books niyayZAP Series เจ้าสาวหญ้าอ่อน Series เจ้าสาวหญ้าอ่อน Series เจ้าสาวหญ้าอ่อน Series เจ้าสาวหญ้าอ่อน Series เจ้าสาวหญ้าอ่อน niyayZAP Series E-Books Series E-Books Series E-Books Series E-Books niyayZAP niyayZAP niyayZAP niyayZAP niyayZAP Related E-Books niyayZAP niyayZAP Related E-Books Series E-Books Series E-Books  Series E-Books

วันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

ต้อง(ห้าม)รัก ♓ Pisces | บทที่ 5

ต้อง(ห้าม)รัก  12 ♓ Pisces  โดย: AI & NIYAY1000ZAB

.⋆。🧸˚

Under the Shadowed Glass

เขตอำนาจของหัสดิน

ต้อง(ห้าม)รัก

12 ♓ Pisces

โดย: AI & NIYAY 1000 ZAAB

‼️ ©️ สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ‼️

เขาคือเจ้าของอาณาจักรบันเทิงที่ไม่มีใครแตะต้องได้

เธอคือเด็กสาวที่เดินเข้ามาในพื้นที่ต้องห้ามโดยไม่ขออนุญาต

ห้องทำงานชั้นบนสุดไม่เคยมีใครขึ้นไป แหวนสีดำบนมือของเขาไม่เคยถูกถอด และหัวใจของเขาไม่เคยเปิดอีกครั้งหลังการสูญเสีย

จนกระทั่งเธอเลือกจะยืนอยู่ตรงนั้น

ไม่ใช่ในฐานะเด็กฝึกงาน แต่ในฐานะผู้หญิงที่ไม่ยอมเป็นเงา

เกมเริ่มจากการทดสอบ จบลงด้วยการเลือก

และการยอมแพ้ของผู้ควบคุม อาจเป็นชัยชนะที่แท้จริงของความรัก

Dominant–Submissive/Age Gap/Forbidden Love 

โทน: Luxury Ultra Realistic | Psychological Power Play

ตอนที่ 5: บาดแผลที่เยียวยา

กลางดึกของเพนต์เฮาส์มีเสียงเครื่องปรับอากาศเดินเบา ๆ แทรกกับเสียงเมืองที่ลอดขึ้นมาจากเบื้องล่างเหมือนคลื่นไกล ๆ เพลงอุษานั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานชั้นล่าง แสงไฟตั้งโต๊ะสีอุ่นตกกระทบปลายนิ้วของเธอที่กำลังไล่บรรทัดสุดท้ายของเอกสาร กลิ่นกระดาษใหม่ผสมกับกลิ่นกาแฟที่เย็นชืดแล้วลอยบาง ๆ อยู่ในอากาศ ความเงียบเหมือนผ้าผืนหนาคลุมทั้งชั้นไว้ จนกระทั่งเสียงบางอย่างดังขึ้นจากด้านบน เป็นเสียงครางต่ำที่ขาดหายเหมือนคนกำลังวิ่งอยู่ในที่แคบ

เธอหยุดมือ ปลายนิ้วค้างอยู่บนกระดาษ เสียงนั้นมาอีกครั้ง คราวนี้ชัดกว่าเดิม คล้ายลมหายใจที่สะดุดกับความทรงจำ เธอปิดแฟ้มอย่างระวัง รู้สึกได้ถึงจังหวะของหัวใจที่เร่งขึ้นโดยไม่มีเหตุผลต้องอธิบาย แสงไฟในห้องทำงานสะท้อนเงาของเธอบนกระจกบานสูงก่อนที่เธอจะเดินไปยังบันได เสียงส้นเท้าของเธอเบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทว่ายังดังพอให้รับรู้ถึงการเคลื่อนไหวในความเงียบ

ระยะห่างระหว่างชั้นล่างกับห้องนอนของเขาไม่เคยยาวขนาดนี้ บันไดไม้รับน้ำหนักของเธอทีละขั้น กลิ่นสะอาดของน้ำยาถูพื้นลอยขึ้นบาง ๆ เมื่อเธอจับราว มือของเธอเย็นกว่าปกติ ทั้งที่อากาศในบ้านถูกควบคุมอย่างสม่ำเสมอ เสียงครางนั้นดังอีกครั้ง คราวนี้มีคำพูดปนอยู่ข้างใน เป็นคำที่แตกออกจากลมหายใจของเขาเหมือนคนพยายามคว้าอะไรบางอย่างที่กำลังจมหาย

ประตูห้องนอนไม่ได้ล็อก ลูกบิดเย็นใต้ฝ่ามือของเธอ เธอเคาะหนึ่งครั้ง รอเพียงจังหวะสั้น ๆ ที่ไม่มีคำตอบกลับมา นอกจากเสียงผ้าปูที่นอนเสียดสีกับมือของเขา เธอเปิดประตูเข้าไปช้า ๆ แสงไฟหัวเตียงเปิดค้างไว้ เหลืองนวลจนเห็นเงาของเขาพาดยาวบนผนัง หัสดินนอนตะแคง ใบหน้าขมวดแน่น เส้นเลือดข้างขมับเต้นเป็นจังหวะไม่สม่ำเสมอ มือของเขากำผ้าปูที่นอนจนยับย่น

“อย่าไป…”

เสียงของเขาหลุดออกมาเหมือนคนกลั้นหายใจอยู่ใต้น้ำ เพลงอุษาก้าวเข้าไปใกล้เตียง เธอไม่ได้เอื้อมแตะทันที ปล่อยให้สายตาของเธอปรับกับเงามืด และปล่อยให้เสียงลมหายใจของเขาเติมเต็มพื้นที่ระหว่างกัน ชื่อของผู้หญิงคนหนึ่งหลุดออกมาจากริมฝีปากของเขา ชัดพอให้ได้ยิน และชัดพอให้เข้าใจว่าชื่อนั้นเคยมีน้ำหนักในชีวิตของเขา

ระยะห่างระหว่างปลายเตียงกับตัวเธอสั้นลงทุกก้าว เธอนั่งลงบนขอบเตียงของเขาอย่างระวัง ที่นอนยุบตัวเล็กน้อยตามน้ำหนักของเธอ ลมหายใจของเขากระตุกเมื่อสัมผัสถึงการเคลื่อนไหวใกล้ตัว มือของเขาเอื้อมมาคว้าข้อมือของเธอทันที แรงบีบหนักจนเธอรู้สึกได้ถึงปลายนิ้วของเขาที่ฝังลงบนผิว

“คุณหัสดิน”

เสียงของเธออยู่ในระดับเดียวกับลมหายใจของเขา

เขาลืมตาขึ้นช้า ๆ ดวงตายังพร่าเหมือนมีหมอกบางคลุมอยู่ มือของเขายังไม่ปล่อย เธอขยับเข้าไปใกล้เตียงอีกนิด ลดระยะที่เขาต้องเอื้อม กลิ่นเหงื่อจาง ๆ จากผิวของเขาผสมกับกลิ่นน้ำหอมสะอาดที่เขาใช้ในตอนเย็น กลิ่นนั้นยังคงอยู่ในปลอกหมอนและแผ่นอกของเขา

“ฉันไม่ใช่เธอ”

คำพูดของเธอไม่ได้แข็งกร้าว เพียงวางลงตรงกลางระหว่างพวกเขา

ดวงตาของเขาค่อย ๆ โฟกัส ใบหน้าของเธอชัดขึ้นในสายตาของเขา ความสับสนค่อย ๆ จางลงเหมือนหมอกที่ถูกลมพัด มือของเขาคลายแรงบีบช้า ๆ แต่ยังคงจับอยู่ราวกับกลัวว่าถ้าปล่อยแล้วภาพตรงหน้าจะหายไป

“ผมขอโทษ”

เสียงของเขาแหบต่ำจากลมหายใจที่ยังไม่เข้าที่

เธอส่ายหน้าเบา ๆ ปลายนิ้วของเธอแตะหลังมือของเขาแทนคำตอบ ผิวของเขายังอุ่นจากความฝันที่ตามหลอก รอยแดงจาง ๆ ปรากฏบนข้อมือของเธอเมื่อเขาปล่อยในที่สุด เขานั่งพิงหัวเตียง ลมหายใจยังลึกและไม่สม่ำเสมอ แสงไฟหัวเตียงสร้างเงาของเขาบนผนังเหมือนคนที่แบกน้ำหนักบางอย่างไว้บนไหล่

“คุณไม่จำเป็นต้องไล่มันออกไปคนเดียวทุกคืน”

เสียงของเธอวางตัวนิ่งในห้อง

เขาไม่ตอบทันที เพียงมองใบหน้าของเธอเหมือนกำลังวัดระยะใหม่ ระยะห่างระหว่างเตียงกับประตูยังเท่าเดิม แต่ระยะระหว่างสายตาของเขากับสายตาของเธอเปลี่ยนไป เธอเห็นร่องรอยเหนื่อยล้าตามปลายหางตาของเขา เห็นเงาที่แสงไฟแตะไม่ถึง

เธอขยับอย่างช้า ๆ เข่าของเธอวางลงและจมลงข้างสะโพกของเขา ฝ่ามือนุ่มบางวางบนแผ่นอกของเขาเหนือผ้าบางของเสื้อที่เขาสวมก่อนนอนเสมอ จังหวะหัวใจของเขายังเต้นแรงใต้ฝ่ามือของเธอ ปลายนิ้วของเธอไล่ตามแนวกระดูกไหปลาร้าอย่างระวัง เหมือนกำลังเรียนรู้ภูมิประเทศของบาดแผลที่มองไม่เห็น

“คุณยังหายใจไม่ทั่ว”

คำพูดของเธอเบาจนเกือบกลืนกับเสียงเครื่องปรับอากาศ

เขามองมือของเธอที่วางอยู่บนอกของเขา ก่อนเงยหน้าขึ้นสบตา ไม่มีคำสั่งจากเขาในสายตานั้น เพียงความนิ่งที่รอการตัดสินใจของเธอ เพลงอุษาเลื่อนมือขึ้นไปที่ต้นคอของเขา ปลายนิ้วของเธอแตะเส้นผมที่ชื้นเหงื่อเล็กน้อย เธอไม่รีบร้อน ไม่เร่งจังหวะของเขา เพียงขยับตัวเข้าไปใกล้จนลมหายใจของเธอแตะปลายคางของเขา

“ฉันอยู่ตรงนี้”

เธอพูดเหมือนวางของชิ้นหนึ่งลงบนโต๊ะอย่างมั่นคง

ลมหายใจของเขาค่อย ๆ ยาวขึ้น มือของเขาวางอยู่บนผ้าปูเตียง ไม่ได้เอื้อมมาดึงเธอเข้าไปใกล้ ทว่าก็ไม่ได้ผลักออก เพลงอุษาเอนตัวลงเล็กน้อย ริมฝีปากของเธอแตะที่มุมปากของเขาอย่างแผ่วเบา จูบสั้นที่ไม่เรียกร้อง เพียงสัมผัสแล้วถอยออกเพื่อดูปฏิกิริยา

เขายังนิ่ง ความนิ่งนั้นทำให้จูบของเธอเหมือนหยดน้ำที่ตกลงบนผิวน้ำเรียบ เธอขยับเข้าไปอีกครั้ง คราวนี้ริมฝีปากของเธอแนบแน่นขึ้นเล็กน้อย ปลายนิ้วของเธอเลื่อนลงมาที่แผ่นอกของเขาอีกครั้ง สัมผัสถึงกล้ามเนื้อที่ยังเกร็งอยู่ใต้ผิว

“คุณนี่มันผีไม่กลัวน้ำมนต์จริงๆ”

เธอพึมพำเบา ๆ ใกล้ริมฝีปากของเขา เมื่อรู้ว่าเขายังดื้อจะเก็บทุกอย่างไว้คนเดียว

เขาลืมตาขึ้นเต็มที่ คราวนี้ไม่มีเงาฝันร้ายหลงเหลือ มือของเขายกขึ้นจับข้อมือของเธออีกครั้ง แรงบีบมั่นคงกว่าเดิม ราวกับตั้งใจให้เธอหยุดการเคลื่อนไหว

“พอ”

เสียงของเขาไม่ดัง แต่ชัดเจน

ก่อนที่เธอจะทันขยับ เขาพลิกตัวเธอลงบนที่นอน แผ่นหลังของเธอสัมผัสความเย็นของผ้าปู เตียงยวบลงใต้ร่างของเขาที่คร่อมเหนือเธอ มือของเขาจับเอวของเธอแน่นพอให้รู้ตำแหน่งที่เธอนอนอยู่ ใบหน้าของเขาอยู่เหนือใบหน้าของเธอในระยะที่ลมหายใจปะทะกัน

“อย่าใช้ความอ่อนโยนของคุณมานำผม”

คำพูดของเขาไหลช้า ๆ ใกล้ผิวของเธอ

เพลงอุษามองเขาโดยไม่หลบ มือของเธอเลื่อนขึ้นแตะต้นคอของเขาอีกครั้ง คราวนี้ไม่ได้ปลอบ เพียงรับรู้ถึงอำนาจที่เขาดึงกลับคืนมา เธอรู้สึกถึงหัวใจของเขาที่เต้นสม่ำเสมอขึ้นใต้ฝ่ามือของเธอ

“ฉันไม่ได้พยายามนำ”

เสียงของเธอราบเรียบ

เขาก้มลงจูบเธอ จูบที่ช้ากว่าเดิมและลึกกว่าเดิม มือของเขาเลื่อนตามแนวลำตัวของเธอผ่านเนื้อผ้าอย่างมั่นคง ไม่รีบร้อน ไม่ปล่อยให้เธอชิงจังหวะกลับคืน ระยะห่างระหว่างร่างของทั้งสองหายไปทีละน้อย ใต้ผ้าห่มสีเข้ม เสียงผ้าขยับเบา ๆ ตามการเคลื่อนไหวของขาของเขาและสะโพกของเธอ

ลมหายใจของทั้งคู่ผสมกันจนแยกไม่ออกว่าเป็นของใคร ปลายนิ้วของเธอกดลงบนไหล่ของเขา รับรู้ถึงความแข็งแรงที่ไม่ได้สั่นไหวอีกแล้ว มือของเขาโอบรอบเอวของเธอแน่นขึ้นเล็กน้อย เหมือนยืนยันว่าร่างของเธออยู่ตรงนี้ ไม่ใช่ภาพในความฝัน

เขาผละจูบออกช้า ๆ หน้าผากของเขาแตะหน้าผากของเธอ เงาของพวกเขาซ้อนกันบนผนังจากแสงไฟหัวเตียงที่ยังเปิดค้าง

“อย่าหนี ถ้าผมรั้ง”

เสียงของเขาเบาลงจนเกือบเป็นลมหายใจ

เพลงอุษาเลื่อนมือของเธอจากต้นคอลงมาตามแผ่นหลังของเขาอย่างช้า ๆ รับรู้ถึงความร้อนของผิวใต้ฝ่ามือ เธอไม่ได้ตอบด้วยคำพูด เพียงดึงเขาเข้ามาใกล้กว่าเดิมจนไม่มีช่องว่างเหลืออยู่

เธอไม่หนี

และเขาก็ไม่ปล่อย

ค่ำคืนนั้นเคลื่อนผ่านอย่างช้า ๆ ใต้ผ้าห่มสีเข้ม แสงไฟหัวเตียงยังสาดเงาอ่อนบนพื้น เสียงลมหายใจหนักสลับกับจังหวะนิ่งยาว ไม่มีความรีบร้อนในสัมผัสของเขา และไม่มีการชิงจังหวะในสัมผัสของเธอ ระยะห่างที่เคยคั่นกลางระหว่างอำนาจกับความเปราะบางค่อย ๆ หดสั้นลงด้วยการเคลื่อนไหวที่ตั้งใจ

ก่อนรุ่งสาง แสงแรกของวันเล็ดลอดผ่านผ้าม่านบางเป็นเส้นสีเงินบนปลายเตียง หัสดินนอนตะแคง แขนของเขาพาดเอวของเธอโดยไม่รู้ตัว ลมหายใจของเขาลึกและสม่ำเสมอ เพลงอุษามองเสี้ยวหน้าของเขาในแสงเช้า เห็นเงาของความเหนื่อยล้าที่จางลง

เธอไม่ขยับออกจากวงแขนของเขา เพียงยกมือขึ้นแตะข้อมือของเขาที่วางอยู่บนเอวของเธอ ปลายนิ้วของเธอรับรู้ถึงชีพจรที่เต้นนิ่งใต้ผิว ระยะห่างระหว่างพวกเขาในเช้าวันนั้นไม่ใช่ระยะของเกมอีกต่อไป หากเป็นระยะของคนสองคนที่เพิ่งเห็นบาดแผลของกันและกันชัดขึ้นกว่าที่เคยเห็นในแสงกลางวัน

กดอ่านตอนต่อไป >> ที่นี่ << รอแพร่บนึ่งนะ

.⋆。🌶️🌿˚ และนอกจากนิยายโรมานซ์อ่านสนุกเรื่องนี้แล้ว คุณนักอ่านสามารถสนับสนุนผลงาน #นิยายรสแซ่บจัดจ้านจนนิพพานสีจมปูว์ ของ #แมงมุมใต้เตียง ที่แต่งจบแล้วพร้อมอ่านได้เลยได้ที่ comment หรือที่ BIO ตลอด 24 ชั่วโมง นะคะ ✨👇✨ สุดปัง สุดปัง กำลังรับนักอ่านจำนวนไม่จำกัด!
#นิยาย | #อ่านนิยาย | #eBook | #romancenovels | #fiction  | #นิยายอ่านสนุกทุกเทศกาล #2025trend #ตำนานรักของเทพเจ้า

 แวะชม แวะอ่าน แวะโหลดนิยายรสแซ่บจัดจ้านที่ใครก็อยากมีไว้อ่านก่อนนอนทุกคืนที่นี่*

Niyay Z A P !
.⋆。˚ นิยายเขาอ่านแล้วปวดใจ ... มาอ่านนิยายที่ Blog เค้าเอามั้ย เธอจะได้แต่เรื่องปวดเอว~* สุดปัง
คำอธิบาย:  👑 อย่าลืมมาเป็นนักอ่าน VIP ของเราเพื่อรับสิทธิพิเศษเข้าถึงนิยายรักเรื่องใหม่ รวมถึงนิยายแปลสุดคลาสสิก อ่านได้เลยใน BLOG สุดเก๋ สุดคลู ที่จะมอบให้แก่นักอ่าน VIP ที่น่ารักที่สุดเท่านั้น เมื่อคุณนักอ่านสะสมครบเงื่อนไขแล้วสามรถ inbox นิยายในคลังของคุณมาอวดกันได้และรับ link ไปเลย! มีนิยายให้เอา เอ้ย! ให้อ่าน 2 เรื่องพิเศษแล้วและจะทะยอยวางอย่างต่อเนื่องนะคะ 👑 *รับสิทธิพิเศษอ่านนิยายรสเข้มข้นใหม่ๆ อ่านจบเรื่องเลยได้ฟsี 12 เรื่องสั้น และ 1 เรื่องยาว*

นิยาย : อ่านฟรี
🔺กดรับ link นิยายได้ที่รูปภาพบนนี้


ต้อง(ห้าม)รัก ♓ Pisces | บทที่ 4

ต้อง(ห้าม)รัก  12 ♓ Pisces  โดย: AI & NIYAY1000ZAB

.⋆。🧸˚

Under the Shadowed Glass

เขตอำนาจของหัสดิน

ต้อง(ห้าม)รัก

12 ♓ Pisces

โดย: AI & NIYAY 1000 ZAAB

‼️ ©️ สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ‼️

เขาคือเจ้าของอาณาจักรบันเทิงที่ไม่มีใครแตะต้องได้

เธอคือเด็กสาวที่เดินเข้ามาในพื้นที่ต้องห้ามโดยไม่ขออนุญาต

ห้องทำงานชั้นบนสุดไม่เคยมีใครขึ้นไป แหวนสีดำบนมือของเขาไม่เคยถูกถอด และหัวใจของเขาไม่เคยเปิดอีกครั้งหลังการสูญเสีย

จนกระทั่งเธอเลือกจะยืนอยู่ตรงนั้น

ไม่ใช่ในฐานะเด็กฝึกงาน แต่ในฐานะผู้หญิงที่ไม่ยอมเป็นเงา

เกมเริ่มจากการทดสอบ จบลงด้วยการเลือก

และการยอมแพ้ของผู้ควบคุม อาจเป็นชัยชนะที่แท้จริงของความรัก

Dominant–Submissive/Age Gap/Forbidden Love 

โทน: Luxury Ultra Realistic | Psychological Power Play

ตอนที่ 4 Escalation: เกมที่เริ่มควบคุมไม่ได้

หมอกสีเทาเงินคลุมแม่น้ำตั้งแต่ฟ้ายังไม่เปิดเต็มที่ แสงแรกซึมผ่านกระจกบานสูงของเพนต์เฮาส์อย่างเชื่องช้า คล้ายมือที่ค่อย ๆ ไล้ผ่านพื้นไม้สีเข้มแล้วหยุดนิ่งอยู่ตรงปลายพรม เสียงเครื่องชงกาแฟทำงานเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ไอน้ำลอยขึ้นแตะผิวแก้วก่อนเลือนหายไปกับอากาศเย็น กลิ่นกาแฟคั่วเข้มผสมกับกลิ่น Oud จากผิวของเขา กลายเป็นชั้นกลิ่นที่หนักกว่าเมื่อวาน ราวกับเช้านี้มีบางอย่างเพิ่มแรงกดอยู่ใต้ผิวบ้านทั้งหลัง

