.⋆。🧸˚
แสงดาวแห่งดินแดนตะวันตก
แปลโดย: หมื่นล้านคำรัก
‼️ ©️ สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ‼️
4. ควบม้าจากรุ่งอรุณสู่สนธยา
เช้าวันต่อมา เมื่อแอลเฟรดมาปลุกแมดเดอลีน แสงเงินแสงทองยังไม่ทันจับขอบฟ้าเสียด้วยซ้ำ อากาศหนาวเย็นจับขั้วหัวใจ ท่ามกลางความสลัวรางนั้นเธอต้องคลำหาไม้ขีดเพื่อจุดตะเกียง ท่าทางที่เคยเฉื่อยชาตามประสาคนเมืองหายวับไปทันทีที่ผิวสัมผัสกับน้ำเย็นจัด ครู่ต่อมาเมื่อแอลเฟรดเคาะประตูห้องแล้วบอกว่าเขาเอาเหยือกน้ำร้อนวางไว้ให้ข้างนอก เธอตอบกลับไปด้วยเสียงสั่นเครือจนฟันกระทบกันกึกๆ ว่า
“ขะ-ขอบคุณค่ะพี่ แต่... ฉะ-ฉันไม่ต้องการมันแล้วค่ะ” อย่างไรก็ตาม เธอพบว่าจำเป็นต้องทำให้นิ้วที่ชาหนึบอบอุ่นขึ้นเสียก่อน ถึงจะติดตะขอและกลัดกระดุมเสื้อผ้าได้สำเร็จ และเมื่อแต่งตัวเสร็จ เธอสังเกตเห็นในกระจกเงาสลัวว่าพวงแก้มของเธอเริ่มมีสีระเรื่อ
“แหม ถ้าไม่มีสีสันบ้างเลยก็คงแปลก!” เธออุทานกับตัวเอง
อาหารเช้ารอเธออยู่ที่ห้องอาหาร สองพี่น้องคิงสลีย์ร่วมโต๊ะกับเธอ แมดเดอลีนสัมผัสได้ถึงความกระฉับกระเฉงที่อบอวลอยู่ในอากาศ จากหลังบ้านมีเสียงฝีเท้าเดินย่ำหนักๆ และเสียงพูดคุยของผู้ชาย ส่วนข้างนอกมีเสียงกีบม้ากระทบพื้นดินดังตุบตับ เสียงขยับของอานม้า และเสียงล้อรถที่ดังเอี๊ยดอ๊าด จากนั้นแอลเฟรดก็เดินกระทืบเท้าเข้ามา
“มาเจสตี้ นี่แหละคือของจริงที่เธอจะได้เจอ” เขาประกาศอย่างเริงร่า “พี่ต้องขอโทษด้วยนะที่ต้องรีบพาเธอออกเดินทาง แต่เราต้องรีบกลับไปที่ไร่ เพราะการต้อนสัตว์ช่วงฤดูใบไม้ร่วงจะเริ่มขึ้นพรุ่งนี้แล้ว เธอจะได้นั่งรถลาก (Buck-board) ไปกับฟลอเรนซ์และสติลเวลล์ ส่วนพี่จะขี่ม้าล่วงหน้าไปกับพวกหนุ่มๆ ก่อนเพื่อเตรียมที่ทางไว้รอรับเธอ สัมภาระของเธอจะตามมาทีหลัง แต่อาจจะไม่ถึงจนกว่าจะพรุ่งนี้ละนะ ทางไปไร่มันค่อนข้างไกล—เกือบห้าสิบไมล์ถ้าไปตามถนนเกวียน ฟลอ อย่าลืมหยิบผ้าห่มหนาๆ มาสองผืนนะ ห่อตัวยัยนี่ไว้ให้ดีล่ะ แล้วก็รีบแต่งตัวกันซะ เรากำลังรออยู่”
ครู่ต่อมา เมื่อแมดเดอลีนเดินออกมากับฟลอเรนซ์ ความสลัวของยามเช้าเริ่มสว่างขึ้น ม้าพากันเคี้ยวเหล็กคาบปากและเหยียบย่ำลงบนพื้นกรวด
“อรุณสวัสดิ์คุณมาเจสตี้” สติลเวลล์ทักทายด้วยน้ำเสียงแหบพร่าจากเบาะหน้าของรถลากทรงสูง
แอลเฟรดช่วยพยุงเธอขึ้นไปบนเบาะหลัง ตามด้วยฟลอเรนซ์ แล้วห่มผ้าคลุมให้พวกเธออย่างมิดชิด จากนั้นเขาก็ขึ้นม้าแล้วออกเดินทางไป
“ไปได้!” สติลเวลล์คำรามเบาๆ พร้อมกับสะบัดแส้เสียงดัง ม้าทั้งคู่ก็ออกวิ่งเหยาะๆ ฟลอเรนซ์กระซิบที่ข้างหูแมดเดอลีนว่า
“ลุงบิลแกจะอารมณ์บูดตอนเช้ามืดน่ะค่ะ เดี๋ยวพออากาศเริ่มอุ่นแกก็ดีขึ้นเอง”
แสงสว่างยังน้อยเกินกว่าที่แมดเดอลีนจะแยกแยะสิ่งของในระยะไกลได้ เธอจากเอลคาจอนมาโดยที่ไม่รู้เลยว่าตัวเมืองจริงๆ นั้นหน้าตาเป็นอย่างไร เธอรู้เพียงแค่ว่าดีใจที่ได้ออกจากที่นั่น และพบว่ามันง่ายขึ้นที่จะขจัดความทรงจำที่ยังตามหลอกหลอนออกไป
“พวกคาวบอยมาแล้วค่ะ” ฟลอเรนซ์บอก