หัสดินยืนพิงเคาน์เตอร์ครัว เสื้อเชิ้ตสีเข้มแนบไปกับแผ่นหลังของเขา แขนเสื้อพับขึ้นเผยเส้นเอ็นที่ข้อมือซึ่งขยับตามจังหวะการจับแก้วกาแฟ มือของเขาไม่สั่น แต่ลมหายใจลึกกว่าปกติเล็กน้อย เงาของเขาทาบยาวบนพื้น เมื่อเสียงระบบปลดล็อกดังขึ้น เขาไม่ได้หันไปทันที เพียงยกแก้วขึ้นจิบช้า ๆ แล้วปล่อยให้เงาของใครอีกคนค่อย ๆ ซ้อนทับเข้ามาใกล้

เพลงอุษาเข้ามาก่อนเวลาอีกครั้ง เสื้อคลุมสีอ่อนพาดไหล่ของเธออย่างพอดี เส้นผมรวบต่ำเผยต้นคอที่รับแสงเช้า เธอหยุดตรงขอบครัว สูดลมหายใจเข้า กลิ่นกาแฟกับกลิ่นผิวของเขาทำให้หัวใจของเธอขยับแรงขึ้นครู่หนึ่ง ก่อนจะกลับสู่จังหวะที่เธอควบคุมได้ ปลายนิ้วของเธอแตะขอบกระเป๋าเอกสารแน่นแล้วคลายออกอย่างไม่ให้ใครเห็น

เขาวางแฟ้มเอกสารหนาหลายเล่มลงบนโต๊ะ เสียงกระดาษกระทบพื้นไม้ดังชัดพอให้รับรู้ถึงน้ำหนักของมัน เงาของแฟ้มทอดยาวไปจนเกือบแตะปลายรองเท้าของเธอ ระยะห่างระหว่างทั้งสองยังคงมากกว่าสองก้าว แต่แรงกดในอากาศกลับใกล้กว่านั้น

“ภายในเย็นนี้”

เสียงของเขาเรียบต่ำ

“ผมต้องการคำตอบที่ไม่ซ้ำกับใคร”

เพลงอุษารับแฟ้มด้วยสองมือ ปลายนิ้วของเธอไล้สันกระดาษเหมือนกำลังวัดอุณหภูมิของงาน สายตาอ่านหัวข้อคร่าว ๆ โดยไม่ขมวดคิ้ว เธอพยักหน้าเพียงเล็กน้อย

“รับทราบค่ะ”

คำตอบของเธอสั้น แต่มั่นคง

ตลอดช่วงสาย เธอนั่งทำงานที่โต๊ะด้านล่าง ผนังกระจกใสสะท้อนภาพของเธอซ้อนกับเงาของเขาที่นั่งอีกฝั่ง เสียงปลายนิ้วแตะแป้นพิมพ์ดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ไม่เร่ง ไม่ช้า หัสดินมองผ่านกระจก เห็นเธอหยุดบางครั้งเพื่อจดบันทึกสั้น ๆ เห็นคิ้วของเธอขยับเข้าหากันเพียงเสี้ยววินาทีแล้วคลายออกเมื่อเธอเลือกตัดบางประเด็นทิ้ง การตัดสินใจของเธอไม่ลังเลจนเกินไป และไม่เร่งจนขาดความระมัดระวัง

บ่ายคล้อย แสงแดดอุ่นขึ้นจนพื้นไม้สะท้อนสีทองบาง ๆ เขาเดินออกจากห้องกระจกโดยไม่ส่งสัญญาณล่วงหน้า หยุดยืนข้างโต๊ะของเธอในระยะที่ใกล้พอให้กลิ่นของเขาแตะจมูกเธออีกครั้ง เพลงอุษาเงยหน้าขึ้นทันที ดวงตานิ่งเหมือนกำลังรอการชั่งน้ำหนัก

เขาเลื่อนเอกสารที่เธอเรียบเรียงแล้วขึ้นอ่าน สายตาไล่ผ่านบรรทัดที่เธอเขียนอย่างกระชับแต่ลึกพอให้เห็นมุมที่ซ่อนอยู่ เขาอ่านนานกว่าที่ตั้งใจไว้ เงาของเขาทาบลงบนหน้ากระดาษจนตัวอักษรบางคำจมหายไปในเงานั้น

“คุณตัดประเด็นนี้ออกทำไม”

เสียงของเขาต่ำ

เธอสบตาเขาโดยไม่หลบ

“เพราะมันเป็นกับดักที่อีกฝ่ายอยากให้เรามองค่ะ”

คำตอบของเธอชัด ไม่สั่น

เขาวางเอกสารลงช้า ๆ ปลายนิ้วของเขาแตะขอบโต๊ะแล้วเคาะเบา ๆ หนึ่งครั้งเหมือนกำลังทดสอบจังหวะของคำตอบนั้น ระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งสองลดลงเล็กน้อยเมื่อเขาเอนตัวเข้ามาโดยไม่รู้ตัว

“ใครสอนให้คุณคิดแบบนี้”

น้ำเสียงของเขาเรียบ

เพลงอุษามองตรงเข้าไปในดวงตาของเขา

“คุณค่ะ”

คำตอบของเธอไม่เอาใจ และไม่ถอย

แววบางอย่างผ่านเข้ามาในดวงตาของเขาเพียงเสี้ยววินาที ก่อนที่เขาจะหันกลับไปยังห้องทำงานด้านใน ประตูเลื่อนปิดเกือบสนิท แล้วเสียงของเขาดังขึ้นอีกครั้งจากด้านหลังบานกระจก

“เย็นนี้มีแขก”

คำสั่งสั้น ถูกวางไว้เหมือนหมากตัวใหม่บนกระดาน

เมื่อค่ำมาถึง เมืองด้านล่างเริ่มสว่างขึ้นทีละจุด แสงไฟสะท้อนบนกระจกบานสูงจนเงาของคนในห้องซ้อนทับกับภาพเมือง เพนต์เฮาส์ถูกจัดเตรียมเรียบร้อย แก้วคริสตัลวางเรียงอย่างพอดี เพลงอุษาเปลี่ยนเสื้อคลุมเป็นชุดโทนเข้ม สุภาพกว่าเดิม ปลายนิ้วของเธอเกลี่ยชายเสื้อเบา ๆ ก่อนเดินไปยืนในตำแหน่งที่ไม่รุกล้ำ แต่ชัดเจนว่าเธอมีที่ยืน

เสียงกริ่งประตูดังขึ้น หัสดินเดินไปเปิดเอง นักแสดงสาวที่กำลังเป็นข่าวก้าวเข้ามาพร้อมกลิ่นน้ำหอมสดใสที่ทิ้งประกายบางอย่างในอากาศ กลิ่นนั้นลอยตัดกับกลิ่นของบ้านจนเกิดชั้นกลิ่นใหม่ที่แหลมกว่าเดิม มือของเธอจับแขนของเขาอย่างคุ้นเคย ริมฝีปากของเธอแตะข้างแก้มเขาเบา ๆ อย่างเป็นธรรมชาติ

เพลงอุษายืนอยู่ไม่ไกล สายตาเธอไม่หลบ ไม่ท้าทาย เพียงนิ่งพอให้ใครที่มองนานพอจะเห็นปลายนิ้วที่เกร็งขึ้นของเธอ นักแสดงสาวปรายตามองเธอเสี้ยววินาที ก่อนจะหันกลับไปสนทนากับเขาอย่างสนิทสนม

“ไม่ได้บอกว่าจะมีใครอยู่ด้วย”

เสียงของแขกสาวแฝงความไม่พอใจบางเบา

หัสดินไม่ได้ดึงแขนออก แต่ก็ไม่ได้กระชับตอบ เขาเหลือบมองเพลงอุษาเพียงครู่เดียว เหมือนกำลังวัดแรงกดในห้อง

เพลงอุษาก้าวเข้ามาอีกครึ่งก้าว ระยะห่างระหว่างเธอกับเขาลดลงเล็กน้อย แต่ยังเว้นพื้นที่ให้แขกยืน

“ฉันเป็นผู้ช่วยของคุณหัสดินค่ะ”

เสียงของเธอเรียบ

หากแขกสาวคนสวยหัวเราะเบา ๆ

“อยู่ถึงเย็นแบบนี้ด้วยเหรอ”

คำถามนั้นทิ้งเงาเล็ก ๆ ลงบนพื้นที่ว่างระหว่างพวกเขา

เพลงอุษาสบตาอีกฝ่าย

“ฉันทำงานตามเวลาของเขาค่ะ”

คำตอบของเธอวางตรง ไม่ขยับหนี

ค่ำคืนนั้นผ่านไปด้วยบทสนทนาที่เขาคุมจังหวะเอง เขาไม่ปล่อยให้แขกสาวก้าวล้ำเข้าใกล้เกินจำเป็น และไม่เปิดช่องให้การแตะต้องใดตีความเกินจริง เพลงอุษาเติมน้ำ เสิร์ฟเครื่องดื่ม จดจำรายละเอียดเล็ก ๆ จากคำพูดที่หลุดออกมา เงาของทั้งสามคนเคลื่อนไหวบนกระจกบานสูงเหมือนฉากที่ไม่มีเสียงดนตรี

ประตูปิดลงพร้อมเสียงล็อกอัตโนมัติดังคลิกเบาๆ เมื่อแขกสาวของเขากลับออกไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงกลิ่นน้ำหอมสดใสที่ยังติดอยู่บนผิวเสื้อของเขา ความเงียบกลับมาหนักกว่าเดิม หัสดินเดินผ่านเธอไปทางบันไดแต่เขาก็หยุดก้าวลง ปลายนิ้วของเขาขยับเพื่อปลดกระดุมข้อมือช้า ๆ เหมือนไม่มีความรีบร้อนอะไรเลย

“เหนื่อยไหม”

เสียงของเขาเรียบ

เธอเงยหน้าขึ้น

“ไม่ค่ะ”

คำตอบสั้นเกินความจำเป็น

เขาหยุดในระยะที่ใกล้พอให้กลิ่นของแขกผู้หญิงที่ยังติดบนผิวเสื้อของเขาละเมิดลมหายใจของเธออีกครั้ง เพลงอุษาขยับถาดในมือ ตั้งใจจะเดินผ่านเขาออกไป แต่ปลายนิ้วของเขาจับข้อมือของเธอไว้ แรงกดแม้ไม่มีความรุนแรงอะไร ทว่าไม่เปิดทางให้ผ่านไปโดยง่าย

“มองผมแบบนั้นทำไม”

เสียงของเขาต่ำลง

เธอสบตาเขา

“แบบไหนคะ”

ลมหายใจของเธอช้าลงเล็กน้อย

เขาก้มลงเล็กน้อย ระยะห่างเหลือเพียงช่วงลมหายใจ

“แบบที่อยากดึงใครบางคนออกให้ห่างจากแขนของผม”

คำพูดของเขาไม่ใช่คำถาม

ปลายนิ้วของเธอเกร็งเล็กน้อยใต้นิ้วมือของเขา ก่อนจะผ่อนคลายลง

“คุณไม่ได้ดึงแขนของคุณออก”

เสียงของเธอเบา แต่คม

เขามองเธออยู่นาน แววตาเข้มขึ้นเล็กน้อย

“ผมไม่จำเป็นต้องทำ ถ้าผมไม่ได้ให้ความหมาย”

คำตอบนั้นเรียบ ไม่ปลอบ และไม่อธิบายเพิ่ม

เพลงอุษาดึงข้อมือของเธอออกช้า ๆ เธอไม่ถอย เพียงยืนอยู่ตรงนั้น กลิ่นน้ำหอมที่ติดบนผิวเสื้อของเขายังลอยอยู่

“กลิ่นยังอยู่”

เธอพูดเพิ่ม เบา

เขามองเธออีกครั้ง สายตาไล่จากดวงตาลงมาถึงริมฝีปากของเธอ

“คุณหึง”

น้ำเสียงของเขานิ่ง

เธอไม่ตอบ แต่เงยหน้ามองเขาตรง ๆ จังหวะการหายใจของเธอชัดขึ้นเล็กน้อย

เขาก้าวเข้ามาอีกหนึ่งก้าว จนเธอต้องเอนหลังเล็กน้อยเพราะแรงกดของระยะ มือของเขายกขึ้น ปลายนิ้วแตะวางที่ใต้ปลายคางนุ่มบางของเธออย่างเบามือ

“พูดออกมา”

เสียงของเขาหนักกว่าเดิม

เพลงอุษากลืนน้ำลายช้า ๆ

“ฉันไม่ชอบค่ะ”

คำพูดของเธอไม่ร้องขอสิทธิ์ และไม่ตั้งเงื่อนไข

ลมหายใจของเขาเปลี่ยนจังหวะ เขาโน้มตัวลง ริมฝีปากของเขาแตะริมฝีปากของเธอในระยะที่ไม่มีช่องว่างให้คำถาม จูบนี้หนักแน่นและชัดเจน มือของเขาดึงเธอเข้ามาแนบอกเต็มระยะ กลิ่นน้ำหอมที่ติดบนเสื้อของเขาค่อย ๆ จางลงใต้กลิ่นผิวของเธอ ปลายนิ้วของเธอกำผ้าเสื้อของเขาแน่นโดยไม่รู้ตัว

เขาถอนริมฝีปากออกเพียงเล็กน้อย หน้าผากแตะหน้าผากของเธอ ลมหายใจของทั้งสองผสมกันในพื้นที่เดียว

“ถ้าจะหึง ก็หึงต่อหน้าผม”

เสียงของเขาแผ่วแต่ชัด

มือของเขาเลื่อนลงโอบเอวของเธอแน่นขึ้นเล็กน้อย ไม่มีความรุนแรง แต่ชัดว่าเธออยู่ในอ้อมแขนของเขา

“พื้นที่นี้ ผมเลือกให้คุณยืน”

คำพูดของเขาไม่หวาน ทว่าแน่นพอให้เธอรับรู้

เพลงอุษาหายใจลึก ดวงตายังมีประกายบางอย่างที่ไม่หลบ

“แล้วคุณล่ะคะ เลือกยืนตรงไหน”

คำถามของเธอถูกวางไว้ระหว่างลมหายใจ

เขาไม่ตอบด้วยคำพูด แต่โน้มลงจูบเธออีกครั้ง ช้ากว่าเดิม ลึกกว่าเดิม ระยะห่างที่เคยเป็นเกมของการคุมอำนาจหายไปชั่วคราว เหลือเพียงผิวที่แตะผิว และจังหวะหัวใจที่ซ้อนทับกัน

เมื่อเขาปล่อยเธอในที่สุด กลิ่นของแขกผู้หญิงของเขาไม่เหลืออยู่แล้ว เหลือเพียงความร้อนใต้ผิว และลมหายใจของทั้งสองที่ยังไม่กลับสู่จังหวะเดิม เกมที่เขาเคยคุมด้วยมือของตัวเองเริ่มเลื่อนหลุดจากตำแหน่งเดิมโดยไม่ต้องมีใครประกาศ และเธอยืนอยู่ในวงนั้นอย่างเต็มใจ โดยไม่คิดจะถอย

กดอ่านตอนต่อไป >> ที่นี่ <<

.⋆。🌶️🌿˚ และนอกจากนิยายโรมานซ์อ่านสนุกเรื่องนี้แล้ว คุณนักอ่านสามารถสนับสนุนผลงาน #นิยายรสแซ่บจัดจ้านจนนิพพานสีจมปูว์ ของ #แมงมุมใต้เตียง ที่แต่งจบแล้วพร้อมอ่านได้เลยได้ที่ comment หรือที่ BIO ตลอด 24 ชั่วโมง นะคะ ✨👇✨ สุดปัง สุดปัง กำลังรับนักอ่านจำนวนไม่จำกัด!
#นิยาย | #อ่านนิยาย | #eBook | #romancenovels | #fiction  | #นิยายอ่านสนุกทุกเทศกาล #2025trend #ตำนานรักของเทพเจ้า

 แวะชม แวะอ่าน แวะโหลดนิยายรสแซ่บจัดจ้านที่ใครก็อยากมีไว้อ่านก่อนนอนทุกคืนที่นี่*

Niyay Z A P !
.⋆。˚ นิยายเขาอ่านแล้วปวดใจ ... มาอ่านนิยายที่ Blog เค้าเอามั้ย เธอจะได้แต่เรื่องปวดเอว~* สุดปัง
คำอธิบาย:  👑 อย่าลืมมาเป็นนักอ่าน VIP ของเราเพื่อรับสิทธิพิเศษเข้าถึงนิยายรักเรื่องใหม่ รวมถึงนิยายแปลสุดคลาสสิก อ่านได้เลยใน BLOG สุดเก๋ สุดคลู ที่จะมอบให้แก่นักอ่าน VIP ที่น่ารักที่สุดเท่านั้น เมื่อคุณนักอ่านสะสมครบเงื่อนไขแล้วสามรถ inbox นิยายในคลังของคุณมาอวดกันได้และรับ link ไปเลย! มีนิยายให้เอา เอ้ย! ให้อ่าน 2 เรื่องพิเศษแล้วและจะทะยอยวางอย่างต่อเนื่องนะคะ 👑 *รับสิทธิพิเศษอ่านนิยายรสเข้มข้นใหม่ๆ อ่านจบเรื่องเลยได้ฟsี 12 เรื่องสั้น และ 1 เรื่องยาว*

นิยาย : อ่านฟรี
🔺กดรับ link นิยายได้ที่รูปภาพบนนี้


ต้อง(ห้าม)รัก ♓ Pisces | บทที่ 3

ต้อง(ห้าม)รัก  12 ♓ Pisces  โดย: AI & NIYAY1000ZAB

.⋆。🧸˚

Under the Shadowed Glass

เขตอำนาจของหัสดิน

ต้อง(ห้าม)รัก

12 ♓ Pisces

โดย: AI & NIYAY 1000 ZAAB

‼️ ©️ สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ‼️

เขาคือเจ้าของอาณาจักรบันเทิงที่ไม่มีใครแตะต้องได้

เธอคือเด็กสาวที่เดินเข้ามาในพื้นที่ต้องห้ามโดยไม่ขออนุญาต

ห้องทำงานชั้นบนสุดไม่เคยมีใครขึ้นไป แหวนสีดำบนมือของเขาไม่เคยถูกถอด และหัวใจของเขาไม่เคยเปิดอีกครั้งหลังการสูญเสีย

จนกระทั่งเธอเลือกจะยืนอยู่ตรงนั้น

ไม่ใช่ในฐานะเด็กฝึกงาน แต่ในฐานะผู้หญิงที่ไม่ยอมเป็นเงา

เกมเริ่มจากการทดสอบ จบลงด้วยการเลือก

และการยอมแพ้ของผู้ควบคุม อาจเป็นชัยชนะที่แท้จริงของความรัก

Dominant–Submissive/Age Gap/Forbidden Love 

โทน: Luxury Ultra Realistic | Psychological Power Play

ตอนที่ 3: Boundary & Conflict — กติกาของผู้ควบคุม

แสงเช้าสีเงินไหลอ้อยอิ่งผ่านกระจกบานสูงของเพนต์เฮาส์ ราวกับมีใครบางคนค่อย ๆ รินมันลงบนพื้นไม้สีเข้มทีละชั้น เมืองด้านล่างขยับตัวอย่างสงบ เสียงรถบนถนนกลายเป็นเพียงแรงสั่นบางเบาที่ถูกกลืนหายไปกับผนังกระจกหนา อากาศภายในห้องเย็นพอดีผิว ลมหายใจของคนที่ยืนอยู่กลางแสงเช้าชัดเจนพอให้เห็นทรวงอกขยับขึ้นลงช้า ๆ กลิ่นสะอาดของลินินใหม่ผสมกับกลิ่น Oud จากผิวของเขายังลอยต่ำ ไม่ฉุน แต่ลึกจนฝังอยู่ในปลายจมูก

หัสดินยืนอยู่หน้ากระจก ปลายนิ้วของเขาแตะขอบโต๊ะคอนโซลเบา ๆ เหมือนกำลังวัดจังหวะของวันใหม่ เสื้อเชิ้ตสีอ่อนแนบไปกับแผ่นหลังของเขาอย่างพอดี แขนเสื้อพับขึ้นเผยให้เห็นเส้นเอ็นที่ข้อมือซึ่งขยับตามจังหวะการเกร็งคลาย เขามองภาพสะท้อนของตัวเองครู่หนึ่ง ก่อนสายตาจะเลื่อนไปยังประตูทางเข้า เสียงระบบปลดล็อกดังแผ่ว และลมหายใจของเขาเปลี่ยนจังหวะเล็กน้อยโดยแทบสังเกตไม่ได้

เพลงอุษาก้าวเข้ามาในพื้นที่ด้วยรองเท้าส้นเตี้ยสีเข้ม เสียงส้นสัมผัสพื้นไม้ดังเพียงเสี้ยวหนึ่งก่อนเงียบลง ชุดของเธอเรียบ สุภาพ เส้นผมถูกรวบต่ำเผยให้เห็นต้นคอของเธอที่รับแสงเช้าอย่างบางเบา เธอหยุดยืนตรงโถงกว้างครู่หนึ่ง สูดลมหายใจเข้าอย่างช้า กลิ่นของบ้านหลังนี้คล้ายคืนก่อน แต่ในแสงเช้า มันมีความนิ่งที่ต่างออกไป เธอเงยหน้ามองกระจกบานสูงก่อนสายตาจะเลื่อนไปหยุดที่แผ่นหลังของเขา

เขาไม่หันมาทันที แต่ปล่อยให้เงาของเธอทอดทับลงบนพื้นข้างเงาของเขา ระยะห่างระหว่างเงาสองเงายังไม่แตะกัน ทว่าเส้นขอบของมันค่อย ๆ ใกล้ขึ้นเมื่อเธอก้าวเข้าไปอีกหนึ่งก้าว ลมหายใจของเธอประสานกับเสียงเครื่องปรับอากาศอย่างสม่ำเสมอ ไม่มีการเร่ง ไม่มีความรีบร้อนที่แสดงออกผ่านไหล่ของเธอ

“มาตรงเวลา”

เสียงของเขาเรียบต่ำ กระทบผนังห้องแล้วสะท้อนกลับมาอย่างนุ่มนวล

เธอพยักหน้าเพียงเล็กน้อย สายตาไม่หลบ เขาเห็นปลายนิ้วของเธอขยับเข้าหากันอย่างแนบเนียนก่อนจะคลายออกช้า ๆ

“ฉันไม่ชอบเริ่มต้นด้วยการทำให้ใครต้องรอค่ะ”

น้ำเสียงของเธอเรียบ สม่ำเสมอ จังหวะของลมหายใจไม่แตกพร่า

เขาหันกลับมามองเธอเต็มตัว แสงเช้าทาบผ่านแนวกรามของเขาให้เห็นเงาบาง ๆ ใต้โหนกแก้ม สายตาของเขาไล่จากดวงตา ลงมาถึงปลายนิ้วของเธออย่างช้า เหมือนกำลังอ่านรายละเอียดที่ไม่ถูกเขียนไว้ในแฟ้มเมื่อคืน ระยะห่างระหว่างทั้งสองยังคงมากกว่าสองก้าว แต่แรงกดในอากาศกลับชัดขึ้น

“ก่อนเริ่มงาน”

เขาเว้นจังหวะเล็กน้อย ปลายนิ้วของเขาขยับจากขอบโต๊ะมาวางแนบข้างลำตัว

“ผมมีกติกา”

เธอไม่ขยับหนี ไม่ก้าวเข้าไปใกล้ แค่ยืนตรงและรอให้เขาพูดต่อ

เขาเดินนำผ่านโถงรับแขกไปยังทางเดินยาวที่เชื่อมกับโซนทำงาน แสงเช้าเลื่อนไปตามพื้นไม้เหมือนเส้นบาง ๆ ที่คอยไล่หลังฝีเท้าของทั้งสอง เพลงอุษาเดินตามในระยะที่เขากำหนดไว้โดยไม่ต้องเอ่ย ปลายแขนเสื้อของเธอเกือบแตะปลายนิ้วของเขาในจังหวะหนึ่ง ก่อนจะเฉียดผ่านโดยไม่มีการหลีกเลี่ยง

“ข้อแรก”

เขาหยุดหน้าประตูบานเรียบสีเข้มที่แนบสนิทกับผนังจนแทบมองไม่เห็นรอยต่อ

“พื้นที่ส่วนตัวของผม คุณจะไม่เข้าโดยไม่มีคำอนุญาต”

เสียงของเขาไม่ดัง แต่แน่นพอให้พื้นใต้ฝ่าเท้ารับรู้

เธอมองประตูนั้นอย่างพิจารณา ลมหายใจของเธอช้าลงเล็กน้อยเหมือนกำลังจดจำตำแหน่ง

“รับทราบค่ะ”

คำตอบของเธอนิ่ง สั้น

เขาเดินต่อไปอีกไม่กี่ก้าว ก่อนหยุดที่บันไดซึ่งนำขึ้นสู่ชั้นบน แสงแดดสะท้อนราวจับโลหะเป็นเส้นบาง ๆ ที่ไล่ไปตามมือของเขา

“ข้อสอง ห้องทำงานด้านบนคือพื้นที่ควบคุม ทุกอย่างมีตำแหน่งของมัน”

คำพูดของเขาเรียงตัวอย่างช้า เหมือนวางหมากทีละตัว

เธอเงยหน้ามองบันได สายตาไม่แสดงความลังเล มีเพียงปลายนิ้วของเธอที่แตะขอบสมุดเล่มบางในมือแน่นขึ้นครู่หนึ่งก่อนคลาย

“ฉันจะไม่รบกวนความเรียบร้อยของคุณค่ะ”

น้ำเสียงของเธอไม่เบี่ยงเบน

เขาหันกลับมาหาเธอ แสงเช้าเหลือบผ่านดวงตาของเขาให้เห็นเงาเข้มด้านใน

“ข้อสาม ผู้หญิงของผม ไม่ใช่สิ่งที่คุณจะจัดการ”

คำพูดนั้นลอยต่ำ แต่ชัดเจนพอ

เพลงอุษาสบตาเขาโดยไม่ถอย ระยะห่างระหว่างพวกเขาลดลงโดยที่ไม่มีใครตั้งใจเมื่อเธอก้าวเข้ามาใกล้อีกครึ่งก้าวเพื่อฟังถ้อยคำของเขาให้ชัดเจนขึ้น

“เข้าใจค่ะ”

เธอตอบด้วยจังหวะหายใจที่สม่ำเสมอ

ความเงียบแผ่ตัวระหว่างทั้งสอง แสงเช้าขยับสูงขึ้นเล็กน้อย ทำให้เงาของเขาทาบลงบนปลายรองเท้าของเธอ ระยะที่เคยเว้นไว้หดลงเหลือเพียงหนึ่งก้าวเต็ม เขามองเธอเหมือนกำลังวัดแรงกดของคำตอบนั้นจากการเต้นของชีพจรใต้ผิวของเธอ

ตลอดช่วงสาย เพลงอุษานั่งทำงานที่โต๊ะด้านล่าง เอกสารถูกจัดเรียงตามหมวดหมู่ที่เธอทำเครื่องหมายไว้เมื่อคืน ปลายนิ้วของเธอพลิกหน้ากระดาษอย่างระมัดระวัง เสียงกระดาษเสียดสีกันดังเบา ๆ คล้ายลมหายใจที่ถูกขังอยู่ในห้อง หัสดินนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามในระยะที่พอให้เห็นรายละเอียดของมือของเธอโดยไม่ต้องลุกเข้าไปใกล้ เขาไม่ชม และไม่แทรกแซง เพียงปล่อยให้การทำงานของเธอพิสูจน์จังหวะของตัวเอง

แสงแดดเลื่อนต่ำลงเมื่อเวลาใกล้บ่าย เสียงโทรศัพท์ของเขาดังขึ้นเบา ๆ เขาลุกขึ้น รับสาย และเดินออกไปยังระเบียง ลมจากแม่น้ำพัดชายเสื้อของเขาไหวเล็กน้อย กลิ่นอากาศด้านนอกผสมกับกลิ่น Oud จากผิวของเขาจนเกิดชั้นกลิ่นใหม่ที่ชัดกว่าเดิม

ภายในห้อง เพลงอุษาเงยหน้าจากเอกสาร สายตาเลื่อนไปยังบันไดชั้นบน ประตูบานเรียบที่เขาเคยชี้ไว้เมื่อเช้ายังปิดสนิท ไม่มีเสียงใดเชื้อเชิญ และไม่มีสัญญาณห้าม ลมหายใจของเธอขยับช้าลง เหมือนกำลังตัดสินใจบางอย่างที่ต้องใช้จังหวะของตัวเอง

เธอลุกขึ้นจากเก้าอี้ ฝีเท้าเบาจนแทบไม่มีเสียงสะท้อนบนพื้นไม้ ทุกก้าวมั่นคง ปลายนิ้วของเธอไล้ไปตามราวบันไดอย่างแผ่วเบาเหมือนกำลังวัดอุณหภูมิของโลหะ เมื่อถึงหน้าประตูชั้นบน เธอหยุดยืนครู่หนึ่ง สูดลมหายใจเข้า กลิ่นของเขาจางอยู่ในอากาศ แม้เขาจะไม่ได้อยู่ตรงนั้น

ลูกบิดเย็นใต้ปลายนิ้วของเธอ ประตูเปิดออกอย่างเงียบ ห้องทำงานกว้างและโปร่ง กระจกบานสูงเปิดรับภาพเมืองเต็มผืน โต๊ะทำงานตั้งอยู่กลางห้อง พื้นผิวเรียบสะอาดจนสะท้อนเงาของเธอได้ชัดเจน แสงบ่ายสาดผ่านเข้ามา ทาบลงบนแขนของเธอเป็นเส้นยาว

เธอเดินเข้าไปใกล้โต๊ะ ปลายนิ้วของเธอแตะผิวไม้เบา ๆ ไม่ได้รื้อค้น ไม่เปิดลิ้นชัก เพียงสัมผัสพื้นที่ที่ถูกวางกติกาไว้ กลิ่น Oud ชัดขึ้นในห้องนี้ ลึกกว่าในโถงด้านล่าง เหมือนเป็นพื้นที่ที่เขาใช้ลมหายใจของตัวเองกำหนดอาณาเขต

เสียงฝีเท้าดังขึ้นจากด้านหลัง เงาของเขาทาบยาวเข้ามาบนพื้นก่อนที่เธอจะหันกลับไปมอง ระยะห่างระหว่างทั้งสองเหลือเพียงสองก้าว

“ผมจำได้ว่าบอกไว้แล้ว”

เสียงของเขาเย็นกว่าเมื่อเช้าเล็กน้อย

เธอไม่สะดุ้ง ปลายนิ้วของเธอยังวางบนโต๊ะอย่างเดิม

“ฉันยังไม่ได้แตะต้องสิ่งของของคุณค่ะ”

คำตอบของเธอเรียบและมั่นคง

เขาเดินเข้ามาอีกก้าว จนเหลือเพียงหนึ่งก้าวเต็ม ลมหายใจของเขาแตะผิวแก้มของเธออย่างบางเบา เงาของเขาทาบลงบนลำตัวของเธอชัดเจนกว่าเดิม

“การเข้ามาในนี้ ก็ถือว่าแตะต้องแล้ว”

เสียงเขาต่ำจนเกือบเป็นกระซิบ

เธอเงยหน้าขึ้น สายตาไม่หลบ ระยะระหว่างใบหน้าของทั้งสองหดลงเหลือเพียงช่วงแขน

“คุณนี่มันผีไม่กลัวน้ำมนต์จริงๆ”

คำพูดของเขาออกมาเบา ๆ คล้ายประชดมากกว่าตำหนิ

ปลายนิ้วของเขาเอื้อมมาจับข้อมือของเธอ แรงกดไม่รุนแรง แต่ชัดพอให้ชีพจรใต้ผิวของเธอสั่นตอบ เธอไม่ดึงหนี ลมหายใจของเธอยังสม่ำเสมอแม้จังหวะจะช้าลง

“ฉันแค่อยากเห็นมุมมองของคุณค่ะ”

เธอเอ่ยโดยไม่ลดสายตา

เขามองมือของเธอที่วางบนโต๊ะ แล้วมองกลับขึ้นมาที่ดวงตาของเธอ แสงบ่ายสะท้อนในม่านตาของทั้งคู่จนเหมือนมีเส้นบาง ๆ เชื่อมต่อกัน ระยะห่างระหว่างร่างกายแทบไม่มีช่องว่างให้ลมหายใจผ่าน

“เส้นที่ผมวาดไว้ ไม่ได้มีไว้ให้ข้ามเล่น ๆ”

เสียงของเขาแน่นขึ้นเล็กน้อย

เธอขยับปลายนิ้วของเธอเล็กน้อยใต้การจับของเขา ไม่ใช่เพื่อหลุดพ้น แต่เพื่อให้เขารับรู้การเคลื่อนไหว

“บางเส้นถูกวาดไว้เพื่อทดสอบความกล้า”

น้ำเสียงของเธอไม่สั่นไหว

เขาปล่อยข้อมือของเธอช้า ๆ ทว่าไม่ได้ถอย ระยะห่างยังคงเท่าเดิม เพียงแต่แรงกดในอากาศเปลี่ยนรูป กลายเป็นความเงียบที่หนาแน่นกว่าเดิม

“ถ้าจะอยู่ที่นี่ คุณต้องรู้กติกาให้มากกว่าที่ผมพูด”

เสียงเขากลับมาเรียบอีกครั้ง

เธอพยักหน้าเบา ๆ ปลายนิ้วของเธอเลื่อนออกจากผิวโต๊ะ แล้ววางแนบข้างลำตัวของตัวเอง

“ฉันจะเรียนรู้มันจากคุณค่ะ”

คำตอบของเธอชัด และไม่เร่งรีบ

เขามองเธออีกครู่หนึ่ง ก่อนจะถอยออกไปหนึ่งก้าว ระยะห่างที่เคยแนบชิดเปิดออกอีกครั้ง ลมหายใจของทั้งสองกลับมามีพื้นที่ของตัวเอง แสงบ่ายส่องผ่านกระจกทาบเงาของทั้งคู่แยกจากกันชัดเจนกว่าเดิม

“งั้นก็พิสูจน์”

เสียงของเขาไม่สูงขึ้น แต่คมกว่าเดิมเล็กน้อย

เพลงอุษาไม่ตอบในทันที เธอมองเมืองผ่านกระจกบานสูง ก่อนจะหันกลับมาสบตาเขาอีกครั้ง ปลายนิ้วของเธอขยับเล็กน้อยเหมือนกำลังจับจังหวะใหม่ของเกมที่เพิ่งเริ่มต้น

ระยะห่างระหว่างทั้งสองยังคงหนึ่งก้าวเต็ม ทว่าอากาศระหว่างพวกเขาเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน กลิ่นของเขาและลมหายใจของเธอผสมกันในพื้นที่เดียวกันโดยไม่มีใครยอมถอย บ้านทั้งหลังยังคงเงียบเหมือนเดิม แต่เส้นที่เขาวาดไว้เมื่อเช้าไม่ได้ตรงเหมือนก่อน และเธอก็ยืนอยู่บนเส้นนั้นด้วยความตั้งใจของตัวเอง

กดอ่านตอนต่อไป >> ที่นี่ <<

.⋆。🌶️🌿˚ และนอกจากนิยายโรมานซ์อ่านสนุกเรื่องนี้แล้ว คุณนักอ่านสามารถสนับสนุนผลงาน #นิยายรสแซ่บจัดจ้านจนนิพพานสีจมปูว์ ของ #แมงมุมใต้เตียง ที่แต่งจบแล้วพร้อมอ่านได้เลยได้ที่ comment หรือที่ BIO ตลอด 24 ชั่วโมง นะคะ ✨👇✨ สุดปัง สุดปัง กำลังรับนักอ่านจำนวนไม่จำกัด!
#นิยาย | #อ่านนิยาย | #eBook | #romancenovels | #fiction  | #นิยายอ่านสนุกทุกเทศกาล #2025trend #ตำนานรักของเทพเจ้า

 แวะชม แวะอ่าน แวะโหลดนิยายรสแซ่บจัดจ้านที่ใครก็อยากมีไว้อ่านก่อนนอนทุกคืนที่นี่*

Niyay Z A P !
.⋆。˚ นิยายเขาอ่านแล้วปวดใจ ... มาอ่านนิยายที่ Blog เค้าเอามั้ย เธอจะได้แต่เรื่องปวดเอว~* สุดปัง
คำอธิบาย:  👑 อย่าลืมมาเป็นนักอ่าน VIP ของเราเพื่อรับสิทธิพิเศษเข้าถึงนิยายรักเรื่องใหม่ รวมถึงนิยายแปลสุดคลาสสิก อ่านได้เลยใน BLOG สุดเก๋ สุดคลู ที่จะมอบให้แก่นักอ่าน VIP ที่น่ารักที่สุดเท่านั้น เมื่อคุณนักอ่านสะสมครบเงื่อนไขแล้วสามรถ inbox นิยายในคลังของคุณมาอวดกันได้และรับ link ไปเลย! มีนิยายให้เอา เอ้ย! ให้อ่าน 2 เรื่องพิเศษแล้วและจะทะยอยวางอย่างต่อเนื่องนะคะ 👑 *รับสิทธิพิเศษอ่านนิยายรสเข้มข้นใหม่ๆ อ่านจบเรื่องเลยได้ฟsี 12 เรื่องสั้น และ 1 เรื่องยาว*

นิยาย : อ่านฟรี
🔺กดรับ link นิยายได้ที่รูปภาพบนนี้


ต้อง(ห้าม)รัก ♓ Pisces | บทที่ 2

ต้อง(ห้าม)รัก  12 ♓ Pisces  โดย: AI & NIYAY1000ZAB

.⋆。🧸˚

Under the Shadowed Glass

เขตอำนาจของหัสดิน

ต้อง(ห้าม)รัก

12 ♓ Pisces

โดย: AI & NIYAY 1000 ZAAB

‼️ ©️ สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ‼️

เขาคือเจ้าของอาณาจักรบันเทิงที่ไม่มีใครแตะต้องได้

เธอคือเด็กสาวที่เดินเข้ามาในพื้นที่ต้องห้ามโดยไม่ขออนุญาต

ห้องทำงานชั้นบนสุดไม่เคยมีใครขึ้นไป แหวนสีดำบนมือของเขาไม่เคยถูกถอด และหัวใจของเขาไม่เคยเปิดอีกครั้งหลังการสูญเสีย

จนกระทั่งเธอเลือกจะยืนอยู่ตรงนั้น

ไม่ใช่ในฐานะเด็กฝึกงาน แต่ในฐานะผู้หญิงที่ไม่ยอมเป็นเงา

เกมเริ่มจากการทดสอบ จบลงด้วยการเลือก

และการยอมแพ้ของผู้ควบคุม อาจเป็นชัยชนะที่แท้จริงของความรัก

Dominant–Submissive/Age Gap/Forbidden Love 

โทน: Luxury Ultra Realistic | Psychological Power Play

ตอนที่ 2:

รถยนต์สีดำเงาจอดรออยู่ใต้แสงไฟหน้าทางเข้าอาคาร กระจกสะท้อนเงาเมืองที่ยังไม่หลับ ประตูถูกเปิดออกอย่างเงียบเชียบก่อนที่เขาจะก้าวเข้าไปด้านใน ห้องโดยสารกว้างขวางถูกห่อหุ้มด้วยหนังสีเข้ม แสงไฟเส้นบางตามแนวประตูทอดเงาอุ่นบนขอบเบาะ กลิ่นหนังใหม่ผสานกับอากาศเย็นสะอาดจากระบบปรับอุณหภูมิ และเหนือสิ่งอื่นใดคือกลิ่น Oud จากผิวของเขาที่ยังคงนิ่ง หนัก ลึก ราวกับรอยประทับที่ติดตามมาในทุกพื้นที่ปิดสนิท

ประตูอีกฝั่งเปิดรับเธออย่างช้า ๆ เพลงอุษาก้าวขึ้นรถโดยไม่รีบร้อน ชายกระโปรงของเธอเคลื่อนตามจังหวะขาอย่างเรียบร้อย เมื่อประตูปิดลง เสียงภายนอกถูกตัดขาดในทันที เหลือเพียงเสียงเครื่องยนต์ต่ำลึกและจังหวะลมหายใจสองจังหวะที่ยังไม่ซ้อนทับกัน ระยะห่างของเบาะหลังถูกออกแบบมาให้กว้างพอสำหรับความเป็นส่วนตัว แต่ในความเงียบเช่นนี้ ความกว้างนั้นกลับหดสั้นลงอย่างแปลกประหลาด

หัสดินปล่อยสายตามองเธอผ่านกระจกกั้นบาง ๆ แสงไฟถนนไล้ผ่านใบหน้าของเธอเป็นช่วง ๆ เงาของขนตาทาบลงบนแก้ม ก่อนจะหายไปเมื่อรถเคลื่อนผ่านจุดสว่าง กลิ่นซิตรัสจากตัวเธอค่อย ๆ ชัดขึ้นในพื้นที่แคบ เขาเคยเห็นคนจำนวนมากพยายามแทรกเข้ามาใกล้อำนาจของเขา บางคนขยับเร็วเกินไปจนสะดุด บางคนลดระดับตัวเองลงจนหมดน้ำหนัก แต่หญิงสาวตรงหน้ากลับนั่งนิ่ง ราวกับเธอรู้จังหวะของการรอ

“คุณคงรู้ดีว่าการมาที่บ้านของผมหมายถึงอะไร”

เสียงของเขานุ่ม กดต่ำพอให้กลืนไปกับเสียงเครื่องยนต์

เธอหันมามองเขาเต็มสายตาเป็นครั้งแรกตั้งแต่ออกรถ ดวงตาของเธอนิ่ง ไม่มีประกายท้าทายและไม่มีความอ้อนวอน เธอเพียงวางสายตานั้นลงบนใบหน้าของเขาอย่างตั้งใจ

“หมายถึงคุณยังไม่ได้ปฏิเสธค่ะ”

คำตอบของเธอไม่ยืดยาว และไม่สั่น

หัสดินเอนศีรษะพิงพนักเบาะเล็กน้อย มือของเขาวางบนต้นขา ปลายนิ้วเคาะจังหวะช้า ๆ ครั้งเดียวก่อนจะหยุด เขาไม่โต้ตอบในทันที ปล่อยให้ความเงียบคืบคลานเข้ามาแทนคำเตือน รถเลี้ยวเข้าสู่ถนนสายหลัก แสงไฟเมืองไหลยาวในกระจกด้านข้างเป็นเส้นต่อเนื่องเหมือนสายใยที่ลากไปสู่จุดหมายเดียวกัน