แถวของคนขี่ม้าปรากฏขึ้นจากทางขวาแล้วเข้าขบวนตามหลังแอลเฟรดไป ก่อนจะค่อยๆ แซงนำหน้าและลับสายตาไป ในขณะที่แมดเดอลีนมองตามพวกเขา ความสลัวก็เปลี่ยนเป็นแสงสว่างแห่งรุ่งอรุณ รอบตัวเธอมีแต่ความว่างเปล่าและมืดสลัว เส้นขอบฟ้าดูเหมือนจะอยู่ใกล้แค่เอื้อม ไม่มีแม้แต่เนินเขาหรือต้นไม้มาขัดขวางความจำเจ พื้นดินดูเหมือนจะราบเรียบ แต่ถนนกลับลาดขึ้นลงไปตามเนินดินเตี้ยๆ แมดเดอลีนเหลียวหลังกลับไปมองทางทิศของเอลคาจอนและภูเขาที่เธอเห็นเมื่อวาน แต่เธอเห็นเพียงพื้นดินที่ว่างเปล่าและมืดมน เหมือนกับผืนดินที่ทอดยาวอยู่ข้างหน้านี้
ลมหนาววูบหนึ่งปะทะเข้าที่ใบหน้าจนเธอสั่นสะท้าน ฟลอเรนซ์สังเกตเห็นจึงดึงผ้าคลุมผืนที่สองขึ้นมาห่อตัวเธอไว้จนถึงคาง
“ถ้าลมพัดแรงกว่านี้ล่ะก็ คุณได้หนาวสั่นแน่ค่ะ” สาวชาวตะวันตกเอ่ย
แมดเดอลีนตอบกลับไปว่าเธอเริ่มรู้สึกหนาวเข้ากระดูกแล้ว ลมดูเหมือนจะทะลุผ่านผ้าคลุมเข้ามาได้เลย มันทั้งเย็น บริสุทธิ์ และบาดผิว อากาศที่นี่เบาบางจนเธอต้องหายใจถี่ราวกับเพิ่งไปออกแรงหนักๆ มา มันทำให้เธอแสบจมูกและเจ็บปอด
“คุณไม่หนาวหรือคะ?” แมดเดอลีนถาม
“ฉันน่ะหรือ?” ฟลอเรนซ์หัวเราะ “ฉันชินแล้วล่ะค่ะ ไม่เคยรู้สึกหนาวเลย”
สาวชาวตะวันตกนั่งวางมือที่ไม่ได้สวมถุงมือไว้ข้างนอกผ้าคลุม ซึ่งเห็นชัดว่าเธอไม่จำเป็นต้องใช้มันห่อตัวเลย แมดเดอลีนคิดว่าเธอไม่เคยเห็นผู้หญิงคนไหนที่มีดวงตาสดใส แข็งแรง และดูสง่างามเท่านี้มาก่อน
“คุณชอบดูพระอาทิตย์ขึ้นไหมคะ?” ฟลอเรนซ์ถาม
“ค่ะ ฉันคิดว่าชอบนะ” แมดเดอลีนตอบอย่างครุ่นคิด “เอาเข้าจริง ฉันไม่ได้เห็นมันมาหลายปีแล้ว”
“รุ่งอรุณที่นี่สวยมากค่ะ และพระอาทิตย์ตกที่ไร่ก็น่าประทับใจสุดๆ เลยล่ะ”
เส้นเพลิงสีชมพูทอดยาวขนานไปกับขอบฟ้าทิศตะวันออก ซึ่งดูเหมือนจะถอยห่างออกไปเมื่อแสงวันเริ่มจ้าขึ้น กลุ่มเมฆบางเบาเหมือนปุยฝ้ายเริ่มเปลี่ยนเป็นสีกุหลาบ ท้องฟ้าทางทิศใต้และทิศตะวันตกยังมืดมิด แต่ทุกขณะที่ผ่านไปมันก็ค่อยๆ เปลี่ยนไป สีน้ำเงินกลายเป็นสีครามเข้มขึ้น ท้องฟ้าทิศตะวันออกเป็นประกายเหมือนเปลือกมุก จากนั้นแสงสีทองก็เริ่มก่อตัวขึ้นที่จุดหนึ่งและค่อยๆ รวมตัวจนดูเหมือนเปลวเพลิง กลุ่มเมฆสีชมพูเปลี่ยนเป็นสีเงินและสีไข่มุก และเบื้องหลังนั้นก็มีวงล้อทองคำขนาดใหญ่พุ่งขึ้นมา แผ่นกลมที่สว่างจ้าโผล่พ้นขอบฟ้าที่มืดมิดขึ้นมา มันคือดวงอาทิตย์นั่นเอง มันลอยสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว สาดแสงไล่ความมืดมิดตามร่องเนินดิน และแต่งแต้มสีสันให้กับแผ่นดินที่กว้างสุดลูกหูลูกตา
“แหมๆ” สติลเวลล์ลากเสียงพลางยืดแขนอันบึกบึนราวกับเพิ่งตื่น “มันต้องแบบนี้สิ”
ฟลอเรนซ์สะกิดแมดเดอลีนแล้วขยิบตาให้
“เช้าที่วิเศษนะสาวๆ” ลุงบิลพูดต่อพลางสะบัดแส้ “คุณมาเจสตี้ ช่วงเช้านี้ทางมันอาจจะดูน่าเบื่อไปหน่อย แต่พอเราไต่ระดับขึ้นไปอีกนิดคุณจะชอบมันแน่ นั่นไง! มองไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้สิ ตรงยอดเนินที่ไกลที่สุดนั่นน่ะ”
แมดเดอลีนกวาดสายตาไปตามเส้นขอบฟ้าสีเทาที่ลาดเอียง จนกระทิ่งเห็นยอดแหลมสีน้ำเงินเข้มตั้งตระหง่านอยู่ไกลออกไปพ้นจากเนินดิน
“เทือกเขาเปลอนซิลโล (Peloncillo Mountains)” สติลเวลล์บอก “บ้านของเราอยู่ที่นั่นแหละ เราจะไม่ได้เห็นมันอีกจนกว่าจะบ่าย ตอนที่มันโผล่ขึ้นมาให้เห็นชัดๆ แบบฉับพลัน”