“ที่บ้านของผม ไม่มีพื้นที่สำหรับคนที่มาเล่นเกม”

เสียงของเขาราบเรียบ ชัดเจนโดยไม่ต้องย้ำ

เธอไม่หลบสายตา มือของเธอวางนิ่งบนตัก นิ้วโป้งลูบสันนิ้วชี้ของตัวเองช้า ๆ เหมือนปรับจังหวะลมหายใจ

“ดีค่ะ ฉันไม่เคยเล่น”

เธอพูดเพียงเท่านั้น

รถชะลอความเร็วเมื่อเข้าสู่ถนนส่วนตัวของอาคารสูงริมแม่น้ำ ไฟส่องทางเรียงรายสะท้อนเงากระจกสูงตระหง่านด้านหน้า พื้นที่เงียบกว่าถนนสายหลักอย่างเห็นได้ชัด เสียงล้อบดผ่านพื้นเรียบเนียนจนแทบไม่ได้ยิน เมื่อรถจอดสนิท เขาเปิดประตูออกก่อนและก้าวลงไปโดยไม่หันกลับมามองทันที เธอเดินตามมาในระยะครึ่งก้าวที่คงเส้นคงวา

เพนต์เฮาส์ชั้นบนสุดเปิดรับด้วยความเงียบ พื้นไม้สีเข้มทอดยาวไปจนถึงกระจกบานสูงจรดเพดานที่มองเห็นเส้นขอบฟ้ายามค่ำคืน แสงเมืองระยิบระยับด้านล่างคล้ายผืนผ้าที่ปักด้วยจุดไฟเล็ก ๆ กลิ่นสะอาดของลินินและแอมเบอร์บางเบาเจืออยู่ในอากาศ สัมผัสแรกของพื้นที่นี้ทำให้จังหวะการก้าวของเธอช้าลงเพียงเล็กน้อยก่อนจะกลับมาเท่าเดิม

หัสดินถอดสูทของเขาวางพาดพนักเก้าอี้อย่างเป็นระเบียบ มือของเขาปลดกระดุมข้อมือทีละข้างโดยไม่รีบร้อน เสียงกระดุมเสียดสีกับผ้าแผ่วเบาในความเงียบ เขาเดินผ่านเธอในระยะใกล้พอให้กลิ่น Oud แตะปลายจมูกของเธอโดยตรง เธอไม่ได้ถอย เพียงยืนนิ่งรับพื้นที่นั้นไว้

“นั่ง”

คำสั่งสั้นของเขาเรียบ และชัด

เพลงอุษานั่งลงบนโซฟาตามคำบอก หลังของเธอตั้งตรง ฝ่ามือวางบนผิวหนังนุ่มข้างลำตัว แสงจากโคมตั้งพื้นทาบเส้นผมและแนวกรามของเธอให้คมชัดขึ้น เงาของเธอทอดยาวบนพื้นไม้จนเกือบแตะปลายเท้าของเขา ระยะห่างระหว่างทั้งคู่ยังมีพื้นที่ว่างพอให้เดินผ่าน แต่สายตาของเขากลับทำให้ช่องว่างนั้นดูแคบลง

หัสดินเดินไปยังเคาน์เตอร์บาร์ เทน้ำเปล่าลงในแก้วใสสองใบ เสียงน้ำกระทบแก้วสะท้อนก้องในพื้นที่สูง เขาหยิบแก้วหนึ่งเดินกลับมาหยุดตรงหน้าเธอ ก่อนยื่นให้โดยไม่แตะมือกันโดยตรง ปลายนิ้วของเขาเลี่ยงการสัมผัสอย่างแม่นยำ เธอรับแก้วไว้ ปลายนิ้วของเธอสัมผัสความเย็นของกระจกจนผิวซีดลงเล็กน้อย

“บอกผมเหตุผลที่แท้จริง”

เสียงของเขาต่ำกว่าเดิมเล็กน้อย

เธอวางแก้วน้ำลงบนโต๊ะเตี้ยอย่างระมัดระวัง เสียงกระทบผิวไม้ดังแผ่ว ก่อนเงยหน้าขึ้นมองเขาอีกครั้ง ลมหายใจของเธอคงที่ แม้เงาของเขาจะทาบลงบนตัวเธอมากขึ้นเมื่อเขาก้าวเข้ามาใกล้

“ฉันไม่ได้มาที่นี่เพราะพ่อบังคับ”

เธอพูดเพียงประโยคนั้น

เขายืนพิงเคาน์เตอร์บาร์ แขนของเขากอดอกอย่างไม่เร่งรัด สายตาไล่สำรวจจากดวงตาของเธอลงมาถึงมือที่วางนิ่งบนโซฟา ก่อนจะกลับขึ้นไปที่ใบหน้าเดิมอีกครั้ง ความเงียบที่เกิดขึ้นทำให้เสียงลมหายใจของทั้งคู่ชัดเจนขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“แล้วเพราะอะไร”

คำถามของเขาสั้น แต่กดลึก

เพลงอุษาเลื่อนปลายนิ้วของเธอไปตามขอบโต๊ะเตี้ยหนึ่งครั้ง ราวกับวัดผิวสัมผัสของไม้ก่อนตอบ เธอไม่ลุก ไม่ขยับเข้าใกล้ และไม่ลดระดับสายตาลง

“เพราะฉันอยากทำงานกับคนที่ไม่อ่อนข้อให้ฉัน”

เสียงของเธอเรียบกว่าเดิม

หัสดินลดแขนลงจากอกแล้วก้าวเข้ามาใกล้ทีละก้าว ระยะห่างค่อย ๆ หดลงจนเหลือเพียงสองก้าวเต็ม ลมหายใจอุ่นของเขาเคลื่อนผ่านอากาศรอบตัวเธอ กลิ่น Oud เข้มขึ้นชัดเจน เงาของเขาปกคลุมร่างของเธอจนเกือบมิด

“คุณคิดว่าผมจะไม่อ่อนข้อ”

เสียงของเขาแผ่วลง

เธอเงยหน้าขึ้นสบตาโดยไม่ถอย มือของเธอยังคงวางราบบนโซฟา นิ้วไม่กำแน่น ไม่ขยับหนี

“ฉันหวังแบบนั้นค่ะ”

คำตอบนั้นมั่นคง

เขาหยุดยืนตรงหน้าเธอเต็มตัว แสงจากหน้าต่างด้านหลังทำให้เส้นไหล่ของเขาคมชัดขึ้น เงาของเขาทาบทับเงาของเธอบนพื้นไม้โดยสมบูรณ์ เขาไม่ได้แตะต้องเธอแม้แต่น้อย แต่การยืนในระยะนั้นทำให้อุณหภูมิในอากาศเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน

“ตำแหน่งผู้ช่วยของผม ไม่ใช่ตำแหน่งฝึกงาน”

เสียงของเขาสงบ หนักแน่น

“มันต้องรับแรงกดทั้งหมดที่ผมรับ”

เพลงอุษายังคงสบตาเขา ปลายนิ้วของเธอเลื่อนออกจากโซฟาแล้ววางซ้อนบนตักของตัวเองอย่างช้า ๆ เหมือนจัดวางจังหวะของร่างกายให้มั่นคง

“ฉันไม่ได้มาขอความสบายค่ะ”

เธอพูดโดยไม่เร่ง

หัสดินมองเธออยู่นานพอให้ลมหายใจของทั้งคู่ค่อย ๆ ปรับจังหวะเข้าหากัน เขาเอื้อมมือไปหยิบแฟ้มเอกสารบาง ๆ จากโต๊ะข้างโซฟา แฟ้มสีน้ำเงินเข้มวางลงตรงหน้าเธอด้วยน้ำหนักที่พอดี เสียงกระทบผิวไม้ดังแผ่วอีกครั้ง

“อ่านให้จบคืนนี้”

เสียงของเขากลับมาราบเรียบ

“พรุ่งนี้เจ็ดโมง บอกผมว่าคุณเห็นอะไรที่คนอื่นมองไม่เห็น”

เธอก้มมองแฟ้มเพียงครู่หนึ่ง ปลายนิ้วของเธอลูบสันกระดาษเบา ๆ ก่อนเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ดวงตาของเธอยังไม่หลบไปไหน

“แล้วถ้าฉันตอบไม่ได้”

คำถามนั้นสงบ

หัสดินสบตาเธอนิ่ง มือของเขาแนบข้างลำตัวโดยไม่กำแน่น

“คุณจะไม่ได้ก้าวเข้ามาในพื้นที่ของผมอีก”

ความเงียบทอดยาวระหว่างทั้งสอง แสงเมืองด้านหลังยังระยิบระยับเหมือนไม่มีอะไรเปลี่ยน แต่ในเพนต์เฮาส์นี้ ระยะห่างที่เคยกว้างถูกบีบให้แคบลงด้วยเพียงสายตา เพลงอุษารับแฟ้มมาไว้ในมืออย่างมั่นคง ก่อนลุกขึ้นยืนเต็มความสูงของตัวเอง แม้จะต่ำกว่าเขาเล็กน้อย แต่ท่วงท่าของเธอไม่ลดระดับลง

“ฉันจะมาพรุ่งนี้ค่ะ”

เธอพูดเรียบ ๆ

หัสดินพยักหน้าเพียงเล็กน้อย เขามองเธอเดินไปยังประตูด้วยจังหวะก้าวสม่ำเสมอ เมื่อประตูปิดลง เสียงล็อกอัตโนมัติดังแผ่วในความเงียบ กลิ่นซิตรัสของเธอยังลอยค้างอยู่ในอากาศผสมกับกลิ่น Oud ของเขาอย่างแยกไม่ออก

เขายืนอยู่ตรงเดิมอีกครู่หนึ่ง ก่อนหันไปมองเงาสะท้อนของตัวเองในกระจกบานสูง มือของเขายกขึ้นแตะกระดุมข้อมือที่ปลดออกไปแล้วราวกับจัดระเบียบความคิดโดยไม่รู้ตัว พื้นที่ของเขายังคงหรูหรา เงียบ และอยู่ในความควบคุม

ทว่าระยะห่างที่เขาเคยกำหนดไว้ชัดเจน กลับถูกขยับไปหนึ่งก้าวโดยบุตรสาวของเพื่อนเก่า และครั้งนี้ เขาเป็นฝ่ายเปิดประตูให้เธอเดินเข้ามาเอง

กดอ่านตอนต่อไป >> ที่นี่ <<

.⋆。🌶️🌿˚ และนอกจากนิยายโรมานซ์อ่านสนุกเรื่องนี้แล้ว คุณนักอ่านสามารถสนับสนุนผลงาน #นิยายรสแซ่บจัดจ้านจนนิพพานสีจมปูว์ ของ #แมงมุมใต้เตียง ที่แต่งจบแล้วพร้อมอ่านได้เลยได้ที่ comment หรือที่ BIO ตลอด 24 ชั่วโมง นะคะ ✨👇✨ สุดปัง สุดปัง กำลังรับนักอ่านจำนวนไม่จำกัด!
#นิยาย | #อ่านนิยาย | #eBook | #romancenovels | #fiction  | #นิยายอ่านสนุกทุกเทศกาล #2025trend #ตำนานรักของเทพเจ้า

 แวะชม แวะอ่าน แวะโหลดนิยายรสแซ่บจัดจ้านที่ใครก็อยากมีไว้อ่านก่อนนอนทุกคืนที่นี่*

Niyay Z A P !
.⋆。˚ นิยายเขาอ่านแล้วปวดใจ ... มาอ่านนิยายที่ Blog เค้าเอามั้ย เธอจะได้แต่เรื่องปวดเอว~* สุดปัง
คำอธิบาย:  👑 อย่าลืมมาเป็นนักอ่าน VIP ของเราเพื่อรับสิทธิพิเศษเข้าถึงนิยายรักเรื่องใหม่ รวมถึงนิยายแปลสุดคลาสสิก อ่านได้เลยใน BLOG สุดเก๋ สุดคลู ที่จะมอบให้แก่นักอ่าน VIP ที่น่ารักที่สุดเท่านั้น เมื่อคุณนักอ่านสะสมครบเงื่อนไขแล้วสามรถ inbox นิยายในคลังของคุณมาอวดกันได้และรับ link ไปเลย! มีนิยายให้เอา เอ้ย! ให้อ่าน 2 เรื่องพิเศษแล้วและจะทะยอยวางอย่างต่อเนื่องนะคะ 👑 *รับสิทธิพิเศษอ่านนิยายรสเข้มข้นใหม่ๆ อ่านจบเรื่องเลยได้ฟsี 12 เรื่องสั้น และ 1 เรื่องยาว*

นิยาย : อ่านฟรี
🔺กดรับ link นิยายได้ที่รูปภาพบนนี้


ต้อง(ห้าม)รัก ♓ Pisces | บทที่ 1

ต้อง(ห้าม)รัก  12 ♓ Pisces  โดย: AI & NIYAY1000ZAB

.⋆。🧸˚

Under the Shadowed Glass

เขตอำนาจของหัสดิน

ต้อง(ห้าม)รัก

12 ♓ Pisces

โดย: AI & NIYAY 1000 ZAAB

‼️ ©️ สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ‼️

เขาคือเจ้าของอาณาจักรบันเทิงที่ไม่มีใครแตะต้องได้

เธอคือเด็กสาวที่เดินเข้ามาในพื้นที่ต้องห้ามโดยไม่ขออนุญาต

ห้องทำงานชั้นบนสุดไม่เคยมีใครขึ้นไป แหวนสีดำบนมือของเขาไม่เคยถูกถอด และหัวใจของเขาไม่เคยเปิดอีกครั้งหลังการสูญเสีย

จนกระทั่งเธอเลือกจะยืนอยู่ตรงนั้น

ไม่ใช่ในฐานะเด็กฝึกงาน แต่ในฐานะผู้หญิงที่ไม่ยอมเป็นเงา

เกมเริ่มจากการทดสอบ จบลงด้วยการเลือก

และการยอมแพ้ของผู้ควบคุม อาจเป็นชัยชนะที่แท้จริงของความรัก

Dominant–Submissive/Age Gap/Forbidden Love 

โทน: Luxury Ultra Realistic | Psychological Power Play

ตอนที่ 1: ใต้แสงทองของกระจกคริสตัล

แชนเดอเลียร์คริสตัลขนาดมหึมาทอดแสงสีทองอุ่นลงบนโถงบอลรูมสูงโปร่ง แสงแตกกระทบพื้นหินอ่อนขัดเงาจนสะท้อนปลายรองเท้าหนังของเขาเป็นเงาคมชัด ชายกระโปรงราตรีของแขกหญิงลากผ่านพื้นอย่างแผ่วเบา เสียงไวโอลินสดคลออยู่หลังม่านกำมะหยี่สีเทาเข้ม เสียงโน้ตต่ำสั่นผ่านอกมากกว่าผ่านหู กลิ่นดอกไม้สีขาวสดใหม่ลอยผสมกับกลิ่นแชมเปญเย็นจัดและอากาศปรับอุณหภูมิพอดี จังหวะทุกอย่างถูกจัดวางอย่างประณีตจนแทบไม่มีสิ่งใดเกินเส้น

หัสดินยืนอยู่กลางวงสนทนาโดยไม่ขยับเคลื่อนไหวเกินความจำเป็น สูทสีดำสนิทแนบลำตัวของเขารับกับไหล่กว้างที่ตั้งตรงอย่างเป็นธรรมชาติ โดดเด่นอย่างเป็นธรรมชาติ มือของเขาถือแก้วแชมเปญด้วยปลายนิ้วอย่างสง่างาม ก้านแก้วคริสตัลเย็นจัดกดลงบนผิวจนเขารับรู้ความเย็นผ่านเส้นประสาทอันละเอียดอ่อน อีกมือข้างปล่อยสบายๆ อยู่ข้างลำตัว กลิ่น Oud จากผิวของเขาอุ่น ลึก และติดเนื้อผ้า ราวกับตราประทับที่ไม่มีใครกล้าทับซ้อน

นักแสดงหญิงในชุดราตรีสีแดงไวน์ยืนชิดข้างเขาในระยะที่กล้องชอบ ผ้าซาตินแนบลำตัวของเธอสะท้อนแสงวาบทุกครั้งที่ขยับไหล่ เสียงแฟลชกระทบกันสั้น ๆ เป็นจังหวะ เธอเอนเข้ามาเล็กน้อยเมื่อช่างภาพขอภาพใกล้ หัสดินเพียงเอียงลำตัวของเขาออกครึ่งฝ่ามือ ระยะห่างกลับสู่ตำแหน่งที่สุภาพโดยไม่ต้องใช้คำพูด มือของเขาไม่ได้แตะต้องเธอแม้แต่น้อย

สายตาที่ล้อมรอบตัวเขาเต็มไปด้วยการประเมินและการคาดคะเน เขาอ่านมันได้จากจังหวะการหายใจของคนตรงหน้า จากการวางแก้วที่ดังเกินจำเป็น และจากเงาของใครบางคนที่ขยับเข้ามาใกล้เกินควรแล้วหยุดเอง ระยะห่างคือเครื่องมือของเขา เขาขีดเส้นด้วยท่าทางและให้คนอื่นถอยโดยไม่รู้ตัว ไม่มีใครแตะพื้นที่ของเขาโดยไม่ได้รับสัญญาณ

เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นหินอ่อนดังสม่ำเสมอในจังหวะที่ไม่รีบเร่ง ไม่ลังเล แต่เคลื่อนตรงผ่านช่องว่างของแขกเหมือนมีเส้นทางของมันเอง หัสดินยังไม่หันไปมอง ทว่าเงาของรองเท้าคู่นั้นสะท้อนบนพื้นเงาใกล้ปลายรองเท้าของเขาในระยะที่ไม่เคยมีใครกล้าเข้าใกล้มาก่อนถ้าเขาไม่อนุญาต

เธอหยุดยืนด้านข้างในระยะสุภาพที่วัดแล้วพอดี ชุดเดรสสีงาช้างของเธอทิ้งตัวตรงตามแนวสัดส่วน ไม่เปิดเผยเกินวัยแต่ไม่ซ่อนความมั่นใจ เส้นผมสีเข้มถูกรวบต่ำ เผยให้เห็นลำคอของเธอที่ตั้งตรง แสงทองแตะผิวจนเห็นเส้นชีพจรเต้นแผ่วใต้ผิวบาง กลิ่นซิตรัสสะอาดจากตัวเธอแทรกผ่านกลิ่นดอกไม้และแชมเปญอย่างเงียบงัน ก่อนจะมาชนกับกลิ่น Oud ของเขาในอากาศเดียวกัน

หัสดินหันมามองช้า ๆ ภาพเด็กสาววัยสิบห้าที่เคยนั่งเงียบอยู่ข้างภรรยาของธเนศบนโต๊ะอาหารเมื่อหลายปีก่อนวูบผ่านเพียงเสี้ยววินาที มือของเขาที่ถือแก้วนิ่งค้างจนความเย็นของคริสตัลบาดผิว ภาพตรงหน้าไม่ใช่เด็กคนนั้นอีกต่อไป ดวงตาของเธอมองตรงมาอย่างไม่หลบ ไม่เร่ง ไม่ลดระดับตัวเองให้ต่ำลงตามสถานะของเขา

“สวัสดีค่ะ คุณหัสดิน”

เสียงของเธอกังวานพอให้วงสนทนาชะงักครู่หนึ่ง เขาหันมามองเธอเต็มตา ลมหายใจของเขาช้าลงโดยไม่รู้ตัว ปลายนิ้วของเขาหมุนก้านแก้วเบา ๆ เพื่อดึงจังหวะกลับมาอยู่ในมือ

“เรารู้จักกันหรือ”

เสียงของเขาต่ำและนิ่ง

“ห้าปีที่แล้วค่ะ”

เธอเว้นจังหวะให้ชื่อที่ยังไม่ถูกเอ่ยลอยอยู่ระหว่างทั้งคู่ ธเนศ เพื่อนของเขา บิดาของเธอ ความทรงจำที่เขาไม่ได้หยิบขึ้นมานานถูกวางลงตรงหน้าโดยไม่มีการอธิบายเพิ่ม สายคล้องบัตร VIP ที่เอวของเธอสะท้อนโลโก้ผู้สนับสนุนหลักชัดเจน

“คุณมางานนี้ในฐานะอะไร”

คำถามนั้นเบา แต่คนรอบข้างขยับถอยไปเอง

“ตัวแทนบริษัทของพ่อของฉันเองค่ะ”

ชื่อของธเนศถูกวางลงอย่างสงบ ไม่เรียกร้องความเห็นใจ ไม่แสดงความเกินตัว เพียงข้อเท็จจริงที่ไม่สั่นไหว หัสดินมองใบหน้าของเธอแล้วเลื่อนไปยังปลายนิ้วของเธอที่ถือแก้วอย่างมั่นคง ไม่มีเหงื่อ ไม่มีอาการบีบแน่นชัดเจน

“เลขาฯ ของผมจะติดต่อไปที่คุณธเนศ”

เสียงของเขาราบเรียบ

“ก่อนที่เราจะคุยอะไรมากกว่านี้”

เธอพยักหน้าเล็กน้อย

“แน่นอนค่ะ”

ระยะห่างระหว่างพวกเขายังคงเท่าเดิม แต่บางอย่างขยับในอากาศ กลิ่นซิตรัสของเธอใกล้ขึ้นเพียงครึ่งก้าวโดยที่เธอไม่ได้ขยับ เขาเป็นฝ่ายรับรู้และถอยสายตากลับไปยังวงสนทนา ทว่าความสนใจของเขาไม่ได้อยู่กับนักลงทุนอีกต่อไป