เปลอนซิลโล! แมดเดอลีนพึมพำชื่อที่ฟังดูไพเราะราวกับเสียงดนตรีนั้น เธอเคยได้ยินชื่อนี้ที่ไหนนะ? แล้วเธอก็จำได้ คาวบอยสจ๊วตเคยบอกให้เด็กสาวเม็กซิกันโบนิต้า “ไปตามทางสายเปลอนซิลโล” เด็กสาวคนนั้นคงจะขี่ม้าสีเข้มตัวใหญ่ไปตามถนนสายนี้ในตอนกลางคืนเพียงลำพัง แมดเดอลีนรู้สึกสั่นสะท้านขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้ไม่ได้เป็นเพราะลมหนาว
“นั่นไง กระต่ายแจ็ค!” ฟลอเรนซ์ร้องขึ้นทันที
แมดเดอลีนเห็นกระต่ายแจ็คเรบิทตัวแรกในชีวิต มันตัวใหญ่เท่าสุนัขและมีหูที่ยาวมหึมา มันดูเชื่องอย่างไม่น่าเชื่อ ม้าเดินผ่านมันไปจนฝุ่นตลบใส่แต่มันก็ยังนิ่งเฉย จากนั้นเป็นต้นมา ลุงบิลและฟลอเรนซ์ต่างแข่งกันชี้ชวนให้แมดเดอลีนดูสิ่งต่างๆ ตลอดทาง ทั้งหมาป่าไคโยตี้ที่แอบย่องเข้าไปในพุ่มไม้ ฝูงแร้งที่กระพือปีกอยู่เหนือซากวัวที่ติดหล่มในลำธารแห้ง กิ้งก่าตัวน้อยที่วิ่งตัดหน้ารถอย่างรวดเร็ว ฝูงวัวที่เล็มหญ้าอยู่ในแอ่ง กระท่อมดินของคนเลี้ยงวัวชาวเม็กซิกัน ม้าป่าที่ขนรุงรังและเชิดหน้ามองมาจากเนินดินสีเทา—สิ่งเหล่านี้แมดเดอลีนมองดูอย่างเฉยเมยในตอนแรก เพราะความเย็นชาได้กลายเป็นนิสัยส่วนตัวของเธอไปเสียแล้ว แต่แล้วความสนใจก็เริ่มผุดขึ้นและเติบโตขึ้นอย่างไม่รู้ตัวในขณะที่เธอเดินทางต่อไป มันเติบโตขึ้นจนกระทั่งภาพของเด็กชายชาวเม็กซิกันเนื้อตัวมอมแมมที่ขี่ลาตัวเล็กที่สุดเท่าที่เธอเคยเห็นมา ได้ปลุกความจริงบางอย่างในใจเธอขึ้นมา เธอเริ่มรู้สึกถึงการตื่นขึ้นของความรู้สึกที่ตายไปนานแล้ว—ความกระตือรือร้นและความยินดี เมื่อเธอตระหนักได้เช่นนั้น เธอก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ รับอากาศที่หนาวเย็นและแหลมคม และสัมผัสได้ถึงความสุขที่เกิดขึ้นภายในใจ เธอคาดการณ์ได้ในตอนนั้น แม้จะไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด ว่านับจากนี้ไปจะมีบางสิ่งบางอย่างที่แปลกใหม่เกิดขึ้นในชีวิตของเธอ บางสิ่งที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน บางสิ่งที่เป็นผลดีต่อจิตวิญญาณของเธอ... ในความเรียบง่าย ความธรรมดา ความเป็นธรรมชาติ และความป่าเถื่อนนี้เอง
ในขณะที่แมดเดอลีนมองไปรอบๆ และฟังเพื่อนร่วมทางพูดคุย ดวงอาทิตย์ก็ลอยสูงขึ้นและเริ่มอุ่นขึ้น จนกระทั่งกลายเป็นร้อนจัด ม้ายังคงวิ่งเหยาะๆ อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย และผืนดินที่ลาดเอียงไมล์แล้วไมล์เล่าก็เลื่อนผ่านไป
จากบนยอดเนิน แมดเดอลีนมองลงไปในแอ่งดินที่คาวบอยสองสามคนหยุดพักและนั่งล้อมวงกันรอบกองไฟ เห็นชัดว่าพวกเขากำลังยุ่งอยู่กับมื้อเที่ยง ม้าของพวกเขาเล็มหญ้าสีเทายาวๆ อยู่ใกล้ๆ
“แหม กลิ่นไม้กรีสวูดเผาไฟนั่นทำให้ฉันน้ำลายสอเลย” สติลเวลล์บอก “หิวชะมัด เราจะพักเที่ยงกันที่นี่และให้ม้าได้พักด้วย ยังมีทางอีกไกลกว่าจะถึงไร่”
เขาหยุดรถใกล้กับค่ายพักแรม ปีนลงมาแล้วเริ่มปลดบังเหียนม้า ฟลอเรนซ์กระโดดลงมาแล้วหันไปช่วยแมดเดอลีน
“เดินเล่นสักหน่อยนะคะ” เธอเอ่ย “เธอคงจะเมื่อยที่ต้องนั่งนิ่งๆ นานๆ เดี๋ยวฉันจะเตรียมมื้อเที่ยงเอง”
แมดเดอลีนลงจากรถ ดีใจที่ได้ยืดเส้นยืดสายและเริ่มเดินเล่นไปรอบๆ เธอได้ยินเสียงสติลเวลล์โยนบังเหียนลงพื้นแล้วตบตัวม้าเบาๆ “กลิ้งซะ เจ้าพวกตัวแสบ!” เขาบอก ม้าทั้งคู่ขดขาหน้าลง หมอบลงกับพื้นแล้วพยายามจะกลิ้งตัวไปมา ม้าตัวหนึ่งทำสำเร็จในการพยายามครั้งที่สี่ แล้วก็ลุกขึ้นพร้อมกับเสียงพ่นลมหายใจอย่างพอใจ พลางสะบัดฝุ่นและกรวดออกจากตัว ส่วนอีกตัวกลิ้งไม่สำเร็จจึงล้มเลิกความตั้งใจ พยายามจะลุกขึ้นแล้วนอนลงอีกข้างแทน
“มันคงอยากจะสัมผัสพื้นดินจริงๆ สินะคะ” ฟลอเรนซ์พูดพลางยิ้มให้แมดเดอลีน “คุณแฮมมอนด์ ฉันว่าม้าที่ได้รางวัลของคุณ—เจ้าไวท์ สต็อกกิ้งส์—คงจะเสียขนสวยๆ แน่ถ้ามันต้องมากลิ้งตัวในพุ่มไม้กรีสวูดและกระบองเพชรแบบนี้”
ในช่วงมื้อเที่ยง แมดเดอลีนสังเกตเห็นว่าเธอตกเป็นเป้าสายตาของคาวบอยทั้งสามคนอย่างเห็นได้ชัด เธอจึงมองตอบกลับไปและรู้สึกขบขันที่เห็นว่าเพียงแค่ชายตามอง พวกเขาก็แสดงท่าทีเคอะเขินอย่างหนัก พวกเขาเป็นผู้ชายที่โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว—คนหนึ่งถึงกับผมขาวโพลน—ทว่าพวกเขากลับทำตัวเหมือนเด็กชายที่ถูกจับได้ว่าแอบมองสาวสวย
“คาวบอยน่ะชอบโปรยเสน่ห์กันทุกคนแหละค่ะ” ฟลอเรนซ์พูดราวกับเป็นเรื่องปกติที่น่าเบื่อหน่าย แต่แมดเดอลีนจับประกายความขี้เล่นในดวงตาสดใสของเธอได้ พวกคาวบอยได้ยินเข้าและมันได้ผลราวกับมีเวทมนตร์ พวกเขาพากันทำตัวไม่ถูกด้วยความอายและรีบหันไปหยิบจับงานที่ไร้ประโยชน์ทันที แมดเดอลีนรู้สึกยากที่จะมองออกว่าพวกเขาไปแสดงความเจ้าชู้ใส่เธอตอนไหน ทั้งที่เห็นได้ชัดว่าพวกเขากำลังรู้สึกผิดกันอยู่ เธอหวนนึกถึงสายตาประเมินของพวกผู้ดีอังกฤษผู้เคร่งครัด สายตาโอหังของคนฝรั่งเศส หรือสายตาอันเร่าร้อนของคนสเปน—ซึ่งเป็นสิ่งที่สาวอเมริกันทุกคนต้องเผชิญเมื่ออยู่ต่างแดน เมื่อเทียบกับสายตาของชาวต่างชาติเหล่านั้น สายตาของพวกคาวบอยเหล่านี้ดูเหมือนสายตาของเด็กทารกที่กำลังยิ้มและกระตือรือร้นมากกว่า
“ฮ่าๆๆ!” สติลเวลล์ระเบิดหัวเราะ “ฟลอเรนซ์ เธอพูดได้ตรงประเด็นเป๊ะเลย พวกคาวบอยน่ะมันนักรักตัวยง ฉันก็นึกสงสัยอยู่ว่าทำไมพวกเขาถึงมาพักเที่ยงที่นี่ ที่นี่มันไม่ใช่ที่สำหรับพักเที่ยงสักนิด หญ้าก็ไม่มี ไม้ฟืนก็ไม่ได้เรื่อง พวกเขาแค่หยุดรอแล้วก็วางของ รอให้พวกเรามาถึงล่ะสิ ไม่แปลกใจหรอกสำหรับบูลี่กับเน็ด—พวกมันยังหนุ่มยังแน่น—แต่เนลส์น่ะสิ เขาน่ะแก่พอจะเป็นพ่อของพวกเธอสองคนได้เลยนะเนี่ย มันช่างน่าประหลาดใจจริงๆ”
ความเงียบเข้าปกคลุมทันที คาวบอยผมขาวที่ชื่อเนลส์แสร้งทำเป็นยุ่งอยู่กับกองไฟอย่างไร้จุดหมาย ก่อนจะยืดตัวขึ้นด้วยใบหน้าที่แดงก่ำ
“บิล แกมันคนขี้โกง” เขาพูด “ฉันไม่ยอมถูกจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับบูลี่และเน็ดหรอก ไม่มีคาวบอยคนไหนในทุ่งหญ้านี้ที่ชื่นชมสุภาพสตรีมากไปกว่าฉันอีกแล้ว แต่ฉันก็ไม่ได้ขี่ม้าออกนอกเส้นทางเพื่อมาดูหรอกนะ แค่ขี่ไปตามงานปกติก็เหนื่อยพอแล้ว ทีนี้บิล ถ้าแกตาดีนักล่ะก็ บางทีแกอาจจะเห็นอะไรบางอย่างระหว่างทางมาที่นี่บ้างไหมล่ะ?”
“เนลส์ ฉันไม่เห็นอะไรเลย” เขาตอบห้วนๆ ความขี้เล่นหายไป รอยย่นสีแดงรอบดวงตาที่คมกริบนั้นหดแคบลงเพื่อจ้องมองอย่างค้นหา
“ลองดูรอยเท้าพวกนี้สิ” เนลส์พูดพลางจูงสติลเวลล์ออกไปด้านข้างไม่กี่ก้าวแล้วชี้ไปที่รอยกีบม้าขนาดใหญ่ในฝุ่น “ฉันว่าแกรู้จักม้าที่เป็นเจ้าของรอยเท้านี้ดีนะ?”