ไม่ถึงสิบนาทีต่อมา เขาเดินออกจากโถงหลักโดยมีเธอตามมาในระยะสองก้าว ผนังกระจกฝ้ากั้นเสียงดนตรีให้เหลือเพียงแรงสั่นใต้พื้นพรมหนา เลานจ์รับรองถูกจัดแยกอย่างตั้งใจ โซฟาหนังสีคาราเมลตั้งอยู่ตรงข้ามกัน โต๊ะเตี้ยสะท้อนเงาแก้วน้ำใสที่ยังไม่ถูกแตะต้อง แสงไฟถูกลดระดับลงจนเงาของพวกเขายาวขึ้นบนผนัง

หัสดินยืนข้างหน้าต่าง มือของเขาล้วงกระเป๋ากางเกง อีกมือถือโทรศัพท์ที่เพิ่งวางสาย ข้อความจากเลขาฯ ปรากฏบนหน้าจอพร้อมข้อมูลพื้นฐานของเพลงอุษา เขากดฟังเสียงของธเนศโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า เสียงของเพื่อนเก่าผ่านลำโพงสั้น กระชับ และทิ้งท้ายด้วยคำเตือนให้เขาอย่าอ่อนข้อเพราะเธอเป็นลูกของเพื่อนของเขาเอง

เพลงอุษานั่งลงบนโซฟาฝั่งตรงข้ามโดยไม่รอคำเชิญ หลังของเธอตั้งตรง ไม่เอนพิง มือวางบนตักอย่างสงบ สง่า ระยะห่างระหว่างโซฟาสองตัวกว้างพอให้ความเงียบทำงาน ลมหายใจของเธอสม่ำเสมอจนเห็นช่วงอกขยับขึ้นลงใต้เดรสแบบเรียบ แพง

“คุณต้องการเป็นผู้ช่วยผม”

เสียงของเขาไม่ดัง

“ใช่ค่ะ”

เธอมองตรงมาที่เขา

เขาเดินมานั่งลงช้า ๆ โดยไม่เอนพิงพนัก มือของเขาวางบนเข่า ระยะห่างลดลงเหลือเพียงโต๊ะเตี้ยคั่นกลาง กลิ่น Oud ของเขาเคลื่อนเข้ามาใกล้กว่าเดิมจนผสมกับกลิ่นซิตรัสของเธอชัดเจนขึ้น

“โครงสร้างเงินทุนของโปรเจกต์นี้ คุณเห็นอะไร”

คำถามนั้นวางลงเหมือนหมากตัวแรก

เพลงอุษาสูดลมหายใจช้า ๆ ก่อนตอบ เธอเอ่ยถึงช่องว่างที่ซ่อนอยู่ใต้ความสำเร็จบนเวทีเมื่อครู่ น้ำเสียงของเธอราบเรียบ ไม่เร่ง ไม่พยายามทำให้ดูฉลาดเกินวัย เธอใช้คำเท่าที่จำเป็น ปลายนิ้วของเธอขยับเล็กน้อยเมื่อเน้นจุดสำคัญ

หัสดินฟังโดยไม่ขัด เขามองจังหวะลมหายใจของเธอมากกว่าคำพูด เมื่อเธอพูดจบ ความเงียบตกลงตรงกลางระหว่างพวกเขาอีกครั้ง เขาเคาะปลายนิ้วลงบนผิวหนังหลังมือของตัวเองช้า ๆ หนึ่งครั้ง สองครั้ง ก่อนหยุด

ระยะห่างระหว่างสายตาทั้งคู่แคบลงจนโต๊ะตรงกลางแทบไม่มีความหมาย หัสดินเอนตัวไปข้างหน้าเพียงเล็กน้อย แขนของเขาวางบนต้นขา กล้ามเนื้อใต้ผ้าเชิ้ตขยับตามจังหวะลมหายใจ

“ถ้าคุณยังยืนยัน”

เสียงของเขาต่ำลง

“ก็มาคุยกันต่อที่บ้านของผม”

เธอลุกขึ้นยืนอย่างสงบ ผ้าของเดรสเคลื่อนตามการเคลื่อนไหวของเธอช้า ๆ กลิ่นซิตรัสใกล้ขึ้นอีกครึ่งก้าว

“ฉันยืนยันค่ะ”

หัสดินยืนขึ้นตาม ระยะห่างระหว่างร่างทั้งสองเหลือเพียงหนึ่งช่วงแขน แสงไฟด้านบนทอดเงาของเขาทับเงาของเธอบนผนังด้านหลัง ปลายนิ้วของเขาขยับเล็กน้อยราวกับชั่งใจ ก่อนจะเก็บมือกลับเข้าข้างลำตัว

ผีไม่กลัวน้ำมนต์จริงๆ … เขามองเธอนิ่ง และคม 

ในวินาทีนั้น เขารู้ว่าการพาเธอเข้าสู่พื้นที่ส่วนตัวของเขาไม่ใช่เรื่องเล็ก ระยะห่างที่เขาควบคุมมาตลอดกำลังเปลี่ยนตำแหน่ง และเขาเป็นฝ่ายเปิดประตูบานนั้นรับมันเข้ามาเอง

กดอ่านตอนต่อไป >> ที่นี่ <<

.⋆。🌶️🌿˚ และนอกจากนิยายโรมานซ์อ่านสนุกเรื่องนี้แล้ว คุณนักอ่านสามารถสนับสนุนผลงาน #นิยายรสแซ่บจัดจ้านจนนิพพานสีจมปูว์ ของ #แมงมุมใต้เตียง ที่แต่งจบแล้วพร้อมอ่านได้เลยได้ที่ comment หรือที่ BIO ตลอด 24 ชั่วโมง นะคะ ✨👇✨ สุดปัง สุดปัง กำลังรับนักอ่านจำนวนไม่จำกัด!
#นิยาย | #อ่านนิยาย | #eBook | #romancenovels | #fiction  | #นิยายอ่านสนุกทุกเทศกาล #2025trend #ตำนานรักของเทพเจ้า

 แวะชม แวะอ่าน แวะโหลดนิยายรสแซ่บจัดจ้านที่ใครก็อยากมีไว้อ่านก่อนนอนทุกคืนที่นี่*

Niyay Z A P !
.⋆。˚ นิยายเขาอ่านแล้วปวดใจ ... มาอ่านนิยายที่ Blog เค้าเอามั้ย เธอจะได้แต่เรื่องปวดเอว~* สุดปัง
คำอธิบาย:  👑 อย่าลืมมาเป็นนักอ่าน VIP ของเราเพื่อรับสิทธิพิเศษเข้าถึงนิยายรักเรื่องใหม่ รวมถึงนิยายแปลสุดคลาสสิก อ่านได้เลยใน BLOG สุดเก๋ สุดคลู ที่จะมอบให้แก่นักอ่าน VIP ที่น่ารักที่สุดเท่านั้น เมื่อคุณนักอ่านสะสมครบเงื่อนไขแล้วสามรถ inbox นิยายในคลังของคุณมาอวดกันได้และรับ link ไปเลย! มีนิยายให้เอา เอ้ย! ให้อ่าน 2 เรื่องพิเศษแล้วและจะทะยอยวางอย่างต่อเนื่องนะคะ 👑 *รับสิทธิพิเศษอ่านนิยายรสเข้มข้นใหม่ๆ อ่านจบเรื่องเลยได้ฟsี 12 เรื่องสั้น และ 1 เรื่องยาว*

นิยาย : อ่านฟรี
🔺กดรับ link นิยายได้ที่รูปภาพบนนี้


วันพฤหัสบดีที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569

10: แสงดาวแห่งดินแดนตะวันตก The Light of Western Stars

.⋆。🧸˚

แสงดาวแห่งดินแดนตะวันตก

แปลโดย: หมื่นล้านคำรัก

‼️ ©️ สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ‼️

10. พวกวาเกโรของดอน คาร์ลอส (Don Carlos’s Vaqueros)

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น สจ๊วตพร้อมกลุ่มคาวบอยออกเดินทางไปยังไร่ของดอน คาร์ลอส เมื่อเวลาล่วงเลยไปค่อนวันโดยไม่มีรายงานใดๆ กลับมา สติลเวลล์ก็เริ่มเบาใจขึ้น และเมื่อพลบค่ำ เขาก็บอกแมดเดอลีนว่าคงไม่มีเหตุผลอะไรให้ต้องกังวลแล้ว

“แหงล่ะ... ถึงมันจะน่าทึ่งและประหลาดเหลือเกิน” เขาพูดต่อ “ผมเคยแอบกังวลว่าเราจะไล่ดอน คาร์ลอสออกไปได้อย่างไร แต่ยีนเขามีวิธีจัดการในแบบของเขา... แหงล่ะ”

วันถัดมา สติลเวลล์และแอลเฟรดตัดสินใจขี่ม้าไปที่ไร่ของดอน คาร์ลอส โดยพาแมดเดอลีนและฟลอเรนซ์ไปด้วย และขากลับจะแวะพักที่ไร่ของแอลเฟรด พวกเขาเริ่มออกเดินทางท่ามกลางรุ่งสางสีเทาอันเย็นฉ่ำ หลังจากควบม้ามาสามชั่วโมงจนแสงแดดเริ่มเจิดจ้า พวกเขาก็เข้าสู่ดงไม้เมสกีต (Mesquite) ที่ล้อมรอบด้วยคอกสัตว์ โรงนา และอาคารเตี้ยทรงเหลี่ยมจำนวนหนึ่ง รวมถึงอาคารหลังใหญ่ที่ดูระเกะระกะ ทุกหลังสร้างจากดินดิบและส่วนใหญ่พังทลายเป็นซากปรักหักพัง มีเพียงจุดเดียวที่เป็นพื้นที่สีเขียวขจีตัดกับสีแดงฉานโล้นเลี่ยนของพื้นดินและกำแพง ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเกิดจากน้ำพุที่สร้างทั้งคุณค่าและชื่อเสียงให้กับไร่ของดอน คาร์ลอส

ทางเข้าสู่ตัวบ้านต้องผ่านลานกว้างที่เป็นหินและพื้นดินอัดแข็ง มีราวผูกม้าและรางน้ำตั้งอยู่หน้าระเบียงยาว ม้าที่ดูเหนื่อยล้าและเต็มไปด้วยฝุ่นหลายตัวยืนก้มหัวปล่อยบังเหียนระพื้น สีข้างที่เปียกโชกเป็นหลักฐานว่าพวกมันเพิ่งผ่านการเดินทางอันหนักหน่วงมาสดๆ ร้อนๆ

“แหงล่ะ พับผ่าสิแอล! ถ้าตรงนั้นไม่ใช่รถม้าของ แพท ฮอว์ (Pat Hawe) ล่ะก็ ผมยอมกินมันเลย” สติลเวลล์อุทาน

“แล้วแพทมาทำอะไรที่นี่ล่ะ?” แอลเฟรดคำราม

ไม่มีใครอยู่ในสายตา แต่แมดเดอลีนได้ยินเสียงตะโกนดังมาจากข้างในบ้าน สติลเวลล์ลงจากหลังม้าที่ระเบียงและเดินอาดๆ เข้าไปในประตู แอลเฟรดกระโดดลงจากม้า ช่วยฟลอเรนซ์และแมดเดอลีนลงมา พร้อมสั่งให้พวกเธอรออยู่บนระเบียง แล้วเขาก็เดินตามสติลเวลล์ไป

“ฉันเกลียดบ้านพวกคนเม็กซิกันจริงๆ” ฟลอเรนซ์พูดพลางทำหน้าเบ้ “มันดูลึกลับและชวนขนลุก คอยดูเถอะ! เดี๋ยวจะมีพวกเม็กซิกันผิวเข้ม ตาเหมือนลูกปัด เดินเท้าเบาโผล่พรวดขึ้นมาจากพื้นดิน! แล้วก็จะมีหน้าตาน่าเกลียดโผล่ตามประตู หน้าต่าง และรอยแตกทุกจุด”

“ที่นี่เหมือนโรงนาขนาดใหญ่ที่มีกลิ่นควันยาสูบอบอวลไปหมดเลยนะคะ” แมดเดอลีนตอบพลางนั่งลงข้างฟลอเรนซ์ “ฉันไม่ค่อยชอบพื้นที่ส่วนนี้ของไร่เลย ฟลอเรนซ์... นั่นใช่ม้าสีดำของดอน คาร์ลอสที่อยู่ในคอกนั่นไหม?”

“ใช่เลยค่ะ แสดงว่าดอนยังอยู่ที่นี่ ฉันหวังว่าเราจะไม่รีบมาที่นี่กันขนาดนี้เลยนะ! นั่นไง! เสียงฟังดูไม่ค่อยดีแล้ว”

เสียงโลหะจากเดือยรองเท้ากระทบพื้น เสียงย่ำบูต และเสียงตะโกนดังมาจากโถงทางเดิน แมดเดอลีนจำน้ำเสียงรวดเร็วของแอลเฟรดได้ตอนที่เขาหงุดหงิด: “งั้นเราจะรีบกลับบ้านกันเดี๋ยวนี้” เขาพูด แต่มีเสียงตอบกลับมาว่า “ไม่!” แมดเดอลีนจำได้ทันทีว่าเป็นเสียงของสจ๊วต เธอจึงรีบนั่งตัวตรง “ผมจะไม่ให้พวกเธอเข้ามาในนี้เด็ดขาด” แอลเฟรดพูดต่อ

“จะข้างนอกหรือข้างใน พวกเธอก็ต้องอยู่กับเรา!” สจ๊วตตอบอย่างเฉียบขาด

“ฟังนะแอล” เสียงกังวานใหญ่ของสติลเวลล์แทรกขึ้น “ในเมื่อเราพรวดพราดพาพวกสาวๆ มาที่นี่แล้ว ก็ปล่อยให้สจ๊วตเป็นคนคุมสถานการณ์ไปเถอะ”

จากนั้นกลุ่มชายฉกรรจ์ก็เดินกรูกราวออกมาที่ระเบียง สจ๊วตเดินนำหน้าด้วยใบหน้าขรึมเครียด เนลส์เดินตามติดเขา และสายตาอันฉับไวของแมดเดอลีนก็เห็นว่าเนลส์ผ่านความเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่อธิบายไม่ได้ ดอน คาร์ลอส ผู้มีรอยยิ้มและแววตาแพรวพราวเดินเบียดออกมาพร้อมกับชายร่างผอมสูงหน้าตาแหลมคมที่ติดตราสัญลักษณ์เงิน นั่นคือ แพท ฮอว์ ไม่ผิดแน่ ส่วนด้านหลังสติลเวลล์และแอลเฟรดคือนิก สตีล ซึ่งสูงเด่นกว่าพวกวาเกโรและคาวบอยคนอื่นๆ

“คุณแฮมมอนด์ ผมเสียใจที่คุณมาที่นี่” สจ๊วตกล่าวอย่างห้วนๆ “เรากำลังวุ่นวายกันอยู่ ผมยืนกรานว่าคุณกับฟลอต้องอยู่ใกล้ๆ พวกเราไว้ เดี๋ยวผมจะอธิบายทีหลัง ถ้าคุณทนฟังไม่ได้ ผมก็ขออภัยล่วงหน้าสำหรับคำพูดดิบๆ นะครับ”

พูดจบเขาก็หันไปสั่งคนข้างหลัง: “นิก พามูลี่ไปช่วยมอนตี้กับพวกที่เหลือ ขนของพวกนั้นออกมาให้หมด ทั้งหมดเลยนะ เร็วเข้า!”

สติลเวลล์และแอลเฟรดแยกตัวออกมาเพื่อมายืนบังหน้าแมดเดอลีนและฟลอเรนซ์ไว้ แพท ฮอว์ พิงเสาแล้วใช้สายตาจาบจ้วงจ้องมองแมดเดอลีนและฟลอเรนซ์ ส่วนดอน คาร์ลอส ก้าวไปข้างหน้า รูปลักษณ์ของเขาดึงดูดสายตาของแมดเดอลีนอย่างที่เธอไม่เต็มใจนัก เขาใส่กางเกงผ้ากำมะหยี่รัดรูป มีแถบหนาประดับกระดุมเงินตามตะเข็บข้าง รอบเอวคาดผ้าพันเอว (Sash) และเข็มขัดที่มีซองปืนมีพู่ ซึ่งมีปืนด้ามมุกโผล่ออกมา เสื้อกั๊กปักลายอย่างหรูหราปิดทับเสื้อไหมสีสดครึ่งหนึ่ง เผยให้เห็นผ้าพันคอไหมรอบคอ ใบหน้าคมเข้มมีเส้นเลือดนูนเด่นเหมือนเส้นเชือกใต้ผิวหนัง ดวงตาเล็กปูดโปนและเป็นประกาย สำหรับแมดเดอลีน ใบหน้าของเขาเหมือนหน้ากากที่หล่อเหลาทว่าดุดัน ซึ่งดวงตาคู่นั้นทรยศธาตุแท้อันชั่วร้ายข้างในออกมาอย่างชัดเจน

เขาค้อมตัวลงต่ำด้วยท่าทางนุ่มนวลอย่างมีจีบปากจีบคอ รอยยิ้มเผยให้เห็นฟันขาวสะอาดซึ่งยิ่งส่งเสริมให้แววตาดูเจิดจ้าขึ้น เขาค่อยๆ ผายมือออกมาอย่างนอบน้อม

“เซญอริต้า ผมต้องขออภัยนับพันครั้ง” เขาพูด ช่างแปลกเหลือเกินที่แมดเดอลีนได้ยินภาษาอังกฤษสำเนียงนุ่มนวลและหวานจนน่าขนลุก “การต้อนรับอันสง่างามของดอน คาร์ลอส มลายหายไปพร้อมกับบ้านของเขาเสียแล้ว”

สจ๊วตก้าวออกมาและผลักดอน คาร์ลอส ให้พ้นทางพลางตะโกนว่า “หลบไป!”

ฝูงชนถอยกรูออกไปตามเสียงย่ำบูตหนักๆ พวกคาวบอยพากันแบกกล่องขนาดยาวออกมาจากโถงทางเดิน พวกเขาวางมันเรียงแถวกันบนพื้นระเบียง

“เอาล่ะ ฮอว์ เรามาจัดการธุระของเราต่อ” สจ๊วตพูด “คุณเห็นกล่องพวกนี้ใช่ไหม?”

“ฉันว่าฉันเห็นหลายอย่างแถวนี้นะ” ฮอว์ตอบอย่างมีเลศนัย

“งั้น คุณตั้งใจจะเปิดกล่องพวกนี้ตามที่ผมบอกไหม?”

“ไม่!” ฮอว์ตอบโต้ “ไม่ใช่หน้าที่ของฉันที่จะไปยุ่งกับทรัพย์สินที่ส่งมาทางบริษัทขนส่งและมีหลักฐานถูกต้องตามระเบียบ”

“คุณเรียกตัวเองว่านายอำเภอเหรอ!” สจ๊วตตะคอกอย่างดูหมิ่น

“อีกไม่นานแกอาจจะคิดแบบนั้นจริงๆ ก็ได้” ฮอว์โต้กลับอย่างขุ่นมัว

“ผมจะเปิดมันเอง... เฮ้ ใครก็ได้เปิดฝากล่องพวกนี้ออกซิ” สจ๊วตสั่ง “ไม่ใช่นาย มอนตี้ นายคอยระวังไว้ ให้มูลี่ใช้ขวาน เร็วเข้า!”

มอนตี้ ไพรซ์ กระโดดออกมาจากฝูงชนมาอยู่กลางระเบียง ท่าทางที่เขาหลีกทางให้มูลี่แล้วหันไปเผชิญหน้ากับพวกวาเกโรนั้นไร้วี่แววของความเป็นมิตรหรือความไว้ใจ

“สจ๊วต แกทำผิดมหันต์ที่พังกล่องพวกนั้น นั่นมันผิดกฎหมายนะ” ฮอว์ประท้วง พยายามจะเข้าแทรกแซง

สจ๊วตผลักเขาออกไป ตอนนั้นเอง ดอน คาร์ลอส ซึ่งยืนอึ้งในตอนแรก จู่ๆ ก็เริ่มเคลื่อนไหวและโวยวาย สจ๊วตก็ผลักเขาออกไปเช่นกัน ชาวเม็กซิกันคนนั้นเริ่มตื่นเต้นมากขึ้น เขาทำท่าทางพะวักพะวนและสบถภาษาสเปนอย่างรวดเร็ว ทว่าเมื่อฝากล่องถูกงัดออกและหีบห่อข้างในถูกฉีกทิ้ง เขาก็ยืนนิ่งเงียบและแข็งทื่อ แมดเดอลีนชะโงกหน้าจากด้านหลังสติลเวลล์เพื่อดู และเห็นว่ากล่องเหล่านั้นเต็มไปด้วยปืนไรเฟิลและกระสุนจำนวนมหาศาล

“นั่นไง ฮอว์! ผมบอกคุณว่าอย่างไร?” สจ๊วตคาดคั้น “ผมมาที่นี่เพื่อเข้าควบคุมไร่แห่งนี้ ผมเจอพวกนี้ซ่อนอยู่ในห้องที่ไม่ได้ใช้งาน ผมสงสัยอยู่แล้วว่ามันคืออะไร... สินค้าผิดกฎหมายอย่างไรล่ะ!”