“ม้าสีโรนของยีน สจ๊วต หรือฉันจะกลายเป็นคนเฮงซวยไปแล้วล่ะเนี่ย!” สติลเวลล์อุทานออกมา เขาคุกเข่าลงกับพื้นอย่างแรงแล้วเริ่มตรวจดูรอยเท้าอย่างละเอียด “ตาฉันอาจจะฝ้าฟางนะเนลส์ แต่มันไม่ใช่รอยใหม่ๆ เลย”
“ฉันว่ารอยพวกนี้ถูกทำขึ้นเมื่อเช้ามืดวานนี้น่ะ”
“แล้วยังไงล่ะ?” สติลเวลล์มองไปที่คาวบอยของเขา “มันก็ชัดพอๆ กับจมูกแดงๆ ของแกนั่นแหละว่ายีนไม่ได้เป็นคนขี่เจ้าโรนตัวนี้”
“ใครบอกล่ะว่าเขาขี่? บิล ไม่ใช่แค่ตาแกหรอกที่เริ่มแก่แล้ว ลองตามรอยพวกนี้ไปสิ มาเถอะ”
สติลเวลล์เดินตามไปช้าๆ พลางก้มหน้าพึมพำกับตัวเอง ประมาณสามสิบก้าวจากกองไฟเขาก็หยุดกึกแล้วคุกเข่าลงอีกครั้ง จากนั้นเขาก็คลานไปรอบๆ เพื่อตรวจดูรอยเท้าอย่างละเอียด
“เนลส์ ใครก็ตามที่ขี่ม้าของสจ๊วตอยู่... เขาได้มาพบกับใครบางคน และพวกเขาก็หยุดคุยกันครู่หนึ่ง แต่ไม่ได้ลงจากหลังม้า”
“นับว่าการวิเคราะห์ของแกใช้ได้เลยนะบิล” คาวบอยหนุ่มตอบ
จากนั้นสติลเวลล์ก็ลุกขึ้นและเดินอย่างรวดเร็วไปทางซ้ายอยู่หลายก้าว เขาหยุดนิ่งและหันหน้าไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ก่อนจะเดินย้อนกลับมาที่เดิม เขาจ้องมองคาวบอยผู้นิ่งขรึมคนนั้น
“เนลส์ ฉันไม่ชอบใจเรื่องนี้เลยแม้แต่นิดเดียว” เขาคำราม “รอยเท้าพวกนั้นพุ่งตรงไปที่ทางสายเปลอนซิลโล”
“ก็ใช่น่ะสิ” เนลส์ตอบ
“แล้วยังไง?” สติลเวลล์ถามต่ออย่างร้อนรน
“ฉันว่าแกรู้ว่าใครเป็นเจ้าของม้าที่ทิ้งรอยเท้าอีกรอยไว้ใช่ไหม?”
“ฉันกำลังใช้ความคิดอย่างหนัก แต่ยังไม่ค่อยแน่ใจนัก”
“มันคือม้าของแดนนี่ เมนส์”
“แกรู้ได้ยังไง?” สติลเวลล์ถามเสียงเข้ม
“บิล... เท้าหน้าข้างซ้ายของม้าตัวนั้นใส่เกือกเบี้ยวเสมอ คาวบอยคนไหนในกลุ่มก็บอกแกได้ทั้งนั้น ต่อให้ฉันตาบอดฉันก็ยังจำรอยเท้านี้ได้เลย”
ใบหน้าแดงระเรื่อของสติลเวลล์ดูหมองลง เขาเตะพุ่มกระบองเพชรระบายอารมณ์
“แล้วแดนนี่กำลังมา หรือกำลังไปล่ะ?” เขาถาม
“ฉันว่าเขากำลังตัดทุ่งมุ่งหน้าไปทางเปลอนซิลโล แต่ฉันยังไม่ชัวร์นักหรอกถ้าไม่ได้ลองแกะรอยย้อนกลับไปดูสักพัก ฉันก็เลยรอจนแกมาถึงนี่แหละ”
“เนลส์... แกคงไม่ได้คิดว่าเจ้าหนูนั่นหนีตามนังหนูโบนิต้าไปหรอกนะ?”
“บิล... เขาก็หลงเสน่ห์โบนิต้าเหมือนกับยีนนั่นแหละ เหมือนกับเอ็ด ลินตัน ก่อนที่จะหมั้นด้วย และเหมือนกับคาวบอยทุกคนในแถบนี้นั่นแหละ ยัยเด็กตาคมคนนั้นน่ะร้ายกาจยังกับสายฟ้าแลบ แดนนี่อาจจะหนีไปกับหล่อนก็ได้ แดนนี่โดนปล้นระหว่างทางเข้าเมือง แล้วพอรู้สึกอับอายเขาก็เลยกินเหล้าจนเมา แต่เดี๋ยวเขาก็คงโผล่หัวมาเองแหละ”
“ก็นะ บางทีแกกับพวกหนุ่มๆ อาจจะพูดถูก ฉันเชื่อพวกแกก็ได้ เนลส์... แล้วที่ว่าใครเป็นคนขี่ม้าของสจ๊วตล่ะ มีข้อสงสัยอะไรไหม?”
“มันชัดเจนพอๆ กับรอยเท้าม้านั่นแหละ”
“แหม มันช่างประหลาดเหลือเกิน ฉันล่ะยอมใจจริงๆ ฉันล่ะอยากให้พวกหนุ่มๆ เพลาๆ เรื่องเหล้ายาลงบ้าง ฉันค่อนข้างเอ็นดูแดนนี่กับยีนมากนะ และฉันเกรงว่ายีนคงจะจบเห่แน่ๆ ถ้าเขาข้ามชายแดนไปร่วมรบ คงอีกไม่นานหรอกที่เขาจะโดนยิงไส้แตก ฉันว่าฉันเริ่มแก่แล้วล่ะ ฉันรับเรื่องพวกนี้ไม่ค่อยไหวเหมือนเมื่อก่อนแล้ว”
“บิล ฉันว่าฉันควรจะตามไปทางสายเปลอนซิลโล บางทีอาจจะเจอแดนนี่ก็ได้”
“ฉันก็คิดอย่างนั้นแหละเนลส์” สติลเวลล์ตอบ “แต่อย่าไปนานเกินสองวันนะ เราทำเรื่องต้อนวัวไม่ได้แน่ถ้าขาดแกไป ฉันกำลังขาดคนอยู่ด้วย”
บทสนทนาจบลงเพียงเท่านี้ สติลเวลล์เริ่มตระเตรียมบังเหียนม้าทันที ส่วนพวกคาวบอยก็แยกย้ายกันไปจูงม้าที่ปล่อยให้เดินเล็มหญ้าอยู่กลับมา แมดเดอลีนรู้สึกสนใจเหตุการณ์นี้อย่างประหลาด และเธอเห็นว่าฟลอเรนซ์เองก็สังเกตเห็น