“แหงล่ะ... แล้วถ้ามันใช่ล่ะ? ฉันไม่เห็นว่ามันจะต้องวุ่นวายขนาดที่แกกำลังทำอยู่เลย สจ๊วต ฉันว่าแกคงจะเห่อเหิมกับงานใหม่แล้วอยากโชว์พาวต่อหน้า...”

“ฮอว์ หยุดพูดจาแบบนั้นซะ” สจ๊วตขัดจังหวะ “นายเคยปากดีไปครั้งหนึ่งแล้วนะ! คราวนี้ ผมกำลังปรึกษากับเจ้าหน้าที่กฎหมาย คุณจะรับผิดชอบสินค้าผิดกฎหมายพวกนี้ไหม?”

“เฮ้ แกนี่มันวางก้ามใหญ่โตจริงๆ เลยนะ” ฮอว์ตอบด้วยท่าทางแสร้งทำเป็นตกใจ “แกต้องการอะไรกันแน่?”

สจ๊วตสบถพึมพำ เขาเดินสลับเท้าอย่างรวดเร็วไปตามระเบียง ผายมือไปทางสติลเวลล์ราวกับจะบอกว่าการเจรจาด้วยเหตุผลนั้นไร้ประโยชน์สิ้นดี เขาหันไปมองแมดเดอลีนด้วยสายตาที่แสดงความเสียใจที่ไม่สามารถจัดการสถานการณ์ให้ดูดีต่อหน้าเธอได้ จากนั้นเมื่อเขาหันกลับมา เขาก็ประจันหน้ากับเนลส์ที่แอบขยับออกมาจากฝูงชน

แมดเดอลีนสัมผัสได้ถึงความนัยอันหนักแน่นจากประกายตาสีฟ้าเหล็กที่เนลส์สื่อสารกับสจ๊วต ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นอะไร มันทำให้ความหงุดหงิดของสจ๊วตหายไปทันที เพียงการขยับมือเล็กน้อยของเขา มอนตี้ ไพรซ์ ก็กระโดดออกมาข้างหน้าด้วยความดุร้ายที่ถูกเก็บกดไว้ จากนั้นเนลส์และมอนตี้ก็ยืนเรียงแถวอยู่ข้างหลังสจ๊วต เป็นท่าทีที่จงใจและดูน่าเกรงขามอย่างที่สุด ใบหน้าของแพท ฮอว์ เริ่มดูน่าเกลียด ดวงตามีแสงสีแดงวาบออกมา ดอน คาร์ลอส หน้าซีดเผือดและลุกลี้ลุกลนอย่างเห็นได้ชัด พวกคาวบอยเริ่มขยับตัวออกห่างจากพวกวาเกโรและชายขี่ม้าไว้หนวดเคราเข้ม ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นผู้ช่วยของฮอว์

“สิ่งที่ผมต้องการคือสิ่งนี้” สจ๊วตพูดขึ้นในที่สุด น้ำเสียงของเขาเชื่องช้าและแฝงไปด้วยความเย้ยหยัน “นี่คือสินค้าผิดกฎหมายสงคราม! ฮอว์ นายเข้าใจไหม? อาวุธและกระสุนสำหรับกบฏฝั่งโน้น! ผมขอแจ้งให้คุณในฐานะเจ้าหน้าที่ ดำเนินการยึดสินค้าเหล่านี้และจับกุมผู้ลักลอบขนของ... ดอน คาร์ลอส เสีย”

คำพูดนี้สร้างความโกลาหลขึ้นทันทีในหมู่ดอน คาร์ลอส และผู้ติดตาม พวกเขากรูเข้าไปล้อมนายอำเภอ มีการชูกำปั้นสีเข้มขึ้นมา เสียงพูดคุยภาษาสเปนดังจ้อกแจ้กฟังไม่ได้ศัพท์ ฝูงชนรอบตัวดอน คาร์ลอส หนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ เมื่อมีทั้งพวกวาเกโรติดอาวุธ เด็กเลี้ยงม้าเท้าเปล่า คนเลี้ยงสัตว์ที่รองเท้าเปื้อนฝุ่น และชาวเม็กซิกันที่คลุมผ้าห่ม ซึ่งจู่ๆ ก็โผล่ออกมาจากประตู หน้าต่าง และหัวมุมตึก เป็นการรวมตัวที่โกลาหล พวกวาเกโรที่แต่งตัวจัดเต็มประดับประดาด้วยลูกไม้และพู่ ดูตัดกับเด็กชายที่เปลือยขาใส่รองเท้าแตะและคนเลี้ยงสัตว์ที่สวมเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง

เสียงตะโกนแหลมๆ ซึ่งน่าจะเป็นของดอน คาร์ลอส ทำให้ความวุ่นวายสงบลงเล็กน้อย จากนั้นก็ได้ยินเสียงเขาพูดกับนายอำเภอฮอว์ด้วยภาษาอังกฤษผสมสเปนอย่างรนราน เขาปฏิเสธ เขาอ้างสิทธิ์ ทั้งหมดออกมาด้วยน้ำเสียงที่รวดเร็วและร้อนรน เขาสะบัดผมดำขลับอย่างรุนแรง เหวี่ยงหมัดและกระทืบเท้ากับพื้น ดวงตากลิ้งไปมา ริมฝีปากบางบิดเบี้ยวและแยกเขี้ยวขาววับออกมาเหมือนหมาป่าที่ถูกจนมุม

สำหรับแมดเดอลีน ดูเหมือนดอน คาร์ลอส จะปฏิเสธว่าไม่รู้เรื่องกล่องสินค้าผิดกฎหมาย ไม่รู้ว่าข้างในคืออะไร ไม่รู้ว่าจะส่งไปไหน และสุดท้ายคือไม่รู้อะไรเลย ยกเว้นแต่มันตั้งเด่อยู่ตรงหน้า เป็นพยานหลักฐานที่มัดตัวว่ามีการละเมิดกฎหมายความเป็นกลาง (Neutrality laws) แต่ไม่ว่าเขาจะปฏิเสธด้วยอารมณ์รุนแรงแค่ไหน มันก็ยังเทียบไม่ได้เลยกับการที่เขาด่าทอสจ๊วต

“เซญอร์สจ๊วต เขาฆ่าวาเกโรของผม!” ดอน คาร์ลอส ตะโกนลั่น พลางหอบเหนื่อยและเหงื่อโซมกายขณะปิดท้ายการกล่าวโทษ “คุณต้องจับเขา! เซญอร์สจ๊วตเป็นคนเลว! เขาฆ่าวาเกโรของผม!”

“ได้ยินไหม!” ฮอว์ตะโกน “ท่านดอนระบุนายได้ชัดเจนเลยนะสำหรับงานที่เอล คาฮอน เมื่อฤดูใบไม้ร่วงปีที่แล้ว”

เสียงอื้ออึงกลายเป็นเสียงคำราม ฮอว์เริ่มชี้หน้าสจ๊วตและตะโกนใส่ด้วยเสียงแหบพร่า ทันใดนั้น วาเกโรหนุ่มร่างปราดเปรียวคนหนึ่งที่ว่องไวราวกับอินเดียนแดง ก็พุ่งตัวลอดใต้แขนที่ยกขึ้นของฮอว์ ไม่ว่าเขาตั้งใจจะทำอะไร แต่มันก็สายเกินไปเสียแล้ว สจ๊วตพุ่งหมัดออกไปกระแทกวาเกโรคนนั้นจนกระเด็นตกจากระเบียง ขณะที่เขาร่วงลงไป มีกริชเล่มหนึ่งวาววับท่ามกลางแสงแดดแล้วหล่นกระแทกพื้นหินเสียงดังเคร้ง ชายคนนั้นล้มลงอย่างแรงและแน่นิ่งไป

ด้วยความรุนแรงที่เกิดขึ้นฉับพลันและท่าทางที่เหยียดหยาม สจ๊วตเหวี่ยงฮอว์ตกจากระเบียงไปอีกคน ตามด้วยดอน คาร์ลอส ซึ่งล้มลงอย่างหนักหน่วง จากนั้นฝูงชนก็ถอยกรูหนีการพุ่งเข้าใส่ของสจ๊วต จนทุกคนลงไปกองอยู่ที่ลานบ้าน

เสียงย่ำเท้าหยุดลง เสียงเหล็กจากเดือยรองเท้าและเสียงตะโกนเงียบหายไป เนลส์และมอนตี้ ซึ่งตอนนี้มีนิก สตีล มาเสริมทัพ ยืนนิ่งเหมือนเป็นเงาของสจ๊วต พวกเขาตามติดเขาอย่างกระชั้นชิด สจ๊วตโบกมือให้พวกเขาถอยหลังไป แล้วเขาก็เดินลงไปที่ลานบ้าน เขาไม่มีความกลัวเลยแม้แต่นิดเดียว แต่สิ่งที่กระแทกใจแมดเดอลีนอย่างแรงคือ “ความดูถูกเหยียดหยาม” อันสง่างามของเขา เห็นได้ชัดว่าเขารู้จักธาตุแท้ของคนพวกนี้ดี จากท่าทางของเขา มันเป็นเรื่องปกติที่แมดเดอลีนจะคาดหวังให้คนพวกนั้นถอยหนีไปต่อหน้าเขา ซึ่งพวกเขาก็ทำเช่นนั้นจริงๆ แม้แต่ฮอว์และผู้ติดตามก็ล่าถอยไปอย่างไม่สบอารมณ์

ดอน คาร์ลอส ลุกขึ้นมาประจันหน้ากับสจ๊วต ส่วนวาเกโรที่นอนแผ่อยู่เริ่มขยับตัวและครางออกมา แต่ยังลุกไม่ขึ้น

“แกไม่ต้องมาพ่นภาษาสเปนใส่ฉัน” สจ๊วตพูด “แกพูดอเมริกันได้ และแกก็เข้าใจมันดี ถ้าแกคิดจะก่อเรื่องที่นี่ แกกับพวกเม็กซิกันของแกได้โดนกวาดล้างแน่ แกต้องไสหัวออกไปจากไร่นี้ซะ แกเอาฝูงสัตว์ ข้าวของ และเครื่องดักสัตว์ในคอกที่สองไปได้ มีเสบียงให้ด้วย รีบใส่คนอานม้าแล้วออกเดินทางไปเสีย ดอน คาร์ลอส ฉันจัดการกับแกอย่างยุติธรรมที่สุดแล้วนะ แกโกหกเรื่องกล่องปืนและกระสุนพวกนี้ แกกำลังแหกกฎหมายบ้านเมืองของฉัน และแกทำมันบนทรัพย์สินที่ฉันดูแลอยู่ ถ้าฉันปล่อยให้มีการลักลอบขนของต่อไป ฉันเองที่จะมีความผิดไปด้วย ทีนี้ก็ไสหัวออกไปจากทุ่งหญ้าผืนนี้ซะ ถ้าไม่ทำ ฉันจะเรียกกองทหารม้าสหรัฐฯ มาที่นี่ภายในหกชั่วโมง และแกพนันได้เลยว่าพวกนั้นจะมาเก็บกวาดเศษซากที่พวกคาวบอยของฉันเหลือทิ้งไว้จากตัวแก”

ดอน คาร์ลอส ไม่ว่าจะเป็นนักแสดงชั้นยอดที่รู้สึกโล่งอกอย่างสุดซึ้งที่สจ๊วตยอมผ่อนปรนให้ หรือไม่ก็ถูกขู่จนขวัญหนีดีฝ่อเพราะเรื่องกองทหาร “ซี เซญอร์! กราเซียส เซญอร์!” (ครับท่าน! ขอบคุณครับท่าน!) เขาอุทาน จากนั้นก็หันไปหาพวกพ้องแล้วตะโกนเรียกคนของเขา พวกนั้นรีบกามตามเขาไป ขณะที่วาเกโรคนที่ล้มลงก็พยุงตัวขึ้นยืนด้วยความช่วยเหลือของสจ๊วตแล้วเดินโซเซข้ามลานบ้านไป เพียงครู่เดียวพวกเขาก็หายลับไป ทิ้งให้ฮอว์และเพื่อนร่วมทางอีกสองสามคนอยู่ข้างหลัง

ฮอว์บ้วนยาเส้นออกจากปากอย่างขุ่นเคืองและสบถพึมพำถึง “พวกเม็กซิกันใจปลาซิว” เขาหรี่ดวงตาสีแดงก่ำมองสจ๊วตอย่างคาดคะเน

“แหงล่ะ... ฉันว่าในเมื่อแกตั้งใจจะจัดการให้เรียบร้อยขนาดนี้ แกคงจะพยายามไล่ฉันออกไปจากทุ่งหญ้านี้ด้วยงั้นสิ?”

“ถ้าฉันจะทำแบบนั้นนะ แพท นายคงต้องให้คนหามออกไปนั่นแหละ” สจ๊วตตอบ “แต่ตอนนี้ฉันแค่เชิญนายกับพวกผู้ช่วยนายอำเภอให้ออกไปอย่างสุภาพ”

“เราจะไป แต่เราจะกลับมาในวันใดวันหนึ่ง และเมื่อนั้นเราจะจับแกใส่ตรวน”

“ฮอว์ ถ้าแค้นฉันขนาดนั้น ก็มาที่คอกสัตว์นี่สิ แล้วมาสู้กันให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย”

“ฉันเป็นเจ้าหน้าที่ และฉันจะไม่สู้กับพวกนอกกฎหมายหรือคนพรรค์นั้น เว้นแต่ตอนที่ฉันต้องทำการจับกุม”

“เจ้าหน้าที่งั้นเหรอ! นายมันคือความอัปยศของมณฑลนี้ ถ้าวันไหนนายเอาตรวนมาใส่ฉันได้ นายคงจะพาฉันไปที่ไหนสักแห่งที่ลับตาคน ยิงฉันทิ้ง แล้วก็สาบานว่านายยิงฉันเพื่อป้องกันตัว มันไม่ใช่ครั้งแรกหรอกที่นายใช้มุกนั้นน่ะ แพท ฮอว์”

“โฮ่ โฮ่!” ฮอว์หัวเราะเยาะ จากนั้นเขาก็เริ่มเดินไปที่ม้า

แขนยาวๆ ของสจ๊วตพุ่งออกไป มือของเขาตบลงบนไหล่ของฮอว์แล้วเหวี่ยงเขาจนหมุนคว้างเหมือนลูกข่าง

“นายกำลังจะไป แพท แต่ก่อนจะไป นายต้องเลือกว่าจะสู้แบบลูกผู้ชายหรือจะคลานออกไป” สจ๊วตพูด “นายมีความแค้นกับฉันแบบตัวต่อตัว พูดออกมาเลย และพิสูจน์สิว่านายไม่ใช่ไอ้ขี้แพ้หน้าตัวเมียอย่างที่ฉันคิดมาตลอด ฉันเปิดหน้าไพ่นายแล้วนะ”

ใบหน้าของแพท ฮอว์ กลายเป็นสีม่วงคล้ำ

“แกพนันได้เลยว่าฉันแค้นแกแน่” เขาตะโกนเสียงแหบพร่า “แกมันก็แค่คาวบอยชั้นต่ำ แกไม่เคยมีเงินสักดอลลาร์หรือมีงานมีการทำเป็นชิ้นเป็นอันจนกระทั่งแกมามั่วกับนังผู้หญิงแฮมมอนด์นั่น...”

มือของสจ๊วตพุ่งออกไปทันทีและฟาดลงบนใบหน้าของฮอว์จนเกิดเสียงเพียะดังสนั่น หัวของนายอำเภอสะบัดไปข้างหลัง หมวกซอมเบรโรของเขาร่วงลงพื้น ขณะที่เขาก้มลงจะหยิบมัน มือของเขาสั่น แขนของเขาสั่น และทั้งร่างกายของเขาก็สั่นเทิ้มไปหมด

มอนตี้ ไพรซ์ กระโดดพรวดออกมาข้างหน้าและย่อตัวลงพร้อมกับส่งเสียงครางต่ำๆ ที่น่าขนลุก

สจ๊วตดูเหมือนจะแข็งทื่อไปทั้งตัวในทันที เขาโน้มตัวลงเล็กน้อย

“เรียกคุณแฮมมอนด์ ถ้ามีโอกาสต้องเอ่ยชื่อเธอ” สจ๊วตพูดด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูสุภาพและเยือกเย็น แต่มันกลับแฝงด้วยกระแสแห่งความตาย

ฮอว์ต่อสู้กับความโกรธแค้นที่จุกอกอยู่ครู่หนึ่ง จนกระทั่งเขาระงับอารมณ์ได้ในระดับหนึ่ง

“ฉันบอกว่าแกมันคาวบอยขี้เมาชั้นต่ำ เป็นพวกนักเลงหัวไม้ที่เกือบจะเป็นโจรป่าเท่าที่ชายแดนนี้เคยมีมา” ฮอว์พูดต่ออย่างจงใจ คำพูดของเขาดูเหมือนจะสื่อสารกับสจ๊วต แต่ดวงตาที่ลุกโชนของเขากลับจ้องเขม็งไปที่มอนตี้ ไพรซ์ “ฉันรู้ว่าแกยิงวาเกโรคนนั้นเมื่อฤดูไม้ร่วงปีที่แล้ว และเมื่อไหร่ที่ฉันได้หลักฐาน ฉันจะมาลากตัวแกไป”

“ก็ดี ฮอว์ นายจะเรียกฉันว่าอะไรก็ได้ และนายจะตามล่าฉันเมื่อไหร่ก็ได้” สจ๊วตตอบ “แต่นายกำลังจะทำเรื่องผิดพลาดครั้งใหญ่กับฉัน และตอนนี้นายก็กำลังมีปัญหากับมอนตี้และเนลส์อยู่ อีกไม่นานนายจะทำให้ตัวเองถูกเกลียดขี้หน้าจากคาวบอยทุกคนและพวกเจ้าของไร่ด้วย ถ้าเรื่องนั้นยังไม่ทำให้นายได้สติละก็... ฟังนะ นายรู้อยู่แล้วว่ากล่องพวกนี้บรรจุอะไร นายรู้ว่าดอน คาร์ลอส ลักลอบขนอาวุธและกระสุนข้ามชายแดน นายรู้ว่าเขาสนิทสนมกับพวกกบฏ นายทำเป็นหลับหูหลับตามาตลอดเพราะมันเป็นผลประโยชน์ของนาย รับคำเตือนจากฉันไปซะ แค่นั้นแหละ ไสหัวไปได้แล้ว ยิ่งเห็นหน้าหล่อๆ ของนายน้อยเท่าไหร่ เรายิ่งชอบนายมากขึ้นเท่านั้น”

ฮอว์พึมพำสบถสาปแช่งด้วยใบหน้าซีดเผือดขณะปีนขึ้นหลังม้า เพื่อนร่วมทางของเขาก็ทำตามเช่นกัน เห็นได้ชัดว่านายอำเภอกำลังต่อสู้กับอะไรที่มากกว่าความกลัวและความโกรธ เขาคงมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะพ่นคำด่าทอและคำขู่ใส่สจ๊วตให้มากกว่านี้ แต่เขากลับพูดไม่ออก เขาจิกเดือยรองเท้าใส่สีข้างม้าอย่างแรง และในขณะที่ม้าส่งเสียงฟืดฟาดและกระโจนออกไป เขาก็หันกลับมาบนอานม้าพลางชูกำปั้นขู่ เพื่อนๆ ของเขานำหน้าไปก่อน ม้าของพวกเขาวิ่งเหยาะๆ ออกจากประตูไปและหายลับไป

ต่อมาในวันนั้น เมื่อแมดเดอลีนและฟลอเรนซ์ พร้อมด้วยแอลเฟรดและสติลเวลล์ เดินทางออกจากไร่ของดอน คาร์ลอส มันก็ไม่ถือว่าเร็วเกินไปเลยสำหรับแมดเดอลีน ภายในบ้านของชาวเม็กซิกันคนนั้นดูไม่น่าอภิรมย์และไม่สะดวกสบายยิ่งกว่าภายนอกเสียอีก โถงทางเดินมืดมิด ห้องต่างๆ ใหญ่โต ว่างเปล่า และเหม็นอับ มีบรรยากาศของความเงียบงัน ความลับ และความลึกลับปกคลุมไปทั่ว ซึ่งช่างเหมาะสมกับบุคลิกที่ฟลอเรนซ์เคยนิยามให้กับสถานที่แห่งนี้จริงๆ

ในทางกลับกัน บ้านในไร่ของแอลเฟรดซึ่งคณะเดินทางหยุดพักแรมค้างคืน ตั้งอยู่ในชัยภูมิที่สวยงาม เล็กและอบอุ่น การจัดวางดูเหมือนที่ตั้งแคมป์ และโดยรวมแล้วเป็นที่ถูกใจแมดเดอลีนมาก

การขี่ม้ามาทั้งวันและเหตุการณ์ที่น่าตื่นเต้นทำให้เธอเหนื่อยล้า เธอพักผ่อนขณะที่ฟลอเรนซ์และชายสองคนเตรียมอาหารมื้อค่ำ ระหว่างรับประทานอาหาร สติลเวลล์แสดงความพอใจที่กำจัดพวกวาเกโรออกไปได้ และด้วยนิสัยมองโลกในแง่ดีตามปกติ เขาเชื่อว่านี่คงเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้เห็นพวกนั้น แอลเฟรดเองก็มองเหตุการณ์ในวันนี้ในแง่ดีเช่นกัน อย่างไรก็ตาม แมดเดอลีนก็สังเกตเห็นว่าฟลอเรนซ์ดูเงียบและครุ่นคิดผิดปกติ แมดเดอลีนสงสัยเล็กน้อยถึงสาเหตุ เธอจำได้ว่าสจ๊วตต้องการจะมากับพวกเธอด้วย หรือไม่ก็ส่งคาวบอยสองสามคนมาคุ้มกัน แต่แอลเฟรดกลับหัวเราะเยาะความคิดนั้นและปฏิเสธสิ้นเชิง

หลังมื้อค่ำ แอลเฟรดครองการสนทนาด้วยการบรรยายถึงสิ่งที่เขาต้องการจะทำเพื่อปรับปรุงบ้านก่อนที่เขาและฟลอเรนซ์จะแต่งงานกัน

จากนั้นไม่นานทุกคนก็เข้านอน

แมดเดอลีนที่กำลังหลับลึกถูกรบกวนด้วยเสียงทุบผนัง ตามด้วยเสียงของฟลอเรนซ์ที่ตะโกนขานรับเสียงเรียก:

“ลุกขึ้น! รีบหาเสื้อผ้ามาใส่แล้วออกมาข้างนอกเร็ว!”