“เรื่องมันก็เกิดขึ้นได้เสมอแหละค่ะ คุณแฮมมอนด์” เธอพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง เกือบจะดูเศร้าสร้อย
แมดเดอลีนใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วทันใดนั้นฟลอเรนซ์ก็เริ่มฮัมเพลงอย่างร่าเริงและยุ่งอยู่กับการเก็บของเหลือจากมื้อเที่ยง แมดเดอลีนเริ่มรู้สึกชอบและนับถือสาวชาวตะวันตกคนนี้มากขึ้น เธอชื่นชมในความเกรงใจ ความละเอียดอ่อน หรืออาจจะเป็นความฉลาด—ไม่ว่ามันคืออะไรก็ตาม—ที่ทำให้ฟลอเรนซ์ไม่เอ่ยปากถามในสิ่งที่เธอรู้ หรือสิ่งที่เธอคิดต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ไม่นานนัก พวกเขาก็กลับมาวิ่งฉิวอยู่บนถนนที่ลาดเทลงไปทีละน้อย และเริ่มปีนขึ้นสู่ยอดเนินยาวที่บดบังทัศนียภาพเบื้องหน้ามานานหลายชั่วโมง การปีนครั้งนั้นค่อนข้างน่าเบื่อเนื่องจากแสงแดด ฝุ่นผง และทัศนียภาพที่จำกัด
เมื่อถึงยอดเขา แมดเดอลีนก็อุทานออกมาด้วยความยินดี หุบเขาสีเทาอันกว้างใหญ่และราบเรียบปรากฏอยู่เบื้องล่าง มันลาดเอียงขึ้นไปอีกฝั่งเป็นเนินดินเล็กๆ ดูคล้ายระลอกคลื่น นำไปสู่เชิงเขาที่สลับซับซ้อนไปด้วยพุ่มไม้และต้นไม้ และถัดออกไปคือภูเขาสีเข้มที่มีป่าสนขึ้นหนาแน่นและมียอดเขาแหลมชันดั่งยอดวิหาร
“เอาละคุณมาเจสตี้ ตอนนี้เราเริ่มเข้าใกล้ความจริงแล้ว” สติลเวลล์พูดพลางสะบัดแส้ “อีกสิบไมล์ข้ามหุบเขานี้ไป เราก็จะถึงเชิงเขาที่พวกอินเดียนแดงเผ่าอาปาเช่เคยใช้เป็นที่กบดานแล้ว”
“สิบไมล์เชียวหรือคะ!” แมดเดอลีนอุทาน “สำหรับฉัน มันดูเหมือนห่างออกไปแค่ครึ่งไมล์เองค่ะ”
“แหม แม่สาวน้อย... ก่อนที่เธอจะขี่ม้าออกไปไหนคนเดียว เธอต้องปรับสายตาให้เข้ากับระยะทางของที่นี่เสียก่อนนะ เอ้า... ลองทายดูซิว่าไอ้สิ่งดำๆ บนเนินนั่นคืออะไร?”
“คนขี่ม้าค่ะ... ไม่ใช่สิ ฝูงวัว” แมดเดอลีนตอบอย่างไม่มั่นใจ
“ผิดแล้ว... มันก็แค่ต้นกระบองเพชรธรรมดาๆ นี่แหละ แล้วทางนี้ล่ะ—ลองมองไปทางหุบเขาซิ ป่าตรงนั้นสวยดีใช่ไหมล่ะ?” เขาถามพลางชี้มือไป
แมดเดอลีนเห็นป่าที่สวยงามอยู่กลางหุบเขาทางทิศใต้
“นั่นแหละคุณมาเจสตี้ มันคืออากาศที่หลอกตาเรา ไม่มีป่าหรอก มันคือภาพลวงตา (Mirage)”
“จริงหรือคะ! มันช่างสวยงามอะไรอย่างนี้!” แมดเดอลีนจ้องมองไปที่จุดมืดๆ นั้นดูเหมือนมันล่องลอยอยู่ในอากาศ ขอบเขตของมันดูไม่ชัดเจน พร่าเลือนและสั่นไหว แล้วมันก็ค่อยๆ จางหายไป
ขุนเขาลับหายไปหลังเส้นขอบฟ้าอีกครั้ง และในไม่ช้าถนนก็เริ่มลาดชันขึ้น ม้าเริ่มเดินช้าลงเป็นจังหวะก้าวเดิน มีเนินดินคดเคี้ยวยาวหนึ่งไมล์ จากนั้นก็ถึงเขตเชิงเขา ถนนทอดยาวผ่านหุบเขาที่คดเคี้ยว ต้นไม้ พุ่มไม้ และโขดหินเริ่มปรากฏให้เห็นตามร่องห้วยที่แห้งขอด ที่นี่ไม่มีน้ำเลย แต่ตลอดแนวร่องทรายที่ถูกน้ำพัดนั้นมีร่องรอยของการเกิดน้ำหลากในบางช่วงเวลา ความร้อนและฝุ่นผงทำให้แมดเดอลีนเริ่มอึดอัด และเธอเริ่มรู้สึกเหนื่อยล้าเต็มที ถึงกระนั้นเธอก็ยังใช้สายตาสอดส่องไปทั่วจนเห็นนกต่างๆ นกกระทาที่มีหงอนสวยงาม กระต่าย และมีครั้งหนึ่งที่เธอเห็นกวางด้วย
“คุณมาเจสตี้” สติลเวลล์เอ่ย “ในสมัยก่อน พวกอินเดียนแดงทำให้ดินแดนแถบนี้เป็นที่ที่อยู่ยากมาก ผมว่าเธอคงไม่ค่อยได้ยินเรื่องราวสมัยนั้นเท่าไหร่ ตอนนั้นเธอยังไม่เกิดเลยมั้ง ไว้สักวันผมจะเล่าให้ฟังว่าผมสู้กับเผ่าโคมันชีในแพนแฮนเดิล—ตอนเหนือของเท็กซัสน่ะ—อย่างไร และผมเคยเจอเรื่องน่าขนลุกขนาดไหนในแถบนี้กับพวกอาปาเช่”