นั่นคือเสียงของแอลเฟรด

“มีเรื่องอะไรเหรอ?” ฟลอเรนซ์ถามขณะลุกออกจากเตียง

“แอลเฟรด มีอะไรผิดปกติหรือเปล่าคะ?” แมดเดอลีนเสริมพลางลุกขึ้นนั่ง

ห้องมืดสนิทราวกับอาบด้วยยางมะตอย แต่มีแสงเรืองๆ จางๆ ปรากฏอยู่ที่ตำแหน่งของหน้าต่าง

“โอ้ ไม่มีอะไรมากหรอก” แอลเฟรดตอบ “แค่ไร่ของดอน คาร์ลอส กำลังมอดไหม้กลายเป็นควันไปแล้ว”

“ไฟไหม้เหรอ!” ฟลอเรนซ์อุทานอย่างตกใจ

“เธอจะเชื่อเมื่อได้เห็นล่ะ รีบออกมาเถอะ มาเจสตี้ น้องสาวจ๋า ทีนี้เธอคงไม่ต้องรื้อไอ้กองดินเหนียวนั่นตามที่เคยขู่ไว้แล้วนะ พี่ไม่เชื่อว่าจะมีกำแพงเหลือรอดจากไฟครั้งนี้หรอก”

“แหม ฉันก็ดีใจนะที่มันไหม้” แมดเดอลีนกล่าว “ไฟที่เป็นดั่งการทำความสะอาดแบบนี้จะช่วยชำระล้างบรรยากาศแถวนั้นและประหยัดเงินให้ฉันด้วย อึ๋ย! ไอ้ไร่ผีสิงนั่นทำให้ฉันประสาทเสียจริงๆ! ฟลอเรนซ์ ฉันว่าเธอหยิบชุดขี่ม้าของฉันไปใส่ครึ่งหนึ่งหรือเปล่านะ? แอลเฟรดไม่มีไฟในบ้านนี้เลยเหรอ?”

ฟลอเรนซ์หัวเราะพลางช่วยแมดเดอลีนแต่งตัว จากนั้นพวกเธอก็รีบก้าวสะดุดเก้าอี้ผ่านห้องอาหารออกไปที่ระเบียง

ทางทิศตะวันตก ต่ำลงมาตามเส้นขอบฟ้า เธอเห็นเปลวไฟสีแดงพุ่งขึ้นสูงและเสาควันที่ถูกลมพัดกระโชก

สติลเวลล์ดูมีอาการกังวลอย่างมาก

“แอล ฉันกำลังรอดูว่าเครื่องกระสุนพวกนั้นจะระเบิดขึ้นมาหรือเปล่า” เขากล่าว “มันมีมากพอที่จะระเบิดหลังคาไร่นั่นทิ้งได้เลยนะ”

“บิล คาวบอยต้องเอาของพวกนั้นออกมาก่อนเป็นอย่างแรกอยู่แล้วล่ะน่า” แอลเฟรดตอบด้วยความกังวล

“ฉันก็หวังอย่างนั้น แต่ฉันก็ยังอดห่วงไม่ได้ บางทีอาจจะไม่มีเวลาพอ สมมติว่าดินปืนเกิดระเบิดขึ้นมาตอนที่พวกเด็กๆ กำลังเข้าไปเอาหรือแบกออกมาล่ะ! เดี๋ยวเราก็รู้ ถ้าไม่มีเสียงระเบิดเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ เราก็นับได้ว่าพวกเด็กๆ ขนกล่องออกมาทัน”

ในช่วงเวลาต่อมา ทุกคนตกอยู่ในความเงียบที่เต็มไปด้วยความระทึกใจจนแทบหยุดหายใจ ฟลอเรนซ์บีบแขนแมดเดอลีนไว้แน่น แมดเดอลีนรู้สึกจุกที่คอและหัวใจเต้นรัว ในที่สุดเธอก็รู้สึกโล่งใจพร้อมกับคนอื่นๆ เมื่อสติลเวลล์ประกาศว่าไม่ต้องกังวลเรื่องอันตรายจากการระเบิดอีกต่อไปแล้ว

“นายพนันข้างยีน สจ๊วต ได้เลย” เขาเสริม

คืนนั้นท้องฟ้ามีเมฆบางส่วน มีดวงจันทร์โผล่พ้นรอยแยกของเมฆเป็นระยะ และลมพัดแรงเป็นพิเศษ ความสว่างของไฟดูเหมือนจะถูกกดทับไว้ มันเหมือนกองไฟขนาดมหึมาที่ถูกคลุมด้วยอะไรบางอย่างที่ยิ่งใหญ่ โดยมีเปลวไฟพุ่งออกมาจากจุดที่แยกจากกัน เปลวไฟตามมุมบ้านพุ่งขึ้น ม้วนตัวตามแรงลม แล้วก็ดับลง ฉากนั้นจึงเปลี่ยนจากแสงสลัวเป็นความมืดอยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งวินาทีที่เงาสีดำเข้มแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณที่เคยมีแสงวูบวาบแล้วกลืนกินทุกอย่างไป ความมืดมิดปกคลุมที่เกิดเหตุ ดวงจันทร์เผยขอบสีเหลืองโค้งมนออกมาจากใต้เมฆที่แตกกระจาย ดูเหมือนว่าไฟจะมอดลงแล้ว แต่จู่ๆ จุดสว่างเท่ารูเข็มก็ปรากฏขึ้นท่ามกลางความมืดมิดนั้น มันขยายตัวยาวขึ้นและแหลมคม มันเคลื่อนไหว มีชีวิต มันพุ่งสูงขึ้น สีของมันเปลี่ยนจากสีขาวนวลเป็นแดงเพลิง จากนั้นเปลวไฟก็พวยพุ่งออกมาจากรอบทิศทาง กลายเป็นเสาไฟขนาดใหญ่ที่เปลี่ยนรูปร่างไปมาและปีนป่ายสูงขึ้นเรื่อยๆ กลุ่มควันขนาดมหึมาสีเหลือง ดำ และขาว ซึ่งทั้งหมดถูกแต้มด้วยสีของไฟ พุ่งเอียงไปบนท้องฟ้าและลอยตามลมไป

“แหงล่ะ... ฉันว่าเราคงไม่ได้ใช้ประโยชน์จากหญ้าอัลฟัลฟา สองพันตันที่เราคาดหวังไว้แล้วล่ะ” สติลเวลล์ตั้งข้อสังเกต

“อ้าว! งั้นไฟที่พุ่งขึ้นมาครั้งสุดท้ายนั่นคือหญ้าที่กำลังไหม้อยู่เหรอคะ?” แมดเดอลีนถาม “ฉันไม่ได้เสียดายตัวไร่หรอกค่ะ แต่เสียดายที่ต้องเสียอาหารสัตว์ชั้นดีจำนวนมากขนาดนั้นไป”

“มันวอดไปแล้ว ไม่พลาดแน่ ไฟดับเร็วพอๆ กับตอนที่พุ่งขึ้นมาเลย แหงล่ะ... ฉันหวังว่าคงไม่มีใครบ้าบิ่นเสี่ยงชีวิตเข้าไปเพื่อช่วยแค่อานม้าหรือผ้าห่มนะ มอนตี้น่ะ—เขามันพวกบ้าบิ่นที่ชอบวิ่งฝ่ากองไฟ เขาเหมือนม้าที่เพิ่งถูกลากออกมาจากโรงนาที่ไฟไหม้แล้วพยายามจะวิ่งกลับเข้าไปใหม่อย่างบ้าคลั่ง นั่นไง! ตอนนี้มันเริ่มคุกรุ่นลงแล้วล่ะ ฉันว่าพวกเรากลับไปนอนกันดีกว่า นี่มันเพิ่งตีสามเอง”

“ผมสงสัยจังว่าไฟมันเริ่มขึ้นได้ยังไง?” แอลเฟรดตั้งข้อสังเกต “พนันได้เลยว่าต้องเป็นบุหรี่ของคาวบอยที่สะเพร่าสักคนแน่ๆ”

สติลเวลล์หัวเราะลั่นออกไป

“แอล นายเนี่ยมันเป็นคนใจกว้างและไว้ใจคนจริงๆ เลยนะ ฉันชักจะสงสัยไอ้ความคิดเรื่องบุหรี่นั่นซะแล้วสิ แต่ถ้านายจะพนันล่ะก็ ถ้ามันเป็นบุหรี่จริง มันก็ต้องเป็นบุหรี่ของเจ้าพวกวาเกโรเจ้าเล่ห์นั่นแหละ และมันไม่ได้ถูกทิ้งลงไปโดยบังเอิญแน่”

“อ้าว บิล คุณไม่ได้หมายความว่าดอน คาร์ลอส เป็นคนเผาไร่หรอกนะ?” แอลเฟรดอุทานด้วยความประหลาดใจระคนโกรธ

เจ้าของไร่วัวเฒ่าหัวเราะอีกครั้ง

“มันอาจจะฟังดูประหลาดและทรงพลังไปหน่อยเพื่อนเอ๋ย แต่ไอ้บิลคนนี้หมายความแบบนั้นแหละ”

“แน่นอนว่าดอน คาร์ลอส เป็นคนวางเพลิงนั่น” ฟลอเรนซ์พูดขึ้นอย่างมีอารมณ์ “แอล ถ้าพี่อยู่ที่นี่ต่ออีกร้อยปี พี่ก็คงไม่เรียนรู้หรอกว่าพวกคนเม็กซิกันน่ะเจ้าเล่ห์แค่ไหน ฉันรู้ว่ายีน สจ๊วต สงสัยว่าจะมีเรื่องไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้น นั่นคือเหตุผลที่เขาอยากให้เรารีบไปจากที่นี่ นั่นคือเหตุผลที่เขาให้ฉันขี่ม้าสีดำของดอน คาร์ลอส เขาอยากได้ม้านั่นไว้เองและกลัวว่าดอนจะขโมยหรือยิงมันทิ้ง และคุณด้วย บิล สติลเวลล์ คุณก็แย่พอๆ กับแอลนั่นแหละ คุณเอาแต่ร้องเพลงดีใจตั้งแต่สจ๊วตไล่พวกวาเกโรออกไป แต่คุณน่ะไม่ได้คิดอะไรเลยจริงๆ”

"แหงล่ะ... เอาล่ะ ฟลอ เธอไม่เห็นต้องมาลงที่ฉันเพียงเพราะฉันมีจิตวิญญาณของคริสเตียนที่ดีเลยนี่นา" สติลเวลล์ตอบด้วยท่าทางน้อยเนื้อต่ำใจ "ฉันว่าชีวิตฉันเจอเรื่องยุ่งมามากพอที่จะไม่ไปหาเรื่องใส่ตัวเพิ่มแล้วล่ะ แหงล่ะ... ฉันเสียดายเรื่องหญ้าที่ไหม้ไปนะ แต่บางทีพวกเด็กๆ อาจจะช่วยฝูงสัตว์ไว้ได้ ส่วนไอ้บ้านดินดิบที่มีแต่รูมืดๆ กับทางเดินใต้ดินนั่นน่ะ ตราบใดที่มาเจสตี้ไม่ถือสา ฉันก็ดีใจชิบเป๋งเลยที่มันไหม้ไปซะได้ มาเถอะ กลับไปนอนกันเดี๋ยวนี้แหละ เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าคงมีใครขี่ม้ามาบอกเราเองว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง"

แมดเดอลีนตื่นแต่เช้า แต่ก็ยังช้ากว่าคนอื่นๆ ที่เตรียมอาหารเช้าเสร็จเรียบร้อยแล้วตอนเธอเข้าไปในห้องอาหาร สติลเวลล์อยู่ในอารมณ์ที่ไม่สู้ดีนัก รอยย่นแห่งความกังวลปรากฏบนหน้าผากกว้างของเขา เขาดูนาฬิกาอยู่ตลอดเวลาและพึมพำหงุดหงิดที่พวกคาวบอยยังขี่ม้ามาไม่ถึงพร้อมข่าวคราวเสียที เขารีบกินอาหารเช้าอย่างรวดเร็ว และในขณะที่แมดเดอลีนกับคนอื่นๆ กำลังกินอยู่ เขาก็เดินย่ำไปมาอยู่บนระเบียง แมดเดอลีนสังเกตเห็นว่าแอลเฟรดเองก็เริ่มกระวนกระวายและอยู่ไม่นิ่ง ในที่สุดเขาก็ลุกจากโต๊ะไปสมทบกับสติลเวลล์ข้างนอก

"พวกเขาก็คงจะปลีกตัวไปที่ไร่ของดอน คาร์ลอส แล้วทิ้งให้เราขี่ม้ากลับบ้านกันเองนั่นแหละ" ฟลอเรนซ์ตั้งข้อสังเกต

"เธอถือสาไหมล่ะ?" แมดเดอลีนถาม

"ไม่หรอกค่ะ ไม่เชิงว่าถือสา เรามีม้าที่เร็วที่สุดในแถบนี้อยู่แล้ว ฉันล่ะอยากจะควบเจ้าปีศาจดำนั่นให้ลืมตายไปเลย ไม่หรอก ฉันไม่ถือสา... แต่ฉันไม่ชอบสถานการณ์ที่ยีน สจ๊วต คิดว่า..."

ฟลอเรนซ์เริ่มพูดอย่างขาดๆ ตอนๆ ก่อนจะจบลงด้วยการหลบเลี่ยงบทสนทนา แมดเดอลีนไม่ได้ซักไซ้ต่อแม้จะเริ่มรู้สึกถึงลางสังหรณ์บางอย่าง สติลเวลล์เดินเข้ามาจนพื้นบ้านสะเทือนด้วยน้ำหนักจากรองเท้าบูตคู่ยักษ์ โดยมีแอลเฟรดเดินตามเข้ามาพร้อมถือกล้องส่องทางไกลในมือ

"ไม่มีม้าสักตัวในสายตาเลย" สติลเวลล์บ่น "ต้องมีบางอย่างผิดปกติทางไร่ดอน คาร์ลอสแน่ๆ มาเจสตี้ ผมว่าคุณกับฟลอรีบเดินทางกลับบ้านเลยจะดีกว่า เดี๋ยวพวกเราจะโทรศัพท์ไปเช็คให้แน่ใจว่าทางนั้นรู้ว่าพวกคุณกำลังไป"

แอลเฟรดซึ่งยืนอยู่ที่ประตู กวาดสายตามองไปทั่วหุบเขาสีเทาด้วยกล้องส่องทางไกล

"บิล ผมเห็นฝูงสัตว์กำลังวิ่งอยู่นะ ไม่ม้าก็วัวนี่แหละผมดูไม่ออก ผมว่าเรารีบไปที่นั่นกันดีกว่า"

ชายทั้งสองรีบออกไปจัดการเตรียมม้าและใส่อาน ระหว่างนั้นแมดเดอลีนและฟลอเรนซ์ช่วยกันเก็บจานชามอาหารเช้า ก่อนจะรีบสวมเดือยรองเท้า หมวกซอมเบรโร และถุงมืออย่างรวดเร็ว

"ม้าพร้อมแล้ว!" แอลเฟรดตะโกนเรียก "ฟลอ เจ้าม้าเม็กซิกันสีดำนั่นมันยอดเยี่ยมจริงๆ"

พวกสาวๆ ออกไปทันได้ยินคำบอกลาของสติลเวลล์ขณะที่เขาควบม้าจากไป แอลเฟรดทำท่าจะช่วยแมดเดอลีนและฟลอเรนซ์ขึ้นม้า ซึ่งเป็นความช่วยเหลือที่พวกเธอปฏิเสธเสมอ จากนั้นเขาก็เหวี่ยงตัวขึ้นอานม้าเช่นกัน

"ผมว่าคงไม่เป็นไรหรอกมั้ง" เขาพูดด้วยน้ำเสียงลังเล "พวกเธอห้ามไปทางไร่ดอน คาร์ลอสเด็ดขาดนะ อีกแค่ไม่กี่ไมล์ก็ถึงบ้านแล้ว"

"ไม่เป็นไรแน่นอนค่ะ เราขี่ม้าเป็นใช่ไหมล่ะ?" ฟลอเรนซ์สวนกลับ "พี่นั่นแหละระวังตัวด้วย ไปยุ่งกับเรื่องอะไรก็ไม่รู้"

แอลเฟรดบอกลา จิกเดือยใส่สีข้างม้าแล้วควบตะบึงจากไป

"ถ้าบิลลืมโทรศัพท์ล่ะก็นะ!" ฟลอเรนซ์อุทาน "ฉันว่าเขากับแอลน่ะสติหลุดไปแล้วแน่ๆ"

ฟลอเรนซ์ลงจากม้าแล้วเดินกลับเข้าไปในบ้านโดยเปิดประตูทิ้งไว้ แมดเดอลีนมีปัญหาในการควบคุมเจ้ามาเจสตี้ (ม้าของเธอ) เล็กน้อย เธอรู้สึกว่าฟลอเรนซ์หายเข้าไปข้างในนานผิดปกติ สักพักเด็กสาวก็ออกมาด้วยใบหน้าเคร่งขรึมและริมฝีปากเม้มแน่น

"ฉันติดต่อใครทางโทรศัพท์ไม่ได้เลย ไม่มีคนรับสาย ฉันลองเป็นสิบครั้งแล้ว"

"อ้าว ฟลอเรนซ์!" แมดเดอลีนเริ่มกังวลกับท่าทางของเด็กสาวมากกว่าข้อมูลที่ได้รับเสียอีก

"สายถูกตัดค่ะ" ฟลอเรนซ์พูด สายตาสีเทาของเธอกวาดมองตามแอลเฟรดซึ่งตอนนี้อยู่ไกลเกินกว่าจะเรียกกลับมาได้ "ฉันไม่ชอบเรื่องนี้เลยจริงๆ ถึงเวลาที่ฉันต้อง 'วางแผน' อย่างที่บิลพูดแล้วล่ะ"

เธอนิ่งคิดครู่หนึ่ง แล้วรีบวิ่งเข้าบ้านไปหยิบกล้องส่องทางไกลที่แอลเฟรดทิ้งไว้มาส่องสำรวจหุบเขา โดยเฉพาะเส้นทางที่จะไปบ้านไร่ของแมดเดอลีน ซึ่งถูกบังด้วยสันเนินเตี้ยๆ ที่อยู่ใกล้ๆ

"อย่างน้อยก็ไม่มีใครทางนั้นเห็นเราออกจากที่นี่" เธอพึมพำ "มีพุ่มเมสกีตอยู่บนสันเนิน เรามีที่บังตาพอจะเอาตัวรอดได้จนกว่าจะเห็นว่าข้างหน้ามีอะไร"

"ฟลอเรนซ์... เธอ... เธอคาดหวังจะเจออะไรเหรอ?" แมดเดอลีนถามอย่างประหม่า

"ไม่รู้สิคะ เรื่องพวกเม็กซิกันน่ะเอาแน่เอานอนไม่ได้ ฉันหวังว่าบิลกับแอลจะไม่ทิ้งเราไป แต่ก็นะ มาคิดดูอีกที ต่อให้เขาอยู่ก็ช่วยอะไรไม่ได้มากหรอกถ้าต้องหนีกันจริงๆ เพราะม้าเราน่ะเร็วกว่าพวกเขาเยอะ แถมถ้าอยู่พวกเขาก็คงจะยิงกัน ฉันว่าฉันพอใจแล้วล่ะที่เราต้องจัดการพากันกลับบ้านด้วยตัวเอง เราไม่กล้าตามแอลไปทางไร่ดอน คาร์ลอสแน่ เพราะเรารู้ว่าที่นั่นมีปัญหา ดังนัันทางเดียวที่เหลือคือควบม้ากลับบ้าน มาเถอะค่ะ ไปกันเดี๋ยวนี้ ติดตามฉันให้แจเหมือน 'เข็มสเปน' (Spanish needle) เลยนะ"

ดงเมสกีตหนาทึบปกคลุมยอดเนินแรก และเส้นทางก็ตัดผ่านเข้าไป ฟลอเรนซ์นำทางด้วยความระมัดระวัง ทันทีที่เธอมองข้ามยอดเนินได้เธอก็ใช้กล้องส่องทางไกลสำรวจก่อนจะไปต่อ แมดเดอลีนตามไปติดๆ มองเห็นลาดเนินลงไปสู่แอ่งหญ้ากว้างที่โล่งเตียน และไกลออกไปเป็นที่ดอนที่มีกระบองเพชรและพุ่มเมสกีตหนาแน่น ฟลอเรนซ์ดูระมัดระวังและรอบคอบ แต่เธอก็ไม่ยอมเสียเวลาเลยแม้แต่น้อย ความเงียบของเธอชวนให้ใจคอไม่ดี ความหวั่นใจของแมดเดอลีนเริ่มก่อตัวเป็นรูปร่างชัดเจน—นั่นคือความกลัวว่าจะมีพวกวาเกโรดักซุ่มอยู่

เมื่อถึงเนินที่สาม ซึ่งแมดเดอลีนจำได้ว่าเป็นพื้นที่ไม่ราบเรียบจุดสุดท้ายก่อนจะถึงบ้าน ฟลอเรนซ์ยิ่งระวังตัวมากขึ้นไปอีก ก่อนจะถึงยอดเนิน เธอลงจากม้า พันบังเหียนไว้กับกิ่งไม้แห้ง และส่งสัญญาณให้แมดเดอลีนรออยู่ตรงนั้น แล้วเธอก็ย่องหายเข้าไปในดงเมสกีต แมดเดอลีนรออย่างกังวล คอยเงี่ยหูฟังและสอดส่องสายตา เธอไม่เห็นหรือได้ยินอะไรที่น่าตกใจเลย แสงแดดเริ่มร้อนขึ้น ลมยามเช้าพัดใบเมสกีตบางๆ จนเกิดเสียงสั่นไหว ดอกกระบองเพชรสีชมพูเข้มดึงดูดสายตาเธอ นกสีน้ำตาลหางยาวจะงอยปากแหลมคมบินโฉบผ่านเธอไปจนเกือบจะแตะได้ด้วยแส้ แต่นั่นเป็นสิ่งที่เธอรับรู้เพียงลางๆ เท่านั้น เธอเฝ้ามองหาฟลอเรนซ์และฟังเสียงที่อาจแฝงความหมายร้ายแรง

ทันใดนั้นเธอเห็นหูของมาเจสตี้ตั้งตรง แล้วใบหน้าของฟลอเรนซ์ซึ่งตอนนี้ขาวซีดอย่างประหลาดก็โผล่ออกมาตรงหัวโค้งของเส้นทาง

"ชู่ววว!" ฟลอเรนซ์กระซิบพลางยกนิ้วชี้ขึ้นเตือน เธอเดินมาหาเจ้าม้าดำแล้วลูบตัวมันเพื่อให้มันหายกระวนกระวาย "เราเจองานเข้าแล้วล่ะ" เธอพูดต่อ "พวกวาเกโรกลุ่มใหญ่แอบซ่อนอยู่ในดงเมสกีตหลังยอดเนินนั่น! พวกมันยังไม่เห็นหรือได้ยินเราหรอก เราควรรีบขี่ม้าไปข้างหน้า ตัดออกจากเส้นทางปกติ แล้วหนีพวกมันไปที่ไร่ให้ได้ แมดเดอลีน! หน้าคุณซีดเหมือนคนตายเลย! ห้ามเป็นลมตอนนี้เด็ดขาดนะ!"

"ฉันไม่เป็นลมหรอก แต่เธอทำให้ฉันกลัว... มันอันตรายใช่ไหม? เราควรทำยังไงดี?"

"มันอันตรายค่ะ แมดเดอลีน ฉันจะไม่หลอกคุณ" ฟลอเรนซ์กระซิบอย่างจริงจัง "ทุกอย่างเป็นไปตามที่ยีน สจ๊วต บอกเป็นนัยไว้เลย โอ๊ย... แอลควรจะเชื่อยีนนะ! ฉันเชื่อแล้ว... ฉันกลัวว่ายีนจะรู้อยู่แล้ว!"

"รู้อะไร?" แมดเดอลีนถาม

"ช่างมันก่อนเถอะค่ะ ฟังนะ เราย้อนกลับทางเดิมไม่ได้ เราจะไปต่อ ฉันมีแผนจะหลอกไอ้ดอน คาร์ลอสหน้ายิ้มนั่น ลงจากม้าเร็ว แมดเดอลีน—เร็วเข้า!"

แมดเดอลีนลงจากม้าด้วยความมึนงง

"ส่งเสื้อสเวตเตอร์สีขาวของคุณมาให้ฉัน ถอดมันออก... แล้วก็หมวกสีขาวนั่นด้วย! เร็วค่ะ แมดเดอลีน"

"ฟลอเรนซ์ นี่เธอคิดจะทำอะไรน่ะ?" แมดเดอลีนอุทาน

"อย่าเสียงดังสิคะ" อีกฝ่ายกระซิบ แววตาสีเทาเป็นประกายเด็ดเดี่ยว เธอถอดหมวกซอมเบรโรและเสื้อแจ็คเก็ตของตัวเองส่งให้แมดเดอลีน "นี่ เอาพวกนี้ไป ใส่ซะ แล้วเอาของของคุณมาให้ฉัน จากนั้นคุณขี่เจ้าตัวดำนี่ ฉันจะขี่มาเจสตี้เอง เร็วเข้า แมดเดอลีน นี่ไม่ใช่เวลามาคุยกัน"

"แต่ที่รัก... ทำไมเธอถึงอยาก... อ๋อ! เธอจะให้พวกวาเกโรเข้าใจผิดว่าเธอคือฉันงั้นเหรอ!"

"เดาถูกแล้วค่ะ คุณจะ..."

"ฉันไม่มีทางยอมให้เธอทำแบบนั้นเด็ดขาด" แมดเดอลีนสวนกลับ

นั่นเองที่ใบหน้าของฟลอเรนซ์เปลี่ยนไป มันกลายเป็นความแข็งกร้าวและเคร่งขรึมในแบบที่คาวบอยแท้ๆ มีกัน แมดเดอลีนเคยเห็นแววตาแบบนี้บนหน้าของแอลเฟรด สจ๊วต และสติลเวลล์อยู่เสมอ มันคือแววตาของเหล็กและไฟ—เจตจำนงที่ไม่เปลี่ยนแปลงและไม่มีวันดับมอด มีความเด็ดขาดอยู่ในท่าทางที่รวดเร็วขณะที่ฟลอเรนซ์บังคับให้แมดเดอลีนเปลี่ยนชุด

"มันเป็นความคิดของฉันอยู่แล้วล่ะ ต่อให้สจ๊วตไม่ได้บอกให้ฉันทำก็เถอะ" ฟลอเรนซ์พูดรวดเร็วพอๆ กับมือที่กำลังขยับ "ดอน คาร์ลอสต้องการตัวคุณ—คุณค่ะ คุณแมดเดอลีน แฮมมอนด์! เขาไม่มาดักซุ่มกลางทางเพื่อคนอื่นหรอก ช่วงนี้เขาไม่ฆ่าคาวบอย เขาต้องการตัวคุณด้วยเหตุผลบางอย่าง ยีนคิดแบบนั้น และตอนนี้ฉันก็เชื่อเขา เอาล่ะ อีกห้านาทีเราจะได้รู้กัน

คุณขี่เจ้าตัวดำนะ ฉันจะขี่มาเจสตี้ เราจะย่องผ่านดงไม้ไปโดยไม่ให้เห็นตัวและไม่มีเสียง จนกว่าจะถึงที่โล่ง แล้วเราจะแยกกัน คุณมุ่งตรงไปที่ไร่เลย ส่วนฉันจะบึ่งไปทางหุบเขาที่ยีนบอกชัดเจนว่าพวกคาวบอยอยู่กับฝูงวัวที่นั่น พวกวาเกโรจะเข้าใจผิดว่าฉันคือคุณ เพราะพวกมันจำชุดสีขาวที่ดูเด่นตาของคุณได้ พวกมันจะไล่ล่าฉัน แต่พวกมันไม่มีทางตามฉันทันหรอก และคุณเองก็อยู่บนม้าที่เร็วมาก มันจะพาคุณกลับบ้านได้ก่อนพวกวาเกโรตัวไหนๆ แต่คุณจะไม่ถูกไล่ล่าหรอก ฉันพนันด้วยทุกอย่างที่มีเลย เชื่อฉันนะแมดเดอลีน ถ้ามันเป็นแค่การคำนวณของฉัน ฉันอาจจะ... แต่นี่เป็นเพราะฉันจำสิ่งที่สจ๊วตพูดได้ คาวบอยคนนั้นเขารู้ดี มาเถอะ นี่คือวิธีที่ปลอดภัยและฉลาดที่สุดในการหลอกดอน คาร์ลอส"

แมดเดอลีนรู้สึกว่าเธอถูกบังคับมากกว่าจะถูกโน้มน้าว เธอขึ้นหลังม้าดำและจับบังเหียน ในครู่ต่อมาเธอก็ขี่ม้าตามรอยเท้าของมาเจสตี้ออกจากเส้นทางปกติ ฟลอเรนซ์นำทางลัดเลาะผ่านดงเมสกีตอย่างช้าๆ เธอเลือกเดินบนพื้นทรายและช่องว่างระหว่างต้นไม้ ระวังไม่ให้กิ่งไม้หักและหยุดฟังบ่อยครั้ง

การอ้อมทางไปประมาณครึ่งไมล์ทำให้แมดเดอลีนมองเห็นพื้นที่โล่ง บ้านไร่อยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่ไมล์ และเห็นฝูงวัวกระจายอยู่ทั่วหุบเขา ภาพที่คุ้นเคยเหล่านี้ช่วยลดแรงกดดันในอกเธอลงได้ ความตื่นเต้นเข้าครอบงำเธอ เสียงม้าแผดร้องแหลมทำให้ทั้งเจ้าม้าดำและมาเจสตี้ตกใจกระโดด ฟลอเรนซ์เร่งความเร็วลงตามลาดเนิน ในไม่ช้าแมดเดอลีนก็เห็นขอบชายป่า หญ้าสีเทาซีด และพื้นราบ

ฟลอเรนซ์รออยู่ที่ช่องว่างระหว่างต้นไม้เตี้ยๆ เธอส่งยิ้มที่สดใสและฉับไวให้แมดเดอลีน

"ที่เหลือก็แค่การควบม้าแล้วล่ะ! ง่ายนิดเดียว ออกไปเลยและตั้งสติไว้ให้ดี!"

เมื่อฟลอเรนซ์หมุนเจ้าม้าสีโรนผู้ดุดันและส่งเสียงตะโกนใส่หูมัน แมดเดอลีนก็รู้สึกอ่อนแรงและไร้ที่พึ่งขึ้นมาทันที เจ้าม้าตัวใหญ่กระโจนออกไปราวกับเสียงฟ้าร้อง ภาพนี้ทำให้หวนนึกถึงโบนิต้าที่ผมสยายและควบม้าอย่างบ้าคลั่งในคืนที่ดุร้าย ผมของฟลอเรนซ์ปลิวไสวตามลมและทอประกายทองท่ามกลางแสงแดด แมดเดอลีนมองดูเธอด้วยความรู้สึกตื่นเต้นแบบเดียวกับที่เคยมองโบนิต้า จากนั้นเสียงตะโกนแหบพร่าก็ปลุกให้แมดเดอลีนขยับตัวได้ เธอจิกเดือยใส่เจ้าม้าดำให้ออกสู่ที่โล่ง

มันอยากจะวิ่งและมันรวดเร็วมาก แมดเดอลีนปล่อยบังเหียน—วางมันไว้หลวมๆ บนคอของมัน ท่าทางของมันแปลกสำหรับเธอ มันขี่ลำบาก แต่มันเร็ว และเธอก็ไม่สนใจเรื่องอื่นอีกแล้ว แมดเดอลีนรู้จักม้าดีพอจะรู้ว่าเจ้าม้าดำตัวนี้รู้ตัวแล้วว่ามันเป็นอิสระและแบกน้ำหนักเพียงเบาบาง เธอพยายามดึงบังเหียนบังคับมันเป็นระยะ แต่มันยังคงวิ่งตรงไป พุ่งชนพุ่มเมสกีตเล็กๆ และกระโดดข้ามรอยแตกของพื้นดิน พื้นที่ขรุขระดูจะไม่ใช่อุปสรรคต่อการวิ่งของมันเลย ลมที่ปะทะหน้าและพื้นดินสีเทาที่วูบวาบอยู่ข้างใต้สร้างความรู้สึกที่น่าตื่นเต้น เธอทิ้งบางอย่างไว้ข้างหลัง บางอย่างที่เธอเองก็ไม่รู้ว่าคืออะไร แต่เธอจำฟลอเรนซ์ได้ และเธออยากจะเหลียวหลังกลับไปมอง แต่ก็กลัวเกินกว่าจะทำเช่นนั้นเพราะอันตรายที่ไร้ชื่อซึ่งฟลอเรนซ์เอ่ยถึง

แมดเดอลีนคอยฟังเสียงฝีเท้าที่ไล่ตามมาจากข้างหลัง เธอเผลอเหลือบมองกลับไป บนพื้นราบสีเทากว่าหนึ่งไมล์ระหว่างเธอกับสันเนินนั้นไม่มีม้า ไม่มีคน หรือสิ่งมีชีวิตใดๆ เลย เธอจึงหันไปมองอีกฝั่งหนึ่งทางลาดหุบเขา

ภาพของฟลอเรนซ์ที่ขี่เจ้ามาเจสตี้วิ่งซิกแซกหนีพวกวาเกโรทั้งกลุ่มทำให้ใบหน้าของแมดเดอลีนซีดเผือด เธอคว้าหัวอานม้าไว้ด้วยความหวาดกลัว ท่าทางประหลาดของเจ้าม้าสีโรนไม่ใช่การควบที่ยอดเยี่ยมตามปกติของมัน หรือว่ามาเจสตี้จะเตลิด? แมดเดอลีนเห็นวาเกโรคนหนึ่งขยับเข้าไปใกล้ พลางควงบ่วงบาศเหนือหัว แต่เขาก็ยังเข้าไปไม่ใกล้พอจะเหวี่ยง วาเกโรอีกคนพุ่งตัดหน้าคนแรกไป ตอนนั้นเองที่แมดเดอลีนกลั้นหายใจด้วยความคาดหวัง เจ้าม้าสีโรนหักเลี้ยวเพื่อหลบการโจมตี แมดเดอลีนฉุกคิดขึ้นได้ว่าฟลอเรนซ์กำลังบังคับให้ม้าวิ่งแบบทุลักทุเลเหมือนกับที่ผู้หญิงจากนิวยอร์กที่ขวัญเสียจะทำ เธอเริ่มมั่นใจเมื่อเห็นว่า แม้ฟลอเรนซ์จะขี่ม้าให้ดูขัดๆ และวิ่งไปมาไม่สม่ำเสมอ แต่เธอก็ขยับห่างออกไปทางหุบเขาได้อย่างมั่นคง

แมดเดอลีนไม่ได้เสียสติจนลืมดูม้าของตัวเองและลักษณะพื้นดินข้างหน้า เมื่อเธอหันกลับไปมองฟลอเรนซ์อีกครั้ง ความไม่แน่ใจก็หายไปจากใจ ท่าทางประหลาดในการแข่งระหว่างเด็กสาวกับพวกวาเกโรไม่มีให้เห็นอีกแล้ว เจ้ามาเจสตี้กำลังควบด้วยท่าทางที่งดงามและน่าทึ่งของมัน ตัวมันหมอบต่ำไปกับพื้น ยืดตัวออก จมูกพุ่งตรงไปข้างหน้ามุ่งสู่หุบเขา ระยะห่างระหว่างมันกับม้าผอมๆ ที่ไล่ตามเริ่มกว้างขึ้นเรื่อยๆ มันกำลังทิ้งห่างพวกวาเกโร ฟลอเรนซ์กำลัง "ควบขี่ไปกับสายลม" เหมือนที่สจ๊วตเคยเปรียบเทียบไว้จริงๆ

สายตาของแมดเดอลีนเริ่มพร่าเลือนด้วยแรงลม เธอขยี้ตาออก เห็นฟลอเรนซ์เป็นเพียงจุดที่พุ่งทะยานไปท่ามกลางภาพเบลอ ช่างเป็นเด็กสาวที่กล้าหาญและเด็ดเดี่ยวอะไรอย่างนี้! ความเข้มแข็งและความคิดที่ยอดเยี่ยมเพื่อช่วยพี่สาวที่อ่อนแอกว่า คือสิ่งที่ดินแดนตะวันตกบ่มเพาะขึ้นในตัวผู้หญิง

เมื่อแมดเดอลีนมองกลับไปอีกครั้ง ฟลอเรนซ์อยู่ห่างจากผู้ไล่ตามมากแล้วและกำลังหายลับไปหลังเนินเตี้ยๆ เมื่อมั่นใจในความปลอดภัยของฟลอเรนซ์ แมดเดอลีนจึงหันมาจดจ่อกับการขี่ม้าของเธอเองและความเป็นไปได้ที่รออยู่ที่ไร่ เธอจำได้ว่าติดต่อคนรับใช้หรือคาวบอยทางโทรศัพท์ไม่ได้ พายุลมเคยทำสายขาดมาครั้งหนึ่ง แต่เธอแทบไม่มีหวังเลยว่าครั้งนี้จะเป็นเช่นนั้น เธอควบต่อไปพลางดึงเจ้าม้าดำให้ช้าลงเมื่อเข้าใกล้ไร่ เธอเข้าหาจากทางทิศใต้และอยู่นอกเส้นทางปกติ ทำให้ต้องขึ้นทางลาดเนินยาวมุ่งสู่ด้านหลังของตัวบ้าน ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ เธอไม่ได้คิดว่ามันผิดปกติที่มองไม่เห็นใครอยู่ในบริเวณนั้นเลย

เป็นโชคดีของเธอที่การขึ้นเนินช่วยลดความเร็วของเจ้าม้าดำลงจนควบคุมได้ มันหยุดได้ไม่ยากนัก ทว่าทันทีที่เธอลงจากม้า มันก็กระโดดและวิ่งเหยาะๆ ออกไป ตรงขอบทางลาดเนินที่หันหน้าเข้าหาคอกสัตว์ ม้าดำหยุดชะงัก ยกหัวขึ้นและตั้งหูตรง จากนั้นมันก็แผดเสียงร้องแหลมคมออกมาแล้วควบแน่บลงไปตามทางเดิน

แมดเดอลีนซึ่งเตรียมใจไว้แล้วจากเสียงร้องเตือนนั้น พยายามทำใจให้เข้มแข็งเพื่อรับมือกับสถานการณ์ใหม่ที่คาดไม่ถึง แต่ทันทีที่เธอเหลือบไปเห็นกลุ่มคนขี่ม้าที่ไม่คุ้นหน้ากำลังควบม้าลงมาจากแอ่งดินที่นำมาจากเชิงเขา เธอก็รู้สึกถึงความกลัวที่เข้าเกาะกินใจราวกับมือที่เย็นเยือก และตัดสินใจวิ่งหนีพุ่งเข้าไปในบ้านทันที

กดอ่านตอนต่อไป >> ที่นี่ << รอแพร่บนึ่งนะ

.⋆。🌶️🌿˚ และนอกจากนิยายโรมานซ์อ่านสนุกเรื่องนี้แล้ว คุณนักอ่านสามารถสนับสนุนผลงาน #นิยายรสแซ่บจัดจ้านจนนิพพานสีจมปูว์ ของ #แมงมุมใต้เตียง ที่แต่งจบแล้วพร้อมอ่านได้เลยได้ที่ comment หรือที่ BIO ตลอด 24 ชั่วโมง นะคะ ✨👇✨ สุดปัง สุดปัง กำลังรับนักอ่านจำนวนไม่จำกัด!
#นิยาย | #อ่านนิยาย | #eBook | #romancenovels | #fiction  | #นิยายอ่านสนุกทุกเทศกาล #2025trend #ตำนานรักของเทพเจ้า

 แวะชม แวะอ่าน แวะโหลดนิยายรสแซ่บจัดจ้านที่ใครก็อยากมีไว้อ่านก่อนนอนทุกคืนที่นี่*

Niyay Z A P !
.⋆。˚ นิยายเขาอ่านแล้วปวดใจ ... มาอ่านนิยายที่ Blog เค้าเอามั้ย เธอจะได้แต่เรื่องปวดเอว~* สุดปัง
คำอธิบาย:  👑 อย่าลืมมาเป็นนักอ่าน VIP ของเราเพื่อรับสิทธิพิเศษเข้าถึงนิยายรักเรื่องใหม่ รวมถึงนิยายแปลสุดคลาสสิก อ่านได้เลยใน BLOG สุดเก๋ สุดคลู ที่จะมอบให้แก่นักอ่าน VIP ที่น่ารักที่สุดเท่านั้น เมื่อคุณนักอ่านสะสมครบเงื่อนไขแล้วสามรถ inbox นิยายในคลังของคุณมาอวดกันได้และรับ link ไปเลย! มีนิยายให้เอา เอ้ย! ให้อ่าน 2 เรื่องพิเศษแล้วและจะทะยอยวางอย่างต่อเนื่องนะคะ 👑 *รับสิทธิพิเศษอ่านนิยายรสเข้มข้นใหม่ๆ อ่านจบเรื่องเลยได้ฟsี 12 เรื่องสั้น และ 1 เรื่องยาว*

นิยาย : อ่านฟรี
🔺กดรับ link นิยายได้ที่รูปภาพบนนี้


นิยายน่าอ่าน

.⋆。🌶️˚ แนะนำนิยายรสแซ่บ

.⋆。🌶️˚ คุณเคย..ตกหลุมรักใครสักคน ซ้ำๆ บ้างไหม? พบคำตอบของคำถามเหล่านี้ได้ที่ .. นิยายรสแซ่บ : Me EBook @ MEB 🌐 พิกัด: กดรับ link ที่รูปภ...

นิยายยอดฮิต: HIT & HOT