เขาเล่าเรื่องของ โคชีส (Cochise) หัวหน้าเผ่าอาปาเช่เซอริคาวา ซึ่งเป็นเผ่าที่ดุร้ายและกระหายเลือดที่สุดที่เคยทำให้ชีวิตของเหล่านักบุกเบิกกลายเป็นฝันร้าย โคชีสเคยเป็นมิตรกับคนขาวครั้งหนึ่ง แต่เขาก็ตกเป็นเหยื่อของความเป็นมิตรนั้น และนั่นทำให้เขากลายเป็นศัตรูที่คอยจองล้างจองผลาญอย่างที่สุด จากนั้นก็ยังมี เจอโรนิโม (Geronimo) หัวหน้าเผ่าอาปาเช่อีกคนหนึ่งที่เพิ่งจะออกอาละวาดบนเส้นทางสายสงครามเมื่อปี 1885 และทิ้งรอยเลือดไว้ตามแนวเขตนิวเม็กซิโกและอาริโซน่าจนเกือบถึงชายแดน เจ้าของไร่และคาวบอยที่อยู่ตามลำพังถูกฆ่าตาย เหล่าคุณแม่ยอมยิงลูกๆ ของตัวเองแล้วยิงตัวตายตามเมื่อรู้ว่าพวกอาปาเช่กำลังบุกมา ในสมัยนั้น ชื่อของอาปาเช่ทำให้เลือดในตัวผู้หญิงแถบตะวันตกเฉียงใต้เย็นเฉียบได้เลยทีเดียว
แมดเดอลีนรู้สึกขนลุก และเธอดีใจที่ชายชราผู้บุกเบิกเปลี่ยนหัวข้อสนทนามาเล่าเรื่องการเข้ามาตั้งถิ่นฐานของชาวสเปน ตำนานขุมทรัพย์ทองคำที่สาบสูญซึ่งเล่าสืบต่อกันมาในหมู่ชาวเม็กซิกัน และเรื่องราวแปลกประหลาดเกี่ยวกับความกล้าหาญ ความลึกลับ และความเชื่อทางศาสนา ชาวเม็กซิกันไม่ได้พัฒนาไปมากนักแม้ความเจริญจะแผ่ซ่านเข้ามาในดินแดนแถบนี้ พวกเขายังคงมีความเชื่อเรื่องโชคลาง และเชื่อตำนานเกี่ยวกับขุมทรัพย์ที่ซ่อนอยู่ในกำแพงโบสถ์ และเชื่อว่ามีมือที่มองไม่เห็นคอยกลิ้งหินลงจากภูเขาใส่หัวของพวกนักขุดทองที่บังอาจเข้าไปตามหาเหมืองทองที่สาบสูญของเหล่านักบุญ
“ในภูเขาหลังไร่ของพี่มีเหมืองที่สาบสูญอยู่แห่งหนึ่งนะ” แอลเฟรดเคยบอก (หรือสติลเวลล์เล่า?)
“บางทีมันอาจจะเป็นแค่ตำนาน แต่ฉันเชื่อว่ามันอยู่ที่นั่น เหมืองอื่นๆ ที่เคยสาบสูญไปก็เคยมีคนหาเจอมาแล้ว ส่วนเรื่องหินกลิ้งน่ะ ฉันรู้แน่ๆ ว่ามันเป็นเรื่องจริง ใครก็ตามที่ลองเดินป่าขึ้นไปตามหุบเหวนั่นจะได้รู้เอง บางทีมันอาจจะเป็นแค่การผุพังตามธรรมชาติของหน้าผาก็ได้ ดินแดนตะวันตกเฉียงใต้นี้มันช่างเป็นดินแดนที่ดูเงียบสงบและประหลาดนะคุณมาเจสตี้ และคุณน่ะจะตกหลุมรักมัน คุณจะเรียกมันว่าดินแดนที่โรแมนติก ซึ่งผมว่าคำนั้นแหละถูกต้องที่สุดแล้ว อยู่ที่นี่นานๆ คนเราจะขี้เกียจขึ้นและเริ่มช่างฝัน และอยากจะเลื่อนงานไปทำพรุ่งนี้แทน บางคนเรียกที่นี่ว่าดินแดนแห่งมานญาน่า (Mañana)—ดินแดนแห่งวันพรุ่งนี้ นั่นคือคำเรียกแบบชาวเม็กซิกันน่ะ”
“แต่ผมชอบคำพูดที่สุภาพสตรีท่านหนึ่งเคยบอกผม—สุภาพสตรีที่มีการศึกษาสูงเหมือนคุณนี่แหละคุณมาเจสตี้ เธอว่าที่นี่คือดินแดนที่ ‘เป็นช่วงบ่ายตลอดกาล’ ผมชอบคำนั้นนะ ผมมักจะตื่นมาด้วยความเมื่อยล้าในตอนเช้า และไม่รู้สึกดีขึ้นเลยจนกว่าจะถึงเที่ยง แต่พอถึงช่วงบ่าย ผมเริ่มรู้สึกอบอุ่นและเริ่มชอบทุกสิ่งทุกอย่าง และช่วงที่พระอาทิตย์ตกนั่นแหละคือเวลาของผม ผมว่าไม่มีอะไรจะสวยงามไปกว่าการดูพระอาทิตย์ตกจากที่ไร่ของผมอีกแล้ว คุณจะได้มองข้ามหุบเขาที่กว้างใหญ่ระหว่างเทือกเขากัวดาลูเปและเทือกเขาเซอริคาวา ลงไปจนถึงทะเลทรายสีแดงของอาริโซน่า จนเห็นชัดไปถึงเซียร์รา มาเดรส ในเม็กซิโกเลยทีเดียว สองร้อยไมล์เลยนะคุณมาเจสตี้! และทุกอย่างก็ชัดเจนเหมือนตัวพิมพ์บนหน้ากระดาษ! แล้วดวงอาทิตย์ก็ตกลับไปเบื้องหลังภาพนั้นทั้งหมด! เมื่อถึงเวลาที่ผมต้องตาย ผมอยากจะนั่งตายอยู่บนระเบียงบ้าน สูบไปป์ และหันหน้าไปทางทิศตะวันตก”
ชายชราเจ้าของไร่วัวเล่าเรื่องต่อไปในขณะที่แมดเดอลีนรับฟัง และฟลอเรนซ์ก็หลับนิ่งอยู่ที่เบาะของเธอ ดวงอาทิตย์เริ่มอ่อนแสงลง และม้าก็ปีนป่ายขึ้นไปอย่างสม่ำเสมอ ในไม่ช้า ที่เชิงเขาที่เป็นทางลาดชัน สติลเวลล์ก็ลงจากรถแล้วเดินนำเพื่อจูงม้า ในระหว่างการปีนขึ้นเนินที่ยาวนานนี้ ความเหนื่อยล้าเข้าครอบงำแมดเดอลีน เธอปิดตาลงด้วยความง่วงงุน และเมื่อเธอลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ท้องฟ้าสีขาวที่สว่างจ้าก็เปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินเข้มเหมือนเหล็กกล้า ดวงอาทิตย์ลับหายไปหลังเชิงเขาและอากาศเริ่มหนาวเย็นขึ้น สติลเวลล์กลับมานั่งที่เบาะคนขับและส่งเสียงคุยเบาๆ กับม้า เงาสลัวเริ่มคืบคลานออกมาจากหุบเหว
“เอาละฟลอ” สติลเวลล์บอก “ฉันว่าเรามาจัดการมื้อเที่ยงที่เหลือให้หมดก่อนจะมืดเถอะ”
“ลุงแทบจะไม่เหลืออะไรไว้ให้กินเลยนะคะ” ฟลอเรนซ์หัวเราะขณะหยิบตะกร้าออกมาจากใต้เบาะ
ในขณะที่พวกเขากินกันอยู่นั้น แสงโพล้เพล้ช่วงสั้นๆ ก็จางหายไปและความมืดมิดก็เข้าปกคลุมหุบเขา แมดเดอลีนเห็นดาวดวงแรก เป็นจุดแสงที่กะพริบไหวจางๆ ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีเทาสลัว แมดเดอลีนเห็นมันค่อยๆ ใสขึ้นและมืดลง จนปรากฏดาวดวงอื่นๆ ที่ริบหรี่ หลังจากนั้น สีเทาก็เข้มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ดวงดาวเริ่มขยายใหญ่ขึ้นและดวงดาวที่เพิ่งเกิดใหม่ก็สว่างจ้าขึ้นเรื่อยๆ ราวกับความมืดมิดมาพร้อมกับสายลมหนาว แมดเดอลีนดีใจที่มีผ้าคลุมห่อตัวไว้อย่างมิดชิดและได้พิงไหล่ฟลอเรนซ์ ตอนนี้ในหุบเขาเป็นสีดำสนิท แต่ยอดเขาด้านบนกลับเป็นประกายสีซีดในแสงไฟที่นุ่มนวล เสียงฝีเท้าของม้ายังคงดังอย่างสม่ำเสมอ ผสมกับเสียงล้อรถที่ดังเอี๊ยดอ๊าดและเสียงบดขยี้ของกรวด แมดเดอลีนง่วงนอนเสียจนเธอไม่อาจลืมตาที่เหนื่อยล้าได้ มีบางช่วงที่เธอเคลิ้มหลับไปจนไม่รู้สึกว่าตัวเองอยู่ที่ไหน และถูกปลุกให้ตื่นด้วยการกระแทกของล้อรถผ่านทางที่ขรุขระ จากนั้นก็เป็นช่วงที่สติขาดหายไป จะสั้นหรือยาวไม่รู้ได้ แต่มันจบลงด้วยการโคลงเคลงอย่างแรงของรถลาก แมดเดอลีนตื่นขึ้นมาพบว่าหัวของเธอซบอยู่บนไหล่ของฟลอเรนซ์ เธอลุกขึ้นนั่งหัวเราะและขอโทษสำหรับความขี้เซาของเธอ ฟลอเรนซ์ยืนยันกับเธอว่าในไม่ช้าพวกเขาก็จะถึงไร่แล้ว
แมดเดอลีนสังเกตเห็นว่าม้าเริ่มกลับมาวิ่งเหยาะๆ อีกครั้ง ลมหนาวเย็นขึ้น ค่ำคืนมืดมิดขึ้น เชิงเขาเริ่มดูราบเรียบขึ้น และท้องฟ้าในตอนนี้กลายเป็นสีน้ำเงินกำมะหยี่ที่ลึกซึ้งและประดับประดาด้วยดวงดาวนับล้านดวง บางดวงนั้นดูยิ่งใหญ่ตระการตาเหลือเกิน มันช่างดูขาวสะอาดและมีชีวิตชีวาอย่างประหลาด! อีกครั้งที่แมดเดอลีนรู้สึกถึงแรงดึงดูดที่คุ้นเคยแต่ก็น่าฉงน ดวงดาวสีขาวเหล่านี้ดูเหมือนจะเรียกหาเธอ หรือไม่ก็กำลังตามหลอกหลอนเธออย่างประหลาด
.⋆。🌶️🌿˚ และนอกจากนิยายโรมานซ์อ่านสนุกเรื่องนี้แล้ว คุณนักอ่านสามารถสนับสนุนผลงาน #นิยายรสแซ่บจัดจ้านจนนิพพานสีจมปูว์ ของ #แมงมุมใต้เตียง ที่แต่งจบแล้วพร้อมอ่านได้เลยได้ที่ comment หรือที่ BIO ตลอด 24 ชั่วโมง นะคะ ✨👇✨ สุดปัง สุดปัง กำลังรับนักอ่านจำนวนไม่จำกัด!
#นิยาย | #อ่านนิยาย | #eBook | #romancenovels | #fiction | #นิยายอ่านสนุกทุกเทศกาล #2025trend #ตำนานรักของเทพเจ้า
แวะชม แวะอ่าน แวะโหลดนิยายรสแซ่บจัดจ้านที่ใครก็อยากมีไว้อ่านก่อนนอนทุกคืนที่นี่*
คำอธิบาย: 👑 อย่าลืมมาเป็นนักอ่าน VIP ของเราเพื่อรับสิทธิพิเศษเข้าถึงนิยายรักเรื่องใหม่ รวมถึงนิยายแปลสุดคลาสสิก อ่านได้เลยใน BLOG สุดเก๋ สุดคลู ที่จะมอบให้แก่นักอ่าน VIP ที่น่ารักที่สุดเท่านั้น เมื่อคุณนักอ่านสะสมครบเงื่อนไขแล้วสามรถ inbox นิยายในคลังของคุณมาอวดกันได้และรับ link ไปเลย! มีนิยายให้เอา เอ้ย! ให้อ่าน 2 เรื่องพิเศษแล้วและจะทะยอยวางอย่างต่อเนื่องนะคะ 👑 *รับสิทธิพิเศษอ่านนิยายรสเข้มข้นใหม่ๆ อ่านจบเรื่องเลยได้ฟsี 12 เรื่องสั้น และ 1 เรื่องยาว